Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 253

ตอนที่ 253 คืนดึกสงัด

ริมทะเลและสองฝั่งคลองส่งน้ำในคืนดึกสงัดนั้นไม่ต่างกัน สองฝั่งคลองส่งน้ำหากต้องการขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือยามค่ำคืนก็จะพาดแผ่นไม้เชื่อมไว้เดินไปมาระหว่างเรือกับท่า แรงงานขนสินค้าก็จะหลั่งไหลไปที่นั่น มีคนท่าทางเหมือนคนคอยจดบัญชีและพ่อบ้านกำลังดีดลูกคิดอยู่ตรงนั้น ยังมีคนคอยเข้าไปเติมฟืนกองไฟสองข้างทางอยู่เป็นระยะ

เจ้าของเรือและพ่อค้าพวกนั้นก็สบายอยู่บ้าง เพราะใกล้ๆ กันนั้นตั้งเพิงพักให้พวกเขานั่งคุยไปคุมงานไปอยู่ที่นั่น รอส่งมอบสินค้าให้เรียบร้อยแล้วเสร็จ

หวงซานบังคับรถม้าเข้ามาในพื้นที่แล้ว มีคนผ่านไปมาหลายคนมองมาทางเขาอย่างคุ้นเคย ทุกคนยิ้มแย้มทักทาย ยังมีบางคนแกล้งเข้ามาทำท่าเปิดกล่องอาหารดู ส่งเสียงหัวเราะกันยกใหญ่

พวกหวังทงก้มหน้าก้มตาเดินอยู่ข้างรถม้าต่อไป ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ที่นี่เทียบกับท่าเรือริมคลองส่งน้ำแล้วมีพื้นที่กว้างขวางกว่าเล็กน้อย ถนนหนทางก็กว้างกว่าเล็กน้อย หวังทงคิดอยากจะเห็นกำแพงและคูเมืองที่ไกลออกไป แต่กลับถูกความดำผืนหนึ่งบดบังทำเอาอดตะลึงมองตาค้างไม่ได้

เขาเองก็ไม่เคยมาที่นี่ ยิ่งไม่ใช่คนในพื้นที่ พอเห็นความดำผืนหนึ่งเบื้องหน้าก็ตั้งตัวไม่ทันจนถึงกับอึ้งไป ที่นี่เป็นพื้นที่ราบ ไม่มีเนินเขาสูงต่ำอะไร

สิ่งที่บังสายตาอยู่ก็น่าจะเป็นโกดังเสบียงทางทิศใต้ของกำแพงเมือง การขนส่งเสบียงใช่ว่าจะขนส่งได้ครบตามจำนวนที่ต้องการได้ตลอดเวลา มีบ้างที่ต้องการที่พักเสบียงชั่วคราวเพื่อจะได้ส่งมอบต่อในภายหลัง และเมืองหลวง เมืองจี้โจวกับเขตปกครองเหนือหลายเมืองก็มีความต้องการจำนวนมาก เสบียงก็ย่อมมากมายมหาศาล

พื้นที่กองกำลังพิทักษ์เทียนจินนี้ติดกับคลองส่งน้ำ จึงสร้างโกดังเก็บเสบียงที่กองทัพเก็บเกี่ยวได้จากการเพาะปลูกเองอยู่หลายแห่ง นับเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเทียนจินในสมัยนี้ โกดังเสบียงบริเวณกำแพงเมืองก็เพิ่งจะสร้างใหม่มาเมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี้เอง ว่านลี่ขึ้นครองราชย์มาหกปี แผ่นดินนับว่าฟ้าฝนบริบูรณ์ดี ปริมาณเสบียงที่ขนส่งเข้ามาก็มากขึ้นกว่าปีก่อนๆ มาก ดังนั้นจึงต้องสร้างโกดังเสบียงขึ้นใหม่

สำหรับหวังทงที่ยังไม่คุ้นเคยกับสภาพพื้นที่นี้ ในความคิดเขาไม่อาจเรียบเรียงทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ในเวลาอันสั้น คืนนี้นับว่าเพิ่งจะพอเข้าใจคร่าวๆ

ไม่นานก็ไปถึงที่ที่สั่งสุราอาหาร หวงซานทักทายทุกคนด้วยท่าทางเกร็งเล็กน้อย จัดแจงยกสุราอาหารลงจากรถม้า เข้าไปส่งในเพิงน้ำชาแห่งหนึ่ง

อย่าเห็นว่าเป็นเพียงเพิงน้ำชา โคมไฟก้านไม้ด้านในคลุมด้วยผ้าแพรผืนบางราวปีกจักจั่น ด้านในคล้ายว่าจุดกำยานเพื่อดับกลิ่นอายทะเลที่ไม่พึงประสงค์ไว้อีกด้วย

โต๊ะเก้าอี้ที่จัดวางอยู่ก็เป็นเครื่องเรือนทำจากไม้เนื้อดีฝีมือประณีต แม้แต่กาและถ้วยน้ำชาก็เป็นกระเบื้องเนื้อดี ชายอายุมากและอายุน้อยหลายคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนาสรวลเสเฮฮากันรอบโต๊ะ รอบๆ เพิงน้ำชายังมีชายฉกรรจ์กำยำหลายคนถืออาวุธคอยอารักขา

คนที่นั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะล้วนสวมเสื้อผ้าแพรต่วนเนื้อดี แต่เป็นแบบชุดสั้น สำเนียงพวกเขาก็แปลกประหลาด ฟังไม่เหมือนเป็นสำเนียงตอนเหนือ

พอยกอาหารและสุราออกมาวางเรียบร้อย คนที่ท่าทางเหมือนผู้ติดตามก็เข้ามาจ่ายเงิน แต่ละคนยังได้รางวัลเพิ่มอีกคนละราวหนึ่งตำลึง หนึ่งตำลึงที่เทียนจินนี่สามารถจัดเลี้ยงอาหารได้หนึ่งโต๊ะเลยทีเดียว จึงนับว่าเป็นการใช้เงินที่มือเติบยิ่ง หวังทงนิ่งไปครู่หนึ่งก็คิดได้ว่าควรแสดงท่าทีกระตือรือร้นขอบคุณ

ทว่าเขาเองก็สถานะต่างกัน อย่างไรก็ไม่อาจก้มหน้าน้อมกายลงขอบคุณอะไรมากนัก คนที่หวังทงพามาด้วยกลับมีปฏิกิริยาตอบกลับช้ากว่า

ทำเอาหวงซานที่พาพวกเขามาด้วยถึงกับต้องหลั่งเหงื่อเย็นออกมา ดีที่คนในเพิงน้ำชาไม่สนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พรรค์นี้ พอออกห่างจากเพิงน้ำชามา บนรถยังพอมีพวกแผ่นแป้งและเนื้อสัตว์อยู่อีกจำนวนหนึ่ง จึงขนลงมาให้พวกองครักษ์คุ้มกันเจ้านายด้านนอกได้กินกัน

หวังทงกระซิบสั่งเบาๆ ให้หวงซานจงใจขับรถวนเพื่อพยายามลอบมองสภาพรอบๆ ของท่าเรือให้มากที่สุด มีคนผ่านไปผ่านมาเช่นปกติ ทุกคนรู้สึกว่าตนเองทำเรื่องที่เปิดเผย ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอะไร พวกหวังทงจึงลอบมองดูรอบๆ ไปได้ไม่น้อย

เครื่องกระเบื้องเคลือบ ผ้าแพรต่วน ผ้าฝ้าย เครื่องใช้ไม้ไผ่ ยังมีเครื่องเทศหลากหลายที่มาจากทะเลใต้ ล้วนเป็นสินค้าหลักในการขนส่งสู่ภาคเหนือ กำไรย่อมมากมายอย่างแน่นอน

สินค้าเหล่านี้จากเรือลำใหญ่ขนถ่ายลงเรือสำเภาเล็กจนเต็มลำอย่างรวดเร็ว หวังทงลองคิดคร่าวๆ ในใจ การขนส่งทางทะเลถูกกว่าขนส่งทางคลองส่งน้ำมากมายตั้งเท่าไร การใช้เรือสำเภาขนส่งทางนี้ก็ไม่ต้องเสียภาษี นี่น่าจะทำให้ทางการสูญเสียรายได้ไปอย่างน้อยน่าจะสามถึงสี่ส่วนของภาษีที่จะได้จากราคาสินค้า หากบวกค่าเสียหายจากการดูแลคลองส่งน้ำกับค่าชดเชยที่จะได้จากมณฑลต่างๆ อีก เข้าๆ ออกๆ เช่นนี้ ก็เหมือนว่าพวกเขาขายได้มากมายเพียงใด ทางการก็สูญเสียมากมายเพียงนั้น หรือบางทีอาจมากกว่านั้นเหลือคณานับก็เป็นได้

อย่างไรก็เป็นการหาช่องทางลักลอบขนของหนีภาษี ขูดเลือดขูดเนื้อแผ่นดิน หวังทงได้ข้อสรุปในใจแล้ว มองอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าดูอีกต่อไป

กวักมือเรียกหวงซานให้กลับออกไปตามทางเดิม แต่ระหว่างทางกลับไปยังท่าหนึ่งที่ผ่านมานั้น หวังทงก็สังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกประหลาดอยู่บ้าง

เพราะเขาได้ยินคนบนเรือและคนที่ท่าเรือตะโกนบอกกันว่าขนของเสร็จแล้ว ยามนั้นคนที่มารวมตัวกันรอบเรือก็มากกว่าเดิม คนเดินไปมาไม่รู้ว่าขนอะไรกัน

เรือลำนี้กับที่หวังทงเห็นมาในสองวันนี้เทียบกันแล้วนับว่าเป็นเรือใหญ่ที่สุด แม้จะเทียบกับเรือสำเภาใหญ่ของชาวยุโรปที่มาเก๊าแม้ว่าสูงไม่เท่า หากตัวเรือด้านข้างกว้างกว่ามากนัก

“เสบียงทั้งหมดสองพันสือ คาดว่าขาดไป 20 สือเป็นคนบนเรือกินกันไป พวกเจ้าทุกคนตรวจนับให้ดีล่ะ”

พอดีมีคนบนเรือตะโกนดังลงมา แก้ไขความสงสัยของหวังทง รู้แล้วว่าเรือนี้เป็นสินค้าอะไร

เสบียงมีกำหนดจำนวนแน่นอน เรือทะเลพวกนี้ลำหนึ่งขนได้มากกว่าเรือสำเภาเล็กหลายเท่า เรือเปล่าๆ บนแม่น้ำนั่นไม่ว่าอย่างไรก็มีข้อได้เปรียบที่ไม่ต้องตรวจสอบและไม่ต้องเสียภาษี เกรงว่าไม่ว่าทำอะไรกันก็คงได้แต่ร่ำรวยกันไปแล้ว

ไม่อาจดูถูกคนโบราณได้เลย การหนีภาษี ทั้งค่าขนส่งและเรื่องอื่นๆ หากผสมรวมกันเข้า ก็เป็นเส้นทางแห่งความร่ำรวยแน่แล้ว

แผ่นดินราชวงศ์หมิงสูญเสียรายได้นี้ไป ‘เท่าไร’ นั่นไม่สำคัญเท่าไร เพราะดูจากความร่ำรวยของแต่ละคน ดูจากบรรยากาศในเพิงน้ำชาเมื่อครู่ เพิงพัก เครื่องเรือน โต๊ะเก้าอี้ โคมไฟต่างๆ ก็ล้วนพอเดาได้แล้ว

หวังทงพอจะได้ความคิดคร่าวๆ แล้ว จึงหันกลับไปถามเรื่องอื่นด้วยน้ำเสียงไม่ดังนักว่า

“ถานเจียง นี่มันเรืออะไร ใหญ่โตมาก!?”

“ใต้เท้า เป็นเรือใบฮกเกี้ยน น่าจะบรรทุกได้ราว 2,500 ….”

น้ำเสียงผิดปกติ หวังทงอึ้งไป แสงเงาดำจากรถม้าทำให้มองสีหน้าของถานเจียงไม่ชัด แต่หวังทงรู้ว่ายามถานเจียงเรียกตนว่า ใต้เท้า แทนคำว่า นายท่าน เมื่อใด ในใจย่อมไม่ปกตินักหรือว่าเมื่อสักครู่เกิดเรื่องอะไรขึ้น

แต่สถานที่ ณ ตอนนี้ไม่สะดวกจะพูดคุย ทุกคนเดินกลับมาพร้อมกับหวงซานเงียบๆ พอออกมาไกลจากท่าเรือแล้ว หลี่หู่โถวที่อายุน้อยก็ทนตาจะปิดไม่ไหว พอเริ่มสัปหงก หวังทงก็รีบเข้าไปรับให้มานอนบนรถม้า

ทางขากลับ หวงซานไม่กล้านั่งบนรถ ถือโคมไปหน้ารถเดินจูงม้าแก่แทน คนอื่นๆ ก็รู้สึกเหนื่อยล้า หวังทงกระแอมไอขึ้นกำลังคิดจะถาม ถานเจียงก็เร่งขึ้นหน้ามากระซิบว่า

“ใต้เท้าสังเกตไหมว่า พวกองครักษ์คุ้มกันตรงเพิงน้ำชาที่พวกเราไปส่งอาหารมา ดาบในมือนั้นเรียวยาว รูปแบบเหมือนดาบต้นกล้า แต่แคบกว่าเล็กน้อย”

หวังทงนิ่งไปก่อนจะก้าวเดินช้าลง ไม่ทันสังเกตเรื่องนี้จริงๆ เอาแต่จับตาดูชายสวมชุดสั้นที่นั่งอยู่พวกนั้น ยามที่ถานเจียงน้ำเสียงสงบนิ่งราวกับไร้ความรู้สึกนี้ การแสดงออกนี้หากปรากฏขึ้นบนตัวของถานเจียง ตามประสบการณ์ที่ผ่านมาของหวังทง ในใจถานเจียงยามนี้น่าจะไม่สงบอย่างมาก

“ไม่ทันได้มองละเอียดจริงๆ”

“ใต้เท้าเห็นหรือไม่ว่า องครักษ์คุ้มกัน 12 คนที่เพิงน้ำชา ที่เอว 6 หกคนมีเหน็บดาบสั้น 2 ฟุตเสียบเอียงอยู่”

“มันมีอะไรน่าสนใจหรือ?”

หวังทงอึ้งไป คิดไม่ออกว่าอีกฝ่ายจะกล่าวอะไร ถานเจี้ยนที่เดินอยู่ด้านหน้าก็หันมา กล่าวน้ำเสียงสูงเล็กน้อยอย่างโกรธแค้นว่า

“ดาบพวกนั้นเรียกว่า ดาบเสียชา ดาบยาวหนึ่งสั้นหนึ่ง ชาวหมิงเราไม่มีผู้ใดพกดาบเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นดาบสั้นก็จะพกไว้ที่เอว และท่อนขาพวกนั้นยังบิดเข้าหากัน…”

“พวกผี…เป็นพวกโจรสลัดวัวโค่ว!”

กล่าวถึงตรงนี้ ยังจะมีอะไรไม่เข้าใจอีก มีแต่นักรบซามูไรประเทศวัว เท่านั้นที่จะพกดาบเช่นนี้ แต่ใครว่าพวกชาวฮั่นไม่อาจเรียนรู้เช่นนี้ได้ หวังทงหลุดตะโกนดังออกมาแล้วก็รู้ว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ตั้งแต่ปลายรัชสมัยเจิ้งเต๋อมาก็มีพวกโจรสลัดวัวโค่วทางตะวันออกเฉียงใต้ก่อความไม่สงบมาจนปลายรัชสมัยหลงชิ่งจึงได้ปราบให้สลบลงได้ ในเวลานั้นมีทหารล้มตายไปหลายล้านคน เสียเงินทองกองทัพไปไม่รู้ตั้งเท่าไร ต้องใช้ยุทโธปกรณ์ราชสำนักไปรับมือตั้งไม่รู้เท่าไร

ตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตอุดมสมบูรณ์ของใต้หล้า ความไม่สงบทางตะวันออกเฉียงใต้ก็เท่ากับสั่นคลอนแผ่นดิน ฮ่องเต้เจียจิ้งครองราชย์มาหลายสิบปี พวกมองโกลทางเหนือกับพวกอัวโค่วทางใต้ก็เป็นภัยร้ายไม่หยุดไม่หย่อน มาถึงสมัยฮ่องเต้หลงชิ่ง แม่ทัพชีจี้กวงกับแม่ทัพอวี๋ต้าโหยวทางใต้ได้ร่วมกันปราบอย่างต่อเนื่อง ทางเหนือก็เซ็นสนธิสัญญากับเผ่ามองโกลต่างๆ จึงได้มาถึงสมัยว่านลี่ที่แสนสงบสุข

ยามนี้พวกอัวโค่วปรากฏตัวทางแถบเทียนจิน นี่เป็นเรื่องใหญ่ ความผิดฐานสมคบคิดพวกวัวโค่วนั้นเท่ากับกบฏ หากสอบสวนกันขึ้นมาก็ย่อมต้องโทษจำคุกรอประหาร ที่นี่ห่างจากเมืองหลวงไม่กี่วันก็ถึง หากแพร่ไปถึงเมืองหลวง ก็ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติเลยทีเดียว

“เจ้าแน่ใจหรือ!?”

เรื่องใหญ่เช่นนี้ หวังทงไม่กล้าตัดสินอะไรง่ายๆ ถานเจียงเข้ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ผู้มีฝีมือยุทธ์จากฮกเกี้ยนหลายคนเคยไปเรียนรู้การต่อสู้และอาวุธพวกนั้นมาจากประเทศวัวไม่น้อย และพวกเจ้าของเรือที่นั่งอยู่ที่นั่นก็พูดสำเนียงฮกเกี้ยนแถบเมืองจังโจว ยังผิดไปจากนี้ได้อีกหรือขอรับ?”

หวังทงหยุดฝีเท้าอย่างไม่รู้ตัว วาจานี้ทำให้หวังทงรู้สึกสับสน หรือว่าโจรสลัดวัวโค่วกับสำเนียงฮกเกี้ยนแถบเมืองจังโจวเกี่ยวข้องกัน

“พวกโจรสลัดทะเลถูกเรียกว่าโจรสลัดวัวโค่ว แต่พวกที่มาจากประเทศวัวจริงๆ แค่ 2-3 ส่วนในสิบส่วน เมืองจังโจวกับเมืองเฉวียนโจวมีโจรสลัดมาก พวกชาวฮกเกี้ยนเชี่ยวชาญการรบทางทะเล การรบทางบกสู้พวกมาเก๊าไม่ได้ มักจะรับพวกประเทศวัวมาเป็นลูกน้อง ยามรบให้อยู่แนวหน้า ยามสงบก็ให้มาคอยอารักขา”

หรือเพราะเห็นว่าหวังทงเริ่มสับสน ถานเจียงจึงออกมาอธิบาย ที่แท้เป็นเช่นนี้ หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด ไม่รู้ทำไม หวังทงจึงรู้สึกผ่อนคลายลง เดินไปสองสามก้าวก็หันมายิ้มกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

“มิน่าเรือบางลำจึงกล้าขนถ่ายสินค้ากันกลางวันแสกๆ อย่างเปิดเผย แต่บางลำกลับออกมาแค่กลางคืน พาพวกโจรทะเลจากฮกเกี้ยนมาด้วยนี่เอง ไม่กล้าออกมากลางวันล่ะสินะ!”

ถานกวนรับราชการในแถบปกครองใต้และเจ้อเจียงมานาน ดำรงตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ต้องมารบกับพวกอัวโค่ว อย่างยากลำบากหลายปี กองกำลังของเขาก็ย่อมเกลียดพวกโจรสลัดวัวโค่วเข้ากระดูก ยากตำหนิถานเจียงที่มีท่าทีเช่นนั้น

อารมณ์หวังทงกลับคืนไปอีกทางอย่างรวดเร็ว นอกจากเรื่องหนีภาษีแล้ว หากรวมกับการค้ากับประเทศวัวเข้ามาด้วย เงินทองเข้าออกเกรงว่าจะน่าตกตะลึงยิ่งไปอีก…

โพสรัวไปจนโดนตีเป็นสแปมสินะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!