ตอนที่ 264 เซินสือหัง หยางซือเฉิน
บางคนในคณะเสนาบดีใหญ่อย่างเช่นจางซื่อเหวย หลี่โย่วจือ เซินสือหังล้วนเป็นศิษย์ของมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้ง ใต้หล้าต่างรับรู้เรื่องนี้
ในนี้ก็มีเสนาบดีกรมปกครองอย่างหลี่โย่วจือที่เพียงแค่ประเหมาะพอดีลงเดิมพันถูกข้างในยามที่เสนาบดีกรมปกครองคนเก่าอย่างจางฮั่นเดินหมากผิด
การได้เข้าร่วมคณะเสนาบดีใหญ่นั้นก็เป็นเพียงแค่การตอบแทนเท่านั้น มีเพียงเซินสือหังและจางซื่อเหวยสองคนที่เป็นลูกหลานของท่านจางแท้จริง แม้ว่าเขาสองคนจะได้เป็นขุนนางคนสำคัญในปลายสมัยฮ่องเต้เจียจิ้งแล้ว แต่หากไม่มีการสนับสนุนของจางจวีเจิ้งแล้ว เกรงว่าตอนรัชสมัยเจียจิ้งที่กวาดล้างพรรคพวกกาวก่งก็คงถูกปลดกลับบ้านเกิดกันไปแล้ว
ตอนนี้จางซื่อเหวยเป็นราชบัณฑิตจากสำนักอู่อิงเตี้ยนดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมทหาร ส่วนเซินสือหังเป็นราชบัณฑิตจากสำนักตงเก๋อดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการ ตามชื่อตำแหน่งแล้วก็ยากจะบอกว่าใครเหนือกว่า
แต่ในความเป็นจริงนั้น ก่อนที่รองมหาอำมาตย์หลี่เถียวหยางจะลาออกจากราชการไป จางซื่อเหวยก็เป็นเหมือนรองมหาอำมาตย์ในคณะเสนาบดีใหญ่แล้ว เรื่องใหญ่จางจวีเจิ้งตัดสิน เรื่องเล็กมอบให้จางซื่อเหวยตัดสินเอง
เซินสือหังสถานะแม้ว่าสูง แต่กลับตกในสภาวะที่น่าอึดอัดที่สุด คณะเสนาบดีใหญ่หากไม่ใช่มหาอำมาตย์หรือรองอำมาตย์แล้ว เรื่องที่ทำได้ก็แค่ให้คำปรึกษาตามโอกาสเท่านั้น การให้คำปรึกษาก็เพียงแต่เสนอความคิดเห็นไป ฟังหรือไม่เป็นอีกเรื่อง จางจวีเจิ้งกับจางซื่อเหวยล้วนเป็นผู้มีความสามารถ เป็นถึงเสนาบดีในคณะ หากแม้แต่โอกาสในการเสนอความคิดเห็นยังไม่มี
หลี่โย่วจือสามารถยืนหยัดมาถึงขั้นนี้ได้ก็รู้สึกพอใจมากแล้ว อยากจะใช้ชีวิตสงบสุขหรูหราไปเรื่อยๆ รับเงินทองก้อนใหญ่ที่ขุนนางระดับล่างนำส่งขึ้นมา นั่งอยู่ในสถานะสูงส่ง รออายุมากหน่อยค่อยขอลาออกจากราชการกลับบ้านเกิด ชาตินี้ก็นับว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว
เซินสือหังตอนเริ่มต้นรับราชการก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าจางซื่อเหวยเท่าไร ตอนนี้แม้ว่าได้เข้าสู่คณะเสนาบดีใหญ่ในตำแหน่งเสนาบดีก็นับว่าสู้มาได้ไม่เลวแล้ว แต่ไม่ว่าภายนอกหรือภายในก็ล้วนรู้สึกว่าเซินสือหังยังไม่ยินยอมที่จะหยุดอยู่แค่นี้
กรมพิธีการเป็นหน่วยงานที่มีเงินทองไหลเวียนไม่มาก ทุกคนเข้ามาอยู่กรมนี้ก็แค่เพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งสูงเท่านั้น ราชบัณฑิตจากสำนักตงเก๋อปกติอยู่ในอันดับสี่เท่านั้น ไม่มีสถานะใด เซินสือหังในตอนนี้ก็เท่ากับงานไร้อำนาจ ไม่สู้ไปดูแลงานกรมโยธาที่ไม่อยู่ในคณะเสนาบดีนี่เสียดีกว่า
ทว่าผู้คนส่วนใหญ่คิดก็อีกเรื่องหนึ่ง เซินสือหังเองกลับดูเหมือนไม่รู้สึกอะไร มองไม่ออกว่ามีท่าทีโกรธแค้นไม่พอใจอันใด ใบหน้ายิ้มแย้มได้ทั้งวัน
หลังจากกลับไปที่จวน หากไม่เล่นหมากล้อมก็จะชมอักษรภาพหรือไม่ก็ภาพบนพัดจีบ ร่วมร่ายบทกวีกับบรรดาชิงเค่อผู้ขายศิลปะความรู้ แม้ว่าอยู่ในวงราชการแต่กลับเสวยสุขอิสรเสรีราวกับคหบดีชั้นหนึ่ง
ในที่ประชุมคณะเสนาบดีใหญ่ เรื่องการเมืองใหญ่ๆ ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอันใด เพราะกลัวว่ามหาอำมาตย์ที่อยู่ไกลถึงมณฑลหูกว่างจะระแวงและต้องประสบเหตุร้าย แต่เรื่องเล็กๆ ที่จางซื่อเหวยพอทำได้ ทุกคนก็ยังต้องออกความเห็นวิพากษ์กันบ้าง หม่าจื้อเฉียงกับหลี่โย่วจือก็ต้องพยายามแย่งชิงผลประโยชน์เพื่อคนรอบตัวและผู้ใต้บังคับบัญชาตน เสนาบดีที่ไม่ได้เข้าร่วมในคณะเสนาบดีใหญ่ หรือพวกหัวหน้ากรมกองต่างๆ รวมทั้งขุนนางใหญ่ระดับต่างๆ ก็ล้วนร้องขอและต้องถกอภิปรายกัน
ว่ากันว่าการถกเรื่องเช่นนี้จะสามารถมองเห็นท่าทีของเซินสือหังได้ง่ายที่สุดว่าแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร หากเซินสือหังแต่ไรมาไม่เคยโต้แย้งความคิดเห็นของจางซื่อเหวยแม้แต่น้อย ล้วนให้การสนับสนุนทุกอย่าง
แม้กระทั่งเรื่องที่กระทบต่อลูกศิษย์สองคนของเซินสือหังที่เดิมทีสามารถอยู่ที่เมืองหลวงเข้าดำรงตำแหน่งหน่วยงานดูแลรถม้าและพิธีการ นั่นเป็นอนาคตอันรุ่งโรจน์เพียงใด แต่กลับถูกคนของจางซื่อเหวยชิงไป ได้แต่ส่งไปเป็นที่ปรึกษาการเมืองแทน การเมืองก็เหมือนเรื่องส่วนบุคคล ไม่อาจมีปล่อยจังหวะไปแม้แต่น้อย แต่เซินสือหังก็ยอมให้ไป
ลูกศิษย์ผู้ใดจะจากเมืองหลวงไป ตามธรรมเนียมก็ย่อมต้องไปอำลาอาจารย์ แต่ศิษย์ทั้งสองกลับโกรธแค้น ถึงกับไม่ไปคำนับอำลา ยังกล่าวกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันว่า “มีอาจารย์ก็เหมือนไม่มี”
แต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น สายตาของหมู่ชนก็เริ่มละไปจากเซินสือหัง ดูท่าแล้วคนผู้นี้คงไม่มีอนาคตอันใด และก็ไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงกับจางซื่อเหวย ดูแล้วอำนาจในราชสำนักตอนนี้แน่นอนว่าจางจวีเจิ้งอันดับหนึ่ง จางซื่อเหวยอันดับสอง ไม่มีตัวแปรอื่นอีกแล้ว
เสนาบดีกรมพิธีการเซินสือหังอยู่ในจวนของคนเอง ณ ศาลามุมหนึ่งกลางสวนดอกไม้ข้างสระน้ำ ศาลานี้ตั้งชื่อว่าศาลาสายลม เป็นสถานที่ๆ มีชื่อเสียงระดับกลางของจวนคหบดีในเมืองหลวง
ที่มีชื่อเสียงที่สุดในศาลาสายลมก็คือ “เพลงพิณและขับร้อง” เซินสือหังชอบท่วงทำนองขับร้อง เลี้ยงดูศิลปินเพลงพิณและหญิงขับร้องไว้ในจวน ล้วนเป็นศิลปินเชี่ยวชาญอันดับหนึ่งในใต้หล้า และยังสะสมพิณมีชื่อเสียงโบราณเอาไว้ เป็นผลงานปราณีตของช่างมีชื่อแห่งยุค
คืนจันทร์กระจ่างบนท้องฟ้า อยู่ร่วมกับสหายกลุ่มหนึ่งในศาลาสายลม หลังม่านพลิ้วไหว เสียงบรรเลงพิณขับกล่อม หญิงขับร้องบทเพลงพริ้ว ยังมีสุราอาหารรสเลิศ มีบรรดาผู้มีความรู้สูงส่งมารวมกัน บางครั้งยังเชิญนางรำนางสวรรค์จากหอฉินโหลวมาร่ายรำ เสวยสุขราวดินแดนเทพเซียน
สถานที่ระดับนี้กลับไม่มีผู้ใดได้มาเยือนมากนัก เซินสือหังเสวยสุขเช่นนี้ร่วมกับบรรดาศิลปินเพลงพิณไม่กี่คนข้างกายเท่านั้น มีบ้างที่เชิญชนชั้นสูงในเมืองหลวงสามสี่คนหรือไม่ก็ผู้มีชื่อเสียงที่ใช้ชีวิตอิสรเสรีมาร่วมชื่นชม
คนที่เคยไปร่วมชมศาลาสายลม พอออกมาก็จะชมไม่หยุด บอกว่าราวกับวังบนสรวงสวรรค์ ชนชั้นสูงในเมืองหลวงก็เคยไปงานเลี้ยงที่จวนมหาอำมาตย์จางจวีเจิ้ง ต่างบอกว่าหรูหราอลังการ ย่อมยกให้จวนมหาอำมาตย์จางเป็นที่หนึ่ง แต่หากจะกล่าวถึงความงามมีระดับ ศาลาสายลมของเซินสือหังกลับเหนือกว่ามาก
ชื่อเสียงนับวันจะยิ่งโด่งดัง แต่เซินสือหังกลับจัดงานที่ศาลาสายลมน้อยลงเรื่องๆ บรรดาบัณฑิตในเมืองหลวงและผู้ที่พอมีสถานะต่างก็มองการเข้าไปสู่ที่เหล่านี้เป็นภาพสัญลักษณ์หนึ่ง
*********
ในนั้นก็มีหยางซือเฉินบัณฑิตจากอำเภอเซียงเหอ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเชิญไปทุกครั้ง หยางซือเฉินผู้นี้เกิดในครอบครัวคหบดีใหญ่ในอำเภอเซียงเหอ แม้ว่าหลังจากเติบใหญ่ครอบครัวจะถดถอยลง แต่ยังมีความเป็นชนชั้นสูงอยู่สามส่วน
ความชอบของคนมีเงินนั้นมีมาก หยางซือเฉินแต่เล็กก็เรียนดีดพิณจนชำนาญ ผู้คนต่างยกให้เป็นอันดับหนึ่งแดนเหนือ ที่บ้านที่พิณมีชื่อสามหลัง ล้วนเป็นของโบราณจากยุคกลางราชวงศ์ถัง
แต่คนเช่นนี้กล่าวกันตรงๆ ก็คือศิลปินขายศิลปะชั้นสูง หยางซือเฉินปีนี้อายุยังไม่ถึง 30 หน้าตาหล่อเหลาสง่าผ่าเผย และยังมีฝีมือด้านพิณ จึงมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเมืองหลวง
ชายหนุ่มหน้าตาดีเช่นนี้ บรรดาคหบดีต่างก็ระวังกันอย่างมาก หากเหยียบเข้าเรือนมาแล้วไปมีอะไรที่คลุมเครือกับหญิงสาวในบ้าน เรื่องแพร่ออกไปไม่ขายหน้าหรอกหรือ
แต่ก็มีคนชื่นชมหยางซือเฉินอยู่บ้างจึงเชิญเขาไปเป็นแขก มีเรื่องโจษจันกันอยู่บ้าง เพราะมักจะมีคุณหนูและสาวใช้ที่หวั่นไหว บรรดาภรรยาน้อยในเรือนที่ทนความเหงาไม่ไหว หรือแม้กระทั่งเจ้าบ้านหนุ่มที่นิยมชมชอบชายหนุ่ม เรื่องเล่ามากมายหลากหลาย แต่หยางซือเฉินผู้นี้กลับวางตัวสงบเสงี่ยมรักษาตัวไม่ให้ด่างพร้อย ไม่เคยมีเรื่องฉาวโฉ่ใดๆ ทั้งสิ้น
หยางซือเฉินไม่เที่ยวหอคณิกา ครอบครัวพอมีกิจการที่ไม่ต้องเดือดร้อนทำมาหากิน จึงหาเรือนในเมืองหลวงแห่งหนึ่งแต่งงานอยู่กินกับหญิงสาวที่หมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่เด็ก ทุกวันหากไม่ออกไปคบหาสหาย ก็จะปิดประตูอ่านตำราเพื่อเตรียมเข้าสอบใหญ่ในปีรัชสมัยว่านลี่ที่ 7
มีความสามารถ หน้าตาดี มีความสง่างาม ชายหนุ่มเช่นนี้ย่อมเป็นที่รู้จักไปทั่ว หยางซือเฉินได้ฉายาว่า “ซือเฉินจื่อ[1]”
หยางซือเฉินก็ค่อยๆ รู้สถานะตนเอง งานเลี้ยงคนทั่วไปก็ไม่ไป แม้ว่าเป็นชนชั้นสูงอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเชิญมา เขาก็ยังต้องคัดเลือกก่อน
ชื่อเสียงในเมืองหลวงยิ่งโด่งดัง ความเป็นไปได้ที่จะสอบได้ก็ยิ่งมาก แม้ว่าขุนนางคุมการสอบอ่านบทความจะไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใด แต่ในนี้มีขั้นตอนมากมาย ทุกคนต่างรู้แก่ใจ บรรดาผู้มีความรู้ในเมืองต่างก็รู้วิธีการดี แม้ว่าจะสอบไม่ติด แต่สถานะบัณฑิตระดับจวี่เหรินนี้ก็มีงานราชการมากมายให้ทำได้
มองดูแล้วตอนนี้หยางซือเฉินถือว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จผู้หนึ่ง ผู้คนในงานบทกวีต่างเคยได้อ่านบทความของเขา บทความเขียนได้ไม่เลว
ถึงกับมีคนเล่าต่อกันว่า หยางซือเฉินครั้งนี้ได้ตำแหน่งไร้กังวล การสอบในพระตำหนักคาดว่าน่าจะติดอันดับหก น่าจะได้ทำงานในกรมโยธา วันหน้าย่อมมีอนาคตไกล
เซินสือหังชื่นชอบเสียงพิณ หยางซือเฉินก็มีความสามารถด้านนี้ คุณธรรมก็อันดับหนึ่ง สองคนคบกันไม่นานก็สนิทสนม เซินสือหังชอบท่วงทำนองเพลง ไม่ใช่พวกที่แกล้งทำเป็นชอบเพื่อไว้คบหาสหาย และก็ลึกซึ้งในเรื่องพิณ ว่ากันว่าเสนาบดีกรมปกครองหลี่โย่วจือกับเสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยเคยเชิญหยางซือเฉินไปเป็นแขก แต่เขาล้วนปฏิเสธ
ผู้ใดล้วนรู้ว่าอำนาจยามนี้ในเมืองหลวง จางซื่อเหวยกับหลี่โย่วจือนั้นน่าลงทุนลงแรงมากกว่าเซินสือหัง หยางซือเฉินทำเช่นนี้ทำให้เซินสือหังยิ่งชื่นชม ทุกคนที่จัดงานเลี้ยงบรรเลงพิณที่ศาลาสายลม ก็ย่อมเชิญเขามา การกระทำเช่นนี้ทำให้สถานะหยางซือเฉินในเมืองหลวงสูงส่งยิ่งขึ้น
ตอนนี้อย่าว่าแต่งานเลี้ยงบรรเลงพิณที่ศาลาสายลมเลย แม้แต่กลางวันหลังเลิกประชุมขุนนาง เซินสือหังมีเวลาก็จะเชิญหยางซือเฉินมาที่จวน สองฝ่ายคบหาเป็นสหายด้วยพิณเป็นสื่อ จิบชาคุยสัพเพเหระ
********
“ท่านเจ้าบ้าน อีกสองวันมหาอำมาตย์ก็จะกลับเมืองหลวงแล้ว เรื่องเงินก้อนจินฮวาที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว ท่านเจ้าบ้านหากได้แสดงความคิดเห็นในท้องพระโรง ย่อมต้องได้รับการชื่นชมจากมหาอำมาตย์เป็นแน่”
หยางซือเฉินกรีดนิ้วบรรเลงพิณ เสียงพิณดังขับกล่อม จบไปหนึ่งเพลง หยางซือเฉินก็กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบขึ้น เซินสือหังเปลี่ยนชุดขุนนางออกแล้วใส่ชุดยาวแบบบัณฑิตทั่วไป สองมือกดอยู่บนสายพิณ หลับตาลง จบเสียงพิณ เซินสือหังยังคงดื่มด่ำ
ได้ยินหยางซือเฉินกล่าวเช่นนี้ เซินสือหังก็ยิ้มละไม่กล่าวว่า
“ซือเฉิน กลางวงบรรเลงพิณอย่าได้คุยเรื่องน่ารำคาญใจมาทำลายความงามยามนี้”
“เงินก้อนจินฮวาเพิ่มอีกเท่าหนึ่ง เพิ่มเป็นสองล้านตำลึง ตอนเก็บ ขุนนางท้องถิ่นก็ย่อมส่งเจ้าหน้าที่ไปขูดรีดมา ยังรู้ว่าต้องเพิ่มอีกเท่าไร สุดท้ายที่ต้องรับกรรมก็ยังคงเป็นประชาชนตาดำๆ เรื่องนี้ดำเนินการเมื่อไร ความสงบสุขก็คงต้องสั่นคลอน”
เซินสือหังขยับนิ้วมือครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่ เอ่ยถามว่า
“เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินซือเฉินกล่าวถึงเรื่องการเมืองพวกนี้ เงินก้อนจินฮวาเป็นเพียงการเอ่ยถึงของฝ่าบาทในการประชุมเท่านั้น ไม่ได้มีรับสั่งว่าจะร่วมถกกับกรมอากร ยังไม่เป็นราชโองการ เจ้ารีบร้อนไปไย?”
หยางซือเฉินผลักพิณเบื้องหน้าออก ลุกขึ้นยืนคำนับอย่างนอบน้อมกล่าวว่า
“ท่านเจ้าบ้าน ผู้น้อยอ่านตำราปราชญ์ ย่อมเดินเส้นทางสายตรง ยามนี้พระประสงค์ออกนอกเส้นทาง ประชากำลังจะประสบทุกข์เข็ญ ผู้น้อยย่อมร้อนใจราวไฟแผดเผา กลับไร้หนทาง เจ้าบ้านอยู่ในตำแหน่งเช่นนี้ก็ย่อมออกหน้าตักเตือนได้!”
เซินสือหังที่นั่งอยู่ตรงนี้มองหยางซือเฉินเบื้องหน้า ชายหนุ่มสีหน้าแน่วแน่ สีหน้าเซินสือหังค่อยๆ เย็นเยียบลง โบกมือกล่าวว่า
“ข้าเหนื่อยแล้ว ซือเฉินเจ้ากลับไปก่อน!”
“ขอท่านเจ้าบ้านโปรดไตร่ตรองเรื่องนี้ ผู้น้อยล่วงเกินแล้ว ขออำลาก่อน!”
หยางซือเฉินคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป พ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านนอกก็คำนับพร้อมส่งยิ้มเล็กน้อย นับว่าเป็นการทักทายแล้ว หยางซือเฉินเดินลงบันไดมาก็มีคนงานผู้หนึ่งวิ่งมาพอดี สองคนไม่ทันระวังชนกันทันที
คนงานผู้นั้นลุกขึ้นมาได้ก็คุกเข่าขออภัย หยางซือเฉินไม่สนใจ สะบัดฝุ่นกำลังจะผละไป ไปได้เพียงก้าวเดียว ก็ได้ยินพ่อบ้านข้างหลังถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจว่า
“นี่มันหยกประดับติดตัวที่จวนเรามอบให้ฉินเหนียงไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ที่ท่านหยางได้!?”
———————-
[1] เป็นคำยกย่องบัณฑิตในสมัยโบราณ เช่นเดียวกับคำต่อท้ายแซ่ของ ขงจื่อ เหลาจื่อ
