Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 261

ตอนที่ 261 ลอบสังหาร

เสียงปล่อยสายธนูดังขึ้น ในยุคสมัยนี้พวกฝึกยุทธ์ล้วนอ่อนไหวกับเสียงเช่นนี้เป็นพิเศษ หวังทงที่ระแวดระวังอยู่แล้วพอได้ยิน สองขาก็กระแทกสีข้างม้าทันที

รองเท้าขี่ม้าของหวังทงติดหนามไว้ พอใช้แรงกระแทกก็ย่อมเกิดบาดแผลโลหิตไหลซึม ม้าหวังทงรู้สึกเจ็บแปลบก็กระโจนขึ้นส่งเสียงร้องดัง

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงธนูแหวกอากาศยิงมาด้วยความเร็ว หลายดอกปักเข้าตรงที่หวังทงอยู่เมื่อสักครู่ ตั้งแต่อีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นเล็ง หม่าซานเปียวด้านข้างก็ยกโล่กลมในมือขึ้นทันที เสียง ‘ปั๊กๆ ’ ดังขึ้น ลูกธนูปักลงบนโล่กลม ขนนกปลายธนูสั่นระริก

ในห้วงเวลากระชั้นชิด ถานปิงเคลื่อนไหวฉับไว กระโดดเอียงตัวไปอีกด้านหาที่กำบังอย่างรวดเร็ว หากลูกธนูก็เร็วเสียจริง เขาถูกยิงเขาที่หัวไหล่ หลบเข้าด้านข้างส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดขึ้นเสียงหนึ่ง

คนตระกูลถานคนอื่นๆ กลับไม่โชคดีเช่นนี้ พวกเขาถูกยิงโดนทันทีในระลอกแรก ส่งเสียงร้องดังร่วงจากหลังม้า

ถานปิงเบี่ยงตัวกลิ้งลงจากหลังม้า หมอบลงกับพื้น ไม่สนใจความเจ็บปวดที่หัวไหล่ หากกลับชักดาบที่เอวออกมาทันที

หลี่หู่โถวโชคดีกว่า เขาอยู่กลางวงล้อมของผู้ใหญ่ อาจเพราะมือธนูมองไม่เห็นเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถูกเล็งแต่แรก การยิงระลอกแรกผ่านไป เขายังคงนิ่งค้างอยู่บนหลังม้าคนเดียว ทว่าหลี่หู่โถวก็ตอบสนองได้ไว รีบกระโดดลงจากหลังม้าก้มตัวมุดหลบเข้าข้างทางทันที

หยุดไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงธนูดังมาอีกระลอก ครั้งนี้เสียงแหวกอากาศดังมาน้อยกว่าครั้งแรก แต่ก็มีเป้าหมายชัด ม้าที่ย่ำตื่นกลัวฝุ่นตลบกลายเป็นเป้าบนท้องถนน

ม้าเป็นเป้าใหญ่ ส่งเสียงร้องดังขึ้น ล้มลงทีละตัวๆ

ถนนแคบ ม้าหวังทงวิ่งลงข้างทางอย่างเร็ว มองตามไปยังทิศทางที่ลูกธนูพุ่งมา มือธนูล้วนยิงกันอยู่บนหลังคา ดังนั้นหากวิ่งลงข้างทาง พวกเขาย่อมไม่มีทางเล็งเป้าได้ ถึงขั้นมองไม่เห็นหวังทงด้วยซ้ำ

ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาอันสั้น ม้าหวังทงกระโจนออกมาได้เพียง 30 กว่าก้าว ก็มาถึงหน้าประตูร้านอาหารสองร้านนั้น

ระยะห่างออกไปราว 20 ก้าวก็เห็นชายฉกรรจ์สวมชุดสีครามผู้หนึ่งวิ่งปรี่ออกมาจากปากทาง ยืนจังก้าอยู่กลางถนน ยกธนูน้าวสายเล็งมาที่หวังทง

20 ก้าว ระยะใกล้เพียงนี้ มือธนูที่ฝึกชำนาญยิงอย่างไรก็โดน ชายผู้นั่นแสยะยิ้มสีหน้าได้ใจ หวังทงมองเห็นอย่างชัดเจน

ในตอนนั้นเอง หวังทงรู้สึกกระตุกขึ้นในใจ ร่างทั้งร่างเย็นวาบราวกับตกอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับหยุดนิ่งลง แต่หวังทงรู้สึกเหมือนโลหิตในกายจะระอุขึ้นทันใด เขากระแทกสีข้างม้าอย่างสุดชีวิต ยกดาบในมือขึ้นตะโกนดังว่า

“ฟ้าส่งข้ามา ยอมให้เจ้าสังหารได้หรือ!!”

ม้าหวังทงวิ่งทะยานหยุดไม่อยู่ ตอนนี้ยิ่งเจ็บปวดก็ยิ่งบ้าคลั่ง มือธนูเดิมคิดว่าอีกฝ่ายเป็นตะพาบในไห คิดไม่ถึงว่าจะดุเดือดเลือดพล่านได้เช่นนี้

เสียงร้องคำรามราวสัตว์ป่าทำให้ม้าทะยานยิ่งเร็วขึ้น มือธนูอดมือสั่นไม่ได้ ปล่อยลูกธนูหลุดออกไปเรียบร้อย

ลูกธนูเอียง แต่ก็ไม่ได้เอียงไปสักเท่าไร หวังทงหลบอยู่หลังม้า เล็งที่ศีรษะเอาไว้ ลูกธนูแหวกอากาศมา หวังทงหลบไม่ทันแล้ว และเขาก็ไม่หลบ สองตาแดงก่ำจ้องมองมือธนูเขม็ง ยกดาบขึ้นสูง

ลูกธนูแฉลบผ่านใบหน้าหวังทงไป หวังทงราวกับไร้ความรู้สึก ชายผู้นั้นเริ่มลนลาน มือไม้สั่นคว้าลูกธนูจากกระบอกออกมา แต่ครั้งแรกกลับไม่อาจขึ้นสายได้ ร่วงลงกับพื้นไปหนึ่ง คว้าขึ้นมาอีกหนึ่ง ก็พบว่าหวังทงบุกมาอยู่เบื้องหน้าแล้ว

มือธนูผู้นี้คิดจะหันหลังวิ่งหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว หวังทงอาศัยแรงจากม้า ฟันดาบคมกริบในมือลงไป ศีรษะและบ่าข้างของชายผู้นั้นครึ่งหนึ่งถูกฟันขาด โลหิตสดพุ่งออกมาทันที ร่างล้มลงกระแทกพื้น

หวังทงเพิ่งรู้สึกว่าใบหน้าตนเองร้อน จึงยกมือขึ้นลูบ พบว่าเต็มไปด้วยโลหิตสด ข้างแก้มถูกลูกธนูเมื่อครู่แฉลบผ่านไป ในตอนนั้นเอง เขาคิดได้ว่าบนหลังคายังมีมือธนูอยู่อีก

ด้านหลังก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ไม่ใช่หม่าซานเปียว หลี่หู่โถวหรือถานปิง หวังทงกระชากม้าให้หยุด ยกโล่กลมด้านข้างขึ้น หันม้ากลับ ชักปืนสั้นที่เหน็บไว้ที่อานม้าด้านหน้าออกมา

********

· “พวกมันอยู่บนหลังคา ซานเปียว หู่โถว บุกขึ้นไป!”

ถานปิงคว้าคันธนูจากศพข้างๆ ขึ้นมา ตะโกนบอกทั้งสองคนไปพลางคว้าร่างสหายที่ตายไป ใช้แรงผลักออกไปกลางถนน

พอศพกระเด็นออกไป ก็มีธนูสามดอกก็ปักมาทันที แต่ถานปิงยามนั้นก็กระโจนตามออกมาด้วย เขาเผชิญหน้ากับมือธนูบนหลังคาที่ยังไม่ทันได้ขึ้นธนูดอกถัดมาก็ถูกถานปิงเล็งใส่ ยกแขนขึ้นยิงซ้ายขวาติดต่อกัน เสียงร้องสองคนที่ถูกธนูปักดังโหยหวนร่วงหล่นจากหลังคา

มือธนูคนที่สามกำลังยกขึ้นจะเล็ง ถานปิงกลับวิ่งเข้าไปใต้หลังคาซึ่งเป็นมุมอับพอดี บนหลังคาเต็มไปด้วยกองฟาง มือธนูค่อยๆ เดินรุกเข้าไปอย่างระมัดระวัง พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านหลัง หันกลับไปดู ก็เห็นเด็กน้อยถือหอกสั้นบุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ในระยะใกล้เช่นนี้ ธนูย่อมน้าวไม่ทัน เด็กน้อยวิ่งเร็วมาก พอสองแขนขยับก็ถูกแทงเข้าที่ท้องน้อย ปากแผลเปิดโลหิตไหลย้อยออกมา มือธนูผู้นั้นกลิ้งร่วงลงไปบนถนนทันที

หลายคนบนหลังคนมองมาทางนี้พอดี มีคนหนึ่งยกธนูขึ้นคิดจะยิงใส่ หลี่หู่โถวก็ตอบสนองฉับไว หมอบคลานแนบไปกับหลังคาอย่างเร็วเข้าหามุมอับ

หม่าซานเปียวถือโล่กลม อีกมือถือดาบใหญ่โดดข้ามกำแพงพังๆ เข้ามา เมื่อครู่เขากระแทกประตูไม้พังเข้ามา โยนหลี่หู่โถวขึ้นหลังคาไป

เขาถือดาบวิ่งไปอีกบ้านหนึ่ง ที่นั่นมีม้าผูกไว้สามสี่ตัว มีคนกำลังถือดาบยืนอยู่ข้างๆ หม่าซานเปียวเสียงดังเกินไป คนผู้นั้นรู้ตัวรีบวิ่งเข้ามา หม่าซานเปียวทิ้งโล่ในมือลง

คนผู้นั้นตวัดดาบใส่ หม่าซานเปียวก็แกว่งดาบใหญ่รุกเข้าใส่ จ่อเข้าที่คอได้ก็ฟันฉับ คนผู้นั้นก็หลบไว แทงดาบในมือใส่ หม่าซานเปียวเคลื่อนไหวเร็วกว่าเขาหนึ่งส่วน ฟันไม่โดนคราแรก ก็พลิกข้อมือสับลงไปอีกที ตัดไปที่คอของชายผู้นั้น

มือธนูสองคนบนหลังคาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็รีบหันมาดู หม่าซานเปียวไม่กล้าขยับ หากเอาม้าเป็นที่กำบัง ค่อยๆ เขยิบๆ หลบเข้าในตัวบ้าน

ถานปิงยิงธนูไปเมื่อครู่กระเทือนบาดแผลที่ไหล่ ได้แต่กัดฟันหักก้านธนูที่ปักอยู่ทิ้ง ถือคันธนูปืนขึ้นหลังคา

“หู่โถว รีบไปที่ค่ายขอกำลังมาช่วยด่วน!!”

หลี่หู่โถวไม่ส่งเสียง หากคลานอย่างเร็วไปที่ช่องหลังคา คว้าริมขอบกระโดดลงไป ถานปิงเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง มองเห็นคนบนหลังคายังมีอีกสี่คน

หม่าซานเปียวล่อออกไปสองคนแต่อีกฝ่ายยังมีอีกสองคนจับตาดูอยู่ เห็นชัดว่าหลี่หู่โถวดึงความสนใจไป ถานปิงแอบสบถด่าเบาๆ ก่อนจะคลานขึ้นไปก่อน ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนขึ้นน้าวคันธนู

ถานปิงฝึกธนูมาไม่เก่งเท่ากับคนตระกูลถานคนอื่นๆ อย่างเช่นถานกง เสียงธนูดัง ยิงออกไปคนที่ถูกเล็งก็ร้องรับทันที

กำลังจะยิงดอกที่สอง บาดแผลที่ไหล่ก็ฉีกขาด ใช้แรงไม่ได้อีกแล้ว คนข้างๆ และตรงข้ามต่างก็เล็งมาที่เขาแล้ว

ถานปิงหมอบลงทันที หากก็รู้ว่าตนเองคงหลบไม่พ้น ร่างกายตอบสนองด้วยการหลับตาลง…

“ปัง!” เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เสียงร้องโหยหวน หากมิใช่ตนเอง ถานปิงหมอบคลานลงแนบกองฟางถอนหายใจยาว

*******

มือธนูบนหลังคาเริ่มลนลาน คนผู้นั้นที่อยู่หลังคาฝั่งตรงข้ามก็รับมือได้ยาก ฝีมือธนูเฉียบคม เร็วและแม่นยำ เมื่อครู่เพื่อนที่มาด้วยกันถูกยิงตายไป ยังคิดว่าตนเองก็คงจบกัน ไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงไม่ยิง ไม่ยิงเจ้านั่นให้ตาย ก็คงไม่มีทางหนีรอดไปได้

หากแค่พอน้าวสายธนูก็กลับได้ยินเสียงคนข้างล่างตะโกนขึ้นมา คนบนถนนย่อมเป็นศัตรู หรือว่าเป้าหมายที่หนีไปเมื่อครู่ ยังไม่ทันได้ก้มหน้าลงมอง หางตาก็เหลือบเห็นแสงไฟแวบมา ตามมาด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว กลางอกมือธนูเปิดเป็นรูกว้างถึงกระดูก ร่างร่วงลงทันที

เพื่อนอีกสองฝั่งตรงข้ามตายไป มือธนูสองคนที่เล็งหม่าซานเปียวอยู่ก็เริ่มลนลาน ยังไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดีอยู่นั่นเอง เจ้าหวังทงที่เดิมหลบอยู่ในมุมอับทางนั้นตะโกนดังขึ้นว่า

“ทางนี้!!”

เสียงร้องตะโกนเรียก คนข้างบนก็หันหน้ามาโดยไม่ทันได้คิด ปืนกระบอกที่สองในมือหวังทงก็ยิงออกไป หลังคาบ้านเตี้ยๆ ห่างจากถนนไม่ไกล ปืนไฟระยะเล็งก็แม่นยำ

บนหลังคาเหลืออีกคน หากเขาสงบใจลงได้ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะยิงสังหารหวังทงได้ แต่คนผู้นี้กลับลนลานเสียแล้ว โยนคันธนูในมือทิ้งไม่สนใจอะไรโดดลงจากหลังคาทันที

หม่าซานเปียวที่หลบอยู่หลังม้า เขาคิดว่าตนอาจจะสามารถแย่งม้าหลบหนีไปได้ แต่เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่คิด โดดลงจากหลังคากลิ้งตัวมายังไม่ทันลุกขึ้นยืน หม่าซานเปียวก็ยกดาบมาจ่อด้านหน้าเขาแล้ว ฟันฉับลงทันที!

บาดแผลบนใบหน้าหวังทงลึกอยู่สักหน่อย ตอนนี้โลหิตไหลออกมาไม่หยุด หวังทงกลับไม่สนใจ เอาแต่บรรจุกระสุนปืนไฟอยู่ในมุมหนึ่ง อัดดินปืนให้แน่น

เสียงฝีเท้าบนถนนดังขึ้น หวังทงเอียงหน้าไปดู ชายฉกรรจ์ชุดครามห้าคนถือดาบกรูกันเข้ามา หวังทงยกแขนขวาขึ้นระดับใต้ใบหน้าซีกขวา คำนวณว่าเข้าใกล้พอแล้ว ก็กระโจนออกไปอย่างเร็ว

ท้องถนนไม่ได้กว้างสักเท่าไร เผชิญหน้าห่างกันไม่ถึง 10 ก้าว ชายฉกรรจ์พวกนั้นหยุดฝีเท้าไม่อยู่ ปืนสองกระบอกในมือหวังทงก็ยิงออกไปพร้อมกัน

สองคนร้องดัง พวกหม่าซานเปียวที่อยู่อีกด้าน ถานปิงอยู่บนหลังคา หลี่หู่โถวไปตามคนมาช่วย ตอนนี้มีหวังทงหนึ่งต่อสาม

หวังทงทิ้งปืนในมือ ชักดาบปักวสันต์ที่เอวออกมา มองไปยังชายฉกรรจ์สามคนที่อึ้งไม่กล้าขยับด้วยสายตาเย็นเยียบ

สามคนนั้นเห็นหวังทงเหลือคนเดียว ในมือยังมีแค่ดาบปักวสันต์ ความกล้าก็เริ่มกลับคืนมา คิดจะรุกไล่เข้าไป ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนดังมาจากที่ไกลๆ ว่า

“ใต้เท้า ท่านอยู่ที่ไหน!? พวกข้าน้อยมาแล้ว!”

สามคนสบตากันหันหลังวิ่งหนีทันที หวังทงกำลังคิดจะตาม แต่ก็รู้สึกเวียนศีรษะหน้ามืด รีบใช้ดาบยันกายไว้ โลหิตที่บาดแผลยังคงไหลไม่หยุด…ทว่า น่าจะปลอดภัยแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!