ตอนที่ 246 ในราชสำนักฝ่ายในแม้ไร้น้ำใจก็ยังอาจมีคุณธรรม
คนจากในราชสำนักฝ่ายใจอย่างไรก็มีทักษะยุทธ์ดี ว่ากันว่าตอนฝึกในหน้าร้อน ไม้ฟาดลงบนแตงโม แตงโมก็ปกติไร้ร่องรอยใด แต่ข้างในเละเป็นโจ๊ก
50 ไม้โบยลงไปนี้ คิดแล้วคงได้รับคำสั่งจากผู้ใด โจวอี้กระดูกซี่โครงหักหลายซี่ แต่ร่างกายยังไม่มีร่องรอยเขียวช้ำมากนัก กระดูกซี่โครงหักก็แค่พักผ่อนให้มาก ไม่อาจขยับร่างกายรุนแรงได้เท่านั้น
ค่อยๆ บรรจงดื่มโจ๊กคำเล็กๆ โจวอี้หันหน้าหนีตลอดเวลา ไม่ให้เจ้าจินเลี่ยงได้เห็นน้ำตา ปกติเขาคิดว่าตนเองนั้นหน้าตายิ้มแย้ม เผชิญเรื่องใดก็นิ่งอยู่ได้ แต่พอมานอนอยู่ที่ๆ ไม่รู้ว่าเป็นโกดังหรือใช้เป็นห้องทำอะไรมาก่อนหลายวันมานี้ ทุกวันกินแต่อาหารหยาบๆ ร่องรอยสีหน้ายิ้มแย้มสุภาพก็กลายเป็นความเย็นชาไปสิ้น
ผู้ที่มาเยี่ยมตนมีเพียงแต่เจ้าจินเลี่ยงคนเดียว เจ้าจินเลี่ยงปีนี้อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ แต่คนในวังรู้ดีว่าจางเฉิงกงกงชอบเด็กคนนี้มาก
ยังมีข่าวอีกว่า หัวหน้าสำนักส่วนพระองค์อย่างเฝิงเป่ากงกงก็ยังเคยเอ่ยชมเจ้าจินเลี่ยง และเด็กคนนี้ได้เข้าเรียนในสำนักส่วนในได้ครึ่งปีแล้ว สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวันหน้าของเจ้าจินเลี่ยงในวังย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็คงได้ขึ้นเป็นมหาขันทีสักตำแหน่ง
ก่อนที่โจวอี้จะทำผิด เจ้าจินเลี่ยงที่ติดตามรับใช้โจวอี้ก็ถูกแยกตัวออกมาดูแลเป็นพิเศษแล้ว ล้วนคิดกันว่าเป็นคนของจางกงกง ไม่ใช่คนของโจวกงกง
ความโชคร้ายครั้งนี้ของโจวอี้ เจ้าจินเลี่ยงจึงไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย ในวังยังคงเงียบกริบ โจวอี้แต่ไรมาก็ดีกับทุกคนในวัง ไม่เคยล่วงเกินผู้ใด แต่ครั้งนี้คนที่เคยได้รับความอนุเคราะห์และสัมพันธ์ดีกับเขาพวกนั้น ไม่มีสักคนที่มาเยี่ยม ล้วนแต่เกรงกลัว พากันหลบเลี่ยงอย่างที่สุด
คนที่รู้จักกันมาไม่ถึงหนึ่งปีอย่างเจ้าจินเลี่ยงที่ทุกคนเอ็นดูกลับมาเยี่ยมเขาด้วยตนเอง โจวอี้ที่นับได้ว่าทั้งสิ้นวาสนาและล้มป่วยก็ย่อมซาบซึ้งอย่างมากเป็นธรรมดา
พอจัดการโจ๊กร้อนๆ และขนมเปี๊ยะอบหมด อาหารร้อนกรุ่นตกถึงท้อง จิตใจก็รู้สึกดีขึ้นตามมา โจวอี้พยุงตัวขึ้นนั่ง มองเจ้าจินเลี่ยงกำลังเก็บกวาดห้อง ก่อนจะออกไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าไปหาเตาถ่านมาจากที่ไหน มาวางติดไฟอยู่หน้าประตูเริ่มต้มยา
“เสี่ยวเลี่ยง เจ้ากลับไปอ่านหนังสือที่ห้องดีๆ ทำงานให้ดี พรุ่งนี้ข้าก็จะลุกออกไปได้เองแล้ว ตอนนี้สภาพข้าเช่นนี้ เจ้ามาก็ไม่สะดวก”
“ไม่ได้ขอรับ ร่างกายโจวกงกงตอนนี้ยังอ่อนแอ สองสามวันนี้ต้องมาดูแลให้มากหน่อย รอท่านหายดี ข้าก็จะไม่มาอีก”
ไม่ว่าอาหารหรือเตาถ่าน สำหรับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งแล้วนับว่ากินแรงมาก เจ้าจินเลี่ยงใช้พัดพัดไฟ อีกมือยังปาดเหงื่อบนหน้าผาก
ยามยากลำบากเห็นน้ำใจแท้จริง คำตอบของเจ้าจินเลี่ยงนิ่งเรียบ คิดว่าที่ตนเองทำเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว โจวอี้รู้สึกซาบซึ้งใจ หายใจแรงขึ้นเล็กน้อย หากก็สะเทือนบาดแผล เจ็บจนต้องสูดลมหายใจเข้าไม่กล้าขยับอีก นั่งทื่ออยู่ที่นั่นอย่างตื้นตันในลำคอ
เงียบไปครู่หนึ่ง เสียงล้อเล่นอย่างตีบตันในลำคอก็ดังขึ้น
“ไม่รู้ว่าไช่กงกงวันนี้ไปทำงานที่ไหน คิดว่ายิ่งใหญ่จนจำข้าไม่ได้แล้ว”
“โจวกงกง ไช่กงกงเจ็ดวันก่อนไม่เห็นหน้า ได้ยินคนข้างๆ บอกว่า ถูกขับไล่ออกไปแล้ว”
เจ้าจินเลี่ยงไม่ได้คิดอะไรก็ตอบออกไป โจวอี้นั่งเงียบอึ้งไป เมื่อครู่ตนเสียดสีออกไป กลับคิดไม่ถึงว่าคนรอบกายพลอยต้องมาโดนไปด้วย
คิดถึงวันนั้นที่แอบโกงเงินก็ช่างหน้ามืดตามัว คิดว่าตนเองใกล้ฟ้าเบื้องบน เบื้องบนยังมีจางเฉิงกงกงคอยคุ้มครอง ข้างนอกยังมีขุนนางใกล้ชิดฮ่องเต้อย่างหวังทงคอยช่วยเหลืออยู่อีก ทำงานก็ย่อมไม่ระวัง คิดไม่ถึงว่าต้องมาโดนเอาเช่นนี้
อากาศยามนี้สบายยิ่ง ใกล้เดือนห้าแล้ว กำลังเป็นช่วงเวลาดีที่สุดในเมืองหลวง โจวอี้นั่งครุ่นคิดค้างอยู่ ไม่รู้ว่าพอรักษาตัวเสร็จแล้ว ตนต้องถูกส่งไปทำงานที่ใด
มองเจ้าจินเลี่ยงต้มยาอย่างเงียบๆ ในใจก็ทอดถอนใจ เจ้าจินเลี่ยงทำเรื่องเหล่านี้ก็ล้วนทำด้วยท่าทางที่รู้สึกว่าควรเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อมาตอบแทนคุณ ไม่ได้เพื่อมาสร้างคุณ ความเป็นธรรมชาติเช่นนี้จึงจะล้ำค่าอย่างที่สุด ล้วนมาจากใจแท้จริง
ในวังหลวง แก่งแย่งชิงดี แผนร้ายมากมาย อายุน้อยๆ กลับมีจิตใจดีงามจริงใจ เกรงว่าวันหน้าคงต้องเสียเปรียบผู้อื่น เสียดายที่ตนเองคงไม่ได้อยู่ในวังหลวงนี้นานนัก ไม่อาจดูแลเจ้าจินเลี่ยงต่อไปได้แล้ว
ขณะที่ทอดถอนใจ ก็เห็นเจ้าจินเลี่ยงโยนพัดในมือทิ้ง หันไปทางหนึ่งคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับ
“คำนับท่านปู่จาง!”
ในวังผู้ที่ให้เจ้าจินเลี่ยงเรียกขานเช่นนี้ได้ นอกจากรองหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์จางเฉิงกงกงแล้วยังมีผู้ใดอีก โจวอี้ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ไม่สนใจความเจ็บปวดร่างกาย ตะเกียกตะกายลุกลงจากเตียง
กระดูกซี่โครงหักนั้นยุ่งยากมาก แค่เพียงขยับเล็กน้อยก็จะเจ็บปวดเจียนจาย พอลงจากเตียงมาได้ก็ทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว ต้องกุมบาดแผลลงคุกเข่าทันที
จางเฉิงปรากฏกายหน้าประตู ห้องที่เดิมมืดอยู่แล้วก็ยิ่งมืดลงไปอีก จางเฉิงสีหน้านิ่งเรียบ พอเห็นเจ้าจินเลี่ยงที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ สีหน้าก็ฉายรอยยิ้มเล็กน้อยที่สังเกตเห็นได้ยากยิ่ง พยักหน้ากล่าวว่า
“อายุน้อยเท่านี้ แต่กลับมีน้ำใจมาก”
กล่าวจบก็ก้าวเข้ามาในห้อง โจวอี้กำลังจะกล่าว แต่ก็รู้สึกมีอะไรจุกอยู่ที่คอพูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้โขกศีรษะอยู่กับพื้น จางเฉิงขมวดคิ้ว ถามน้ำเสียงเย็นชาว่า
“รู้สำนึกแล้วใช่ไหม?”
โจวอี้ฝืนความเจ็บปวดโขกศีรษะหลายครั้งติดต่อกัน แต่ไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้สักคำ จางเฉิงส่ายหน้า ตะโกนออกไปข้างนอกว่า
“เสี่ยวเลี่ยงเข้ามาประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่ง ไม่เช่นนั้นกระดูกคงได้เข้าผิดรูปเป็นแน่”
เจ้าจินเลี่ยงรีบวิ่งเข้ามาประคอง ได้ยินจางเฉิงกล่าวเช่นนั้น น้ำเสียงแม้เย็นชาแต่ก็มีความใส่ใจ ในใจโจวอี้ก็รู้สึกผ่อนคลายลงทันทีทันใด ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป
ตอนจางเฉิงยืนอยู่หน้าประตูสำหรับโจวอี้แล้วเป็นการย้อนแสง ทั้งตัวดำทมึน จึงมองเห็นสีหน้าไม่ชัด เจ้าจินเลี่ยงเลื่อนเก้าอี้ผุพังเข้ามาตัวหนึ่งด้วยความยากลำบาก จางเฉิงมิได้นั่งลง หากมองโจวอี้ด้วยสายตาเย็นชา
นานกว่าโจวอี้จะสงบจิตสงบใจลงได้ น้ำเสียงสั่นเครือกล่าวว่า
“ตอนนั้นลูกหน้ามืดตามัว คิดว่าตนเองปีกกล้าขาแข็ง มีบางเรื่องไม่ได้ผ่านความเห็นท่านพ่อบุญธรรมก็ไปทำเอง ตำแหน่งในสำนักอาชาหลวงขาดลง ตอนนั้นทุกที่ต่างก็คุยกันเรื่องนี้ รอบๆ หลายคนก็ขยับตัวเคลื่อนไหวกัน ทางลูกเองก็อดไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าจะนำภัยมหันต์มาสู่ตัวเองเช่นวันนี้ ตัวลูกเองไม่เป็นไร ต้องพลอยทำให้ท่านพ่อเสื่อมเสียไปด้วย นี่เป็นความผิดควรตาย…”
จางเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“เจ้าคิดว่าหลินซูลู่ไม่คว้าเงินทองหรือ? เจ้าคิดว่าไห่หยางมือสะอาดหรือ? นี่ไหนเลยจะเป็นแค่เรื่องเงินทอง มันคือการจับผิดจัดการคนเท่านั้น เรื่องเช่นนี้ เจ้าไม่ระวัง ก็เป็นเจ้าที่โชคร้าย โทษตัวเจ้าเอง โทษเจ้าเองที่โชคชะตาไม่ดี”
ได้ยินจางเฉิงกล่าวเช่นนี้ ในใจโจวอี้ก็รู้สึกอึดอัดแต่ระบายออกมาไม่ได้ แต่ก็รู้สึกผ่อนคลายเช่นกัน อย่างน้อยท่านพ่อบุญธรรมก็แค้นเคืองอีกฝ่าย หาได้แค้นเคือนตนไม่ แต่ทำไมตนต้องโชคร้ายเช่นนี้ ในใจคิดเช่นนี้ แต่กลับกล่าวออกไปว่า
“ท่านพ่อบุญธรรม ทางท่านนั้น…”
“รับใช้ไทเฮาและฮ่องเต้มานาน ข้าไม่มีความดีความชอบก็มีความจงรักภักดี ก็แค่วันหน้าระวังตัวให้มากอีกหน่อย กล่าวให้น้อยลงอีกหน่อย ไม่ได้เดือดร้อนไปด้วยเท่าไร…เหล่าหลินก็ช่างอำมหิต…ไม่ถึงหนึ่งเดือน สำนักอาชาหลวงตั้งแต่บนลงล่าง ทุกหน่วยงานล้วนถูกเขาล้างบางไปหมด ไม่ใช่ไล่ไปก็ใส่ความผิดให้ เขาคิดทำอะไรกัน!?”
กล่าวถึงตรงนี้ จางเฉิงที่รักษาท่าทีสงบมาโดยตลอดก็ออกอาการแค้นเคืองให้เห็นเล็กน้อย โจวอี้ได้ยินเรื่องนี้ ก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นโขกศีรษะบนเตียง กระทบความเจ็บปวดทำให้เขาหน้าซีดเผือด แต่ยังคงพยายามที่จะกล่าวออกมาว่า
“พ่อบุญธรรม สำนักอาชาหลวงเป็นฐานสำคัญหนึ่งของวังหลวง ไม่มีคนดูแลกองกำลังที่นั่น อย่างไรก็มิใช่ทางที่เหมาะที่ควร ขอท่านพ่อเมตตา ให้ลูกกลับไป แม้ว่าจะให้เริ่มตั้งแต่งานระดับล่าง ก็ต้องกลับเข้าไปให้ได้ เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาแทนท่านพ่อบุญธรรม”
จางเฉิงน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ กล่าวว่า
“กลับไปได้ที่ไหนกัน การกระทำครั้งนี้ของเจ้า กลับไปก็คงได้ตายในมือเหล่าหลินเท่านั้น ที่เจ้าคิดมาก็ใช่ว่าไม่มีเหตุผล แต่ซุนไห่ยังคงทำหน้าที่อยู่ในนั้น เห็นได้ชัดว่าไทเฮายังทรงวางหมากในพระทัยของพระองค์อยู่”
กล่าวได้ครึ่งเดียว จางเฉิงก็ยกมือลูบศีรษะเจ้าจินเลี่ยง กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า
“เสี่ยวเลี่ยง ออกไปเฝ้าไว้ อย่าให้คนนอกเข้ามา”
เจ้าจินเลี่ยงรับคำเบาๆ ก่อนจะก้าวน้อยๆ วิ่งออกไป จางเฉิงหันหน้ามากล่าวว่า
“อานุน้อยแต่สงบนิ่ง ยังรู้จักหนักเบา วันหน้าย่อมมีอนาคต เจ้าดูเจ้าสิ ยิ่งมีชีวิตอยู่ยิ่งถอยหลัง กล่าวกับเจ้าตามตรง งานในวังเจ้าไม่มีสิทธิ์ได้ทำแล้ว ไทเฮาทรงกริ้วมาก ไม่ไล่ออกจากวังไปก็นับว่าข้าออกหน้าช่วยเจ้ามากแล้ว”
สีหน้าโจวอี้ราวกับซากศพ ในวังไม่มีงานให้ทำ หรือว่าให้ไปใช้แรงงาน เช่นนั้นไม่สู้ตายไปเลยดีกว่า จางเฉิงกล่าวต่อว่า
“ทางเทียนจินนั่นเจ้าก็ไปไม่ได้ ฮ่องเต้ไม่โปรดเจ้า ย่อมไม่อยากให้เจ้าไปอยู่ข้างกายหวังทง”
ได้ยินเช่นนี้ โจวอี้ถึงกับลืมรักษามารยาท ล้มตัวลงบนเตียงมองไปทางมุมห้องอย่างเลื่อนลอย เลื่อนลอยอย่างที่สุด จางเฉิงส่ายหน้า คิดถึงสารตอบกลับจากหวังทง โจวอี้นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญไม่น้อย แต่กลับมาใฝ่สูงตำแหน่งเกียรติยศมากเกินไป ทำให้บาดเจ็บแทบถึงแก่ชีวิต ความมักใหญ่ใฝ่สูงเกินไปหรือความโลภที่มากเกินไป ทำให้บางเรื่องก็มักต้องหาโอกาสเสี่ยงกันสักครา นี่ก็คือการเสี่ยงภัยที่มากเกินไป เป็นที่จับตาของผู้คนอื่นได้ง่าย
คิดไม่ถึงว่า โจวอี้ติดตามตนมานานหลายปีเช่นนี้ ตนเองกลับมองไม่ทะลุเท่ากับหวังทงที่คบหากันมาได้เพียงปีเดียว เช่นนี้แล้ว ความยากลำบากครั้งนี้สำหรับโจวอี้แล้วก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี กลับเป็นโอกาสที่ยากยิ่ง ในวังมีผู้ใดบ้างคิดจะไปเป็นมหาขันทีสำนักส่วนพระองค์ แต่หากไม่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมายี่สิบปี ผู้ใดจะนั่งได้มั่นคงกัน จางเฉิงคิดไปคิดมา ก็เอ่ยขึ้นว่า
“วันหน้าก็คอยรับใช้ข้างกายข้าก็แล้วกัน แต่ไม่ใช่ตามเขียนหนังสือ สำนักรักษาความสงบทางนั้นต้องการผู้ชำนาญการวิเคราะห์ เจ้าทำงานมาหลายตำแหน่ง ก็ช่วยแทนข้าจัดการสำนักรักษาความสงบนั้นให้เรียบร้อย ใช้ความสามารถที่ได้มาจากในวังของเจ้าให้เต็มที่ ทำได้ดี ย่อมมีความดีความชอบ ใช่ว่าไม่มีโอกาสจะได้กลับมาอีก ทำไม่ดี ทุกอย่างก็จบตรงนี้”
เรื่องมาถึงขั้นนี้ มีที่ไปก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึงแล้ว โจวอี้ยังจะกล่าวอันใดได้อีก ได้แต่คุกเข่าโขกศีรษะ จางเฉิงกล่าวเพียงว่า “บาดแผลหายแล้วก็ไปพบข้า” แล้วก็ออกไป
พอจางเฉิงออกไป เจ้าจินเลี่ยงก็ประคองชามยาที่ต้มเสร็จเข้ามาด้วยความระมัดระวัง โจวอี้มองเจ้าจินเลี่ยง อยู่ก็หยักหน้ายิ้ม
“ดูเจ้าแล้ว วันหน้าเจ้าน่าจะมีอนาคต…”
