Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 262

ตอนที่ 262 ยังไม่ถึงเวลา

หลี่หู่โถวรีบวิ่งมาที่ถนน เห็นหวังทงก้มหน้าโลหิตไหลเป็นสาย สายตาเริ่มพร่าเลือน แต่ยังคงใช้ดาบยันตัวไว้ไม่ให้ล้ม

ปฏิกิริยาของหลี่หู่โถวที่มาอย่างเป็นห่วงที่สุดกลับถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที คนอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางคนถึงกับยืนนิ่งไม่ขยับ

“ยังมัวยืนเซ่อทำไมกัน รีบเข้ามาพันแผลสิ รีบประคองนายท่านลงมา!”

ถานปิงกดหัวไหล่วิ่งมาถึงถนนตะโกนใส่ทุกคนเสียงดัง ทุกคนจึงได้สติ ล้อมวงกันเข้ามาให้วุ่นวาย

“มากันกี่คน ย้ายศพออกไป…”

กล่าวถึงสุดท้ายก็เริ่มมีก้อนสะอึก ที่นอนเรียงอยู่บนถนนยังมีศพของพวกคนตระกูลถานหลายคน พวกเขาสิบกว่าคนอยู่ด้วยกันมานาน แม้ว่าคนละแซ่ แต่ก็ราวกับพี่น้องท้องเดียวกัน

หม่าซานเปียวยกดาบขึ้น สีหน้าดำคล้ำเดินมาถึง เห็นถานปิงสะอึกจุกในลำคอก็รู้สึกเศร้า หันไปมองพวกที่กำลังส่งเสียงเอะอะล้อมหวังทงอยู่ จึงคิดได้ว่าไม่รู้ว่าหวังทงเป็นอย่างไรบ้าง ส่งเสียงตะโกนออกไปว่า

“ใต้เท้าเป็นอย่างไรบ้าง!?”

“ใต้เท้าไม่เป็นไร…”

นายกองธงเล็กผู้หนึ่งหันมาตะโกนตอบ กล่าวได้ครึ่งเดียวก็ถูกหวังทงขัดขึ้น หวังทงที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางนั่งลงกับพื้น เพราะเสียเลือดมากเกินไปทำให้เวียนศีรษะหน้ามืด มีคนพอมีประสบการณ์กำลังสั่งคนให้ต่อแผ่นไม้เตรียมจะแบกหวังทงกลับ ต่างคิดว่าเขาหมดสติไปแล้ว

คิดไม่ถึงว่าหวังทงยังออกคำสั่งได้ น้ำเสียงหวังทงเย็นชาไร้ความรู้สึก ทุกคนได้ยินชัดเจนว่า

“หม่าซานเปียว เจ้านำคนไล่ล่าไปตามเส้นทาง ดูว่าจะหาเจอหรือไม่ ถานปิง เจ้านำคนไปตรวจค้นบ้านเรือนบนถนนให้ละเอียด อย่าได้สังหาร ต้องเหลือชีวิตมาสักคน”

หวังทงสั่งเสร็จ ถนนทั้งสายก็เงียบลง ตามมาด้วยเสียงวุ่นวาย หม่าซานเปียวรีบนำกำลังทหารม้าสิบนายไล่ล่าไปบนเส้นทางสายนั้น

ถานปิงสะกดกลั้นความเจ็บปวดก่อนจะเริ่มนำคนออกค้นบ้านเรือนทีละหลัง

“ใต้เท้า คนในร้านอาหารตายหมดแล้ว น่าจะเป็นพวกโจรที่ลงมือสังหาร”

ได้รับรายงานอย่างเร็ว บาดแผลบนใบหน้าหวังทงโลหิตหยุดแล้ว แต่เมื่อครู่ที่โลหิตไหลไม่หยุด หยุดแล้วก็ไหลอีก แผลเปิดออกอีกหลายครั้งเพราะการต่อสู้ที่ดุเดือด ตอนนี้นั่งอยู่กับพื้นไม่ขยับ โลหิตจึงเริ่มหยุด

“คนดูแลที่นี่หลายคน ไม่รู้หายตัวไปไหนกันหมด ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย!”

ขณะที่พูดอยู่นั้น อวี๋ต้าโหยวก็มาถึง ขมวดคิ้วมองไปยังศพของคนตระกูลถาน และยังมองไปยังบรรดาศพของชายฉกรรจ์ชุดครามพวกนั้น ก่อนจะเดินมาตรงหน้าหวังทง มองเห็นหวังทงนั่งอยู่ตรงนั้น อวี๋ต้าโหยวก็พยักหน้าเอ่ยขึ้นว่า

“คิดจะนำกองทัพ ข้อแรกต้องไม่กลัวการถูกไล่ล่า ปกติเห็นเจ้ารู้จักแต่ฝึกทหาร คิดไม่ถึงว่าจะเป็นขุนพลดุเดือดได้เช่นนี้ ข้าวางใจแล้ว”

เอ่ยชมเสร็จ อวี๋ต้าโหวก็ส่งเสียงดังสั่งการขึ้นว่า

“ไปที่ร้านนั่นหาหม้อสะอาดสักใบต้มซุปเนื้อมาสักหน่อย ใส่เกลือเยอะๆ”

หวังทงตอนนี้คิดแต่จะหลับตาลงนอนพักสักหน่อย แต่ก็ไม่กล้านอน ตนเองคิดว่าในเมืองสงบแล้ว คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลงมือรวดเร็วเช่นนี้ วันนี้ประสบเหตุเช่นนี้ หากตนเองไม่ระวังเพียงเล็กน้อยเกรงว่าคงได้จบสิ้นชีวิตอยู่ที่นี่แล้ว อย่าได้ดูแคลนคนโบราณ ไม่อาจดูแคลนคนโบราณได้เลย

ถานปิงแหวกกลุ่มคนเข้ามารายงานว่า

“นานท่าน ค้นตัวโจรพวกนั้นแล้วไม่พบอะไรเลย แต่คันธนูพวกนั้นล้วนเป็นของชั้นดี ไม่ใช่ของที่ชาวบ้านล่าสัตว์จะมีกันได้”

หวังทงเงยหน้าขึ้นช้าๆ ด้วยอาการแข็งทื่อ ค่อยๆ ส่ายหน้าไปมา เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า

“คนมากวาจามาก รอให้กลับไปค่อยว่ากัน!”

อวี๋ต้าโหยวเห็นถานปิงไหล่ตกลงข้างหนึ่ง ก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า

“รีบเข้าเมืองไปหาหมอ ยังมัวชักช้าอยู่ เกรงว่าแขนเจ้าคงได้พิการเป็นแน่”

ถานปิงก้มหน้า เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่า

“พี่น้องเราอยู่ด้วยกันมาเกือบ 20 ปี คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะจากไปสาม…..”

กล่าวถึงสุดท้าย ก็ก้มหน้าต่ำลงไปอีก ไม่อาจกล่าวต่อได้อีก หลี่หู่โถวข้างๆ ก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา อวี๋ต้าโหยวกลับนิ่ง กล่าวเพียงแค่ว่า

“ผู้จับดาบล้วนไม่ได้ตายบนเตียงนอน ตายก็ตายไปแล้ว พวกเจ้ามีชีวิตต่อไปให้ดีก็นับว่าเป็นการไม่ผิดต่อพวกเขาแล้ว”

อวี๋ต้าโหยวสถานะสูงส่ง จัดระเบียบฝึกทหารที่นี่ทุกอย่าง ทำให้ยามเขาพูดย่อมไม่มีผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม ศพไม่ว่าฝ่ายตนหรือศัตรูล้วนแบกกลับเข้าค่ายไปให้หมด

คราบโลหิตบนถนนก็ส่งคนมากวาดล้าง อาวุธต่างๆ ก็ส่งคนมาเก็บกลับไป ขณะที่ทุกคนยุ่งวุ่นวายกันอยู่ หวังทงนั่งอยู่ตรงนั้นก็เริ่มมีกำลังขึ้นมาหน่อยหนึ่ง

ซุปเนื้อต้มเสร็จแล้ว มีคนยกเข้ามาอย่างระมัดระวัง น้ำซุปเค็มมากและยังร้อน หากหวังทงตอนนี้กำลังต้องการเสริมกำลังวังชา

หวังทงดื่มรวดเดียวหมด สั่งให้คนไปเอามาอีกชาม หลี่หู่โถวข้างๆ กัดฟันเอ่ยว่า

“พี่หวัง เรื่องพวกนี้พวกนาวาสุคนธ์ทำหรือ บ่ายนี้พวกเรานำกำลังไปริมคลองส่งน้ำจับพวกมันมาให้หมด…”

ทหารหลายนายรอบกายหวังทงต่างมีสีหน้าโกรธแค้น รอเพียงหวังทงออกคำสั่ง

หวังทงหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“อย่าเพิ่งทำอะไร สองสามวันนี้ท่านจางจะผ่านมาทางนี้ ไม่มีหลักฐาน ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น พวกเจ้าปฏิบัติงานส่วนของพวกเจ้าเองให้ดี!”

ขณะพูดอยู่นั้น พวกหม่าซานเปียวก็กลับมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง ลงจากหลังม้ามาก็กล่าววาจาไม่อ้อมค้อมว่า

“ใต้เท้า พวกเราไล่ตามไปยังที่ๆ คนอยู่กันมาก เจ้าโจรพวกนั้นตามอย่างไรก็ตามไม่ทัน นอกเมืองคนมาก พวกเขามุดเข้าไปที่ไหนก็หาไม่พบแล้ว”

*********

“สถานที่เช่นเทียนจินนี้สามารถส่งมือธนูกองหนึ่งมาซุ่มโจมตีเช่นนี้ได้มีเพียงสามคน หนึ่ง ข้า สอง แม่ทัพชี และสาม ขุนพลหลี่”

หวังทงกลับไปที่ค่ายฝึกกองกำลังใหม่อีกครั้ง หลังดื่มซุปเนื้อไปแล้ว บาดแผลโลหิตหยุดไหลแล้ว จิตใจก็กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ทางเขาส่งคนไปค้นหาทุกพื้นที่ ส่วนตนเองนั้นไปยังเรือนของอวี๋ต้าโหยว

“ข้ามข้าไปได้เลย ส่วนแม่ทัพชีก็ไม่ได้ไปมาหาสู่อะไรกับข้า มีแต่ขุนพลหลี่เท่านั้นที่จะส่งคนมาลงมือ ขันทีว่านเต้าในเมือง นายกองฟานต๋าและขุนพลหลี่ ดูเหมือนไม่ใกล้ชิดกัน แต่แท้จริงแล้วติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ลงมือได้ดีจริงๆ”

กล่าวไปสองสามประโยค หวังทงก็แค่นยิ้ม อวี๋ต้าโหยวยกกาน้ำชาเนื้อหยาบของเขาเองขึ้นดื่มไปสองสามอึก ก็ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ทางนั้นเจ้าเตรียมจะไปจับกุมเมื่อไร!”

หวังทงยกมือเคาะโต๊ะไปกัดฟันกล่าวไปว่า

“ตอนนี้ไม่อาจลงมือ ไร้หลักฐาน ใครจะยอมรับ หลี่ต้าเหมิงก็มีทหารเกือบสี่พันในมือ หากเข้าไปจับกุมเขาในค่าย เขาจะยอมให้จับกุมโดยดีงั้นหรือ ยังมีอีกนะ ท่านจางเห็นข้าขัดหูขัดตา หากลงมือบุ่มบ่ามไป เกรงว่าจะเกิดเรื่องบัดซบอื่นตามมาแทนน่ะสิ”

อวี๋ต้าโหยววางถ้วยชาลง มองหวังทงแวบหนึ่งก็ยิ้มกล่าวว่า

“นี่ไม่ใช่วิสัยเจ้า ข้ายังคิดว่าวันนี้จะตรวจนับกำลังพลทั้งหมดตามไปกวาดล้างพวกนาวาสุคนธ์ริมคลองส่งน้ำนั่นแล้ว”

“ชาวนาวา ชาวนาวา แรงงานที่ท่าเรือ คนบนเรือมากที่สุด คนที่ลงมือก่อเรื่องวิวาทได้ไม่น่าเกิน 400 แต่ 400 คนนี้ตอนนี้กลับปะปนอยู่กับชาวบ้าน ไม่มีรายชื่อย่อมหาพวกเขาไม่พบ หากทำให้การขนส่งชักช้า ยังไปขวางทางท่านจางที่จะผ่านมาทางนี้ ความผิดนี้ข้าโยนใส่ข้าเดียว ใช่ว่าจะเข้าทางพวกนั้นหรอกหรือ”

“เช่นนี้ให้จบแค่นี้หรือ?”

“ช่างเถอะ ไหนยังมี…”

ยังกล่าวไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงดัง ‘ปัง’ สนั่นไหวราวกับอสุนีบาต เมื่อครู่ก่อนเข้าห้องมาฟ้ายังแจ้งอยู่ ทำไม่มีเสียงฟ้าผ่า

สองคนสบตากัน ข้างนอกไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นใด จึงไม่สนใจ นั่งคุยกันต่อ ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาแต่ไกลอย่างรีบร้อน มีคนมาถึงหน้าประตูส่งเสียงตะโกนดังเข้ามาว่า

“มีเรื่องมงคลรายงานใต้เท้า ปืนใหญ่โรงตีเหล็กเราหลอมออกมาได้แล้ว!!”

โรงตีเหล็กเพิ่งย้ายมาที่ค่ายได้ไม่กี่วัน ทุกอย่างกำลังจัดการให้เข้าที่ คิดไม่ถึงว่าจะหลอมเป็นรูปเป็นร่างเร็วเช่นนี้

หวังทงกระเด้งตัวขึ้นทันที ใบหน้าฉายแววตื่นเต้นยินดี อยู่ๆ ก็หันไปยิ้มกล่าวกับอวี๋ต้าโหยวว่า

“แน่นอนย่อมไม่จบแค่นี้ สิ่งที่พวกมันทำ ข้าจะให้พวกมันชดใช้คืนร้อยเท่า!!”

**********

“จางกงกงมารับใช้ฝ่าบาทหรือ วันนี้สำนักส่วนพระองค์งานยุ่งไหม?”

“เหมือนเดิม หลินกงกงนี่ท่าน…?”

“เมื่อครู่มีเรื่องมารายงานฝ่าบาท กำลังจะกลับสำนักอาชาหลวงพอดี ขอตัวก่อน วันหน้าค่อยไปเยือนท่าน”

จางเฉิงรองหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์กับหลินซูลู่มหาขันทีสำนักอาชาหลวงทักทายกันหน้าลานห้องทางอักษร สองคนท่าทางอ่อนน้อมใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้ม หากไม่รู้ยังคิดว่าทั้งสองสัมพันธ์สนิทแน่น

เห็นหลินซูลู่พยักหน้าก้มตัวออกไป จางเฉิงหันกลับมา รอยยิ้มบนใบหน้าแทบจะหายไปในทันที เห็นขันทีน้อยรอรับใช้อยู่หน้าห้อง สีหน้าจึงปรับดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“เสี่ยวเลี่ยง ฝ่าบาทกำลังทรงยุ่งกับอะไรหรือ?”

เจ้าจินเลี่ยงที่ยืนอยู่หน้าประตูก้มกายลงคำนับอย่างนอบน้อม กล่าวเสียงเบาๆ ว่า

“เรียนท่านปู่จาง วันนี้ใต้เท้าหวังที่เทียนจินมีสารมาถึง ฝ่าบาทเลิกประชุมท้องพระโรงก็ทรงเปิดทอดพระเนตรทันที เมื่อครู่หลินกงกงมาจึงได้หยุดไปครู่หนึ่ง ตอนนี้น่าจะทอดพระเนตรอยู่”

เจ้าจินเลี่ยงอายุไม่ถึงสิบขวบคิดจะบอกให้กระจ่าง แต่ก็กลับพูดอ้อมไปมาอยู่บ้าง จางเฉิงยิ้มลูบหัว ส่งเสียงรายงานด้วยตนเองอยู่นอกประตู

ฮ่องเต้ว่านลี่ทรงอนุญาตจากด้านใน จางเฉิงจึงได้เข้าไป หรี่ตามองเจ้าจินเลี่ยงที่ทำท่าทางจริงจังขยันขันแข็งแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้

สามารถเสนอชื่อให้มารับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาท ไม่ถูกวิพากษ์ขัดแย้ง และยังเป็นคนของตน ตอนนี้ก็มีแต่เจ้าจินเลี่ยง เจ้าเด็กน้อยนี่น้ำใจงาม หวังว่าจะพึ่งพาได้

พอเข้ามาในห้องทรงอักษร ก็เห็นฮ่องเต้ว่านลี่กำลังตั้งพระทัยทอดพระเนตรสารลับ สีพระพักตร์เรียกได้ว่าตื่นเต้นไม่น้อย พอจางเฉิงเข้ามาก็ทูลขึ้นอย่างนอบน้อมว่า

“ฝ่าบาท ใต้เท้าจางอีกสี่วันก็จะกลับถึงเมืองหลวงแล้ว ทางไทเฮาทรงถามฝ่าบาทว่า จะเสด็จออกไปรับด้วยพระองค์เองแสดงถึงพระเมตตาหรือไม่?”

“ตอนส่งให้จางหงไปส่งไม่ใช่หรือ ครั้งนี้ก็ให้จางหงไปรับสิ เราราชกิจยุ่งมาก คิดว่าท่านจางก็คงไม่อยากให้เรามาคอยกังวลในเรื่องพวกนี้หรอก”

ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่ได้เงยพระพักตร์ขึ้น ยังคงก้มอ่านสารนั้นต่อ จางเฉิงกำลังคิดจะคำนับรับคำ อยู่ๆ ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ตรบโต๊ะ ตรัสขึ้นด้วยความตื่นเต้นสุดขีดว่า

“สะใจ! สะใจจริง!”

*******

ยามนี้หวังทงเพิ่งจะเขียนเล่าเรื่องผ่านการถูกลอบสังหารจบ ปิดผนึกลงกล่องเหล็ก พลส่งสารไปเมืองหลวงกำลังเตรียมตัวออกเดินทาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!