ตอนที่ 318 ด่าทอราวกับเป็นคนดี
“เหลวไหลสิ้นดี! เหลวไหลสิ้นดี!”
ได้ยินหวังทงโต้กลับ ฟานต๋าก็โมโหหนัก ตวาดด้วยความโมโหดังลั่น พอเห็นรอยยิ้มเย็นของหวังทงก็กล่าวขึ้นอย่างทนไม่ไหวว่า
“นายกองพันคนก่อน ทำไมพวกนาวาสุคนธ์จึงไม่รวมตัวกันเข้าเมือง เมื่อวานเข้ามากัน หรือว่าถูกบีบจนไร้หนทาง? นับประสาอันใดกับพวกนาวาสุคนธ์ที่เพียงแค่ล้อมตะโกนวาจายั่วยุไม่กี่ประโยค ถึงต้องฆ่าแกงเลยหรือ ต้องถึงแก่ชีวิตกันเช่นนี้หรือ”
หวังทงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ฟานต๋ามองปฏิกิริยาหวังทงแล้วยังคิดว่าตนเองขู่ได้ผล น้ำเสียงสูงขึ้นอีกหลายส่วน กล่าวต่อว่า
“หากไม่ใช่เพราะนายกองพันหวังพอมาที่นี่ก็วางอำนาจบาตรใหญ่ ขูดรีดแย่งชิงร้านค้า จะยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร หากไม่ใช่เจ้าจงใจปิดบัง เหตุใดจึงต้องลงมือเหี้ยมโหด ลงมือสังหารหมู่ราษฎรได้อย่างไร นอกเสียจากตั้งใจปิดบังความผิด เจ้าคิดว่าใช้ดาบเข่นฆ่าแล้วจะปิดบังความชั่วเจ้าได้งั้นหรือ!!”
ยิ่งพูดก็ยิ่งใส่อารมณ์ ชี้นิ้วไปที่ใบหน้าหวังทง ท่าทางราวกับกำลังผดุงคุณธรรม วาจาออกผุดมาเป็นชุด
“เหนือศีรษะมีฟ้าเบื้องบน ร่ำเรียนหลักการคุณธรรมก็ย่อมมีความอาจหาญ แม้ว่าเจ้าจะโหดเหี้ยม ข้าก็จะต้องผดุงคุณธรรม คนใต้หล้าต้องให้ความเป็นธรรม ฝ่าบาทก็ย่อมไม่อาจปล่อยเจ้า!”
“ข้าเห็นแก่บรรพบุรุษในวัง ไม่เคยกล่าวว่าอันใดท่าน แต่เรื่องการขนเสบียงเรื่องใหญ่เช่นนี้ ท่านกลับเก็บเรียกเก็บภาษี นี่ช่างเป็นเรื่องไร้ขื่อไร้แปเสียจริง ไม่รู้จัก…”
“ผายลม!!”
สองคนยิ่งพูดก็ยิ่งขึ้น คิดไม่ถึงว่าหวังทงจะตวาดเช่นนี้ออกมา ฟานต๋ากับว่านเต้าถึงกับตกใจถอยหลังไปหนึ่งก้าว ชะงักกึกทันที หวังทงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบว่า
“พวกนาวาสุคนธ์ปักธูปรวมตัว ในเมืองนอกเมืองกดขี่ร้านค้า รังแกชาย ล่วงเกินหญิง พวกเจ้าทำไมไม่ดูแล!!?”
“พวกนาวาสุคนธ์เหิมเกริมไปทั่วตลาด เก็บค่าแรงสูง ทำเอาบรรดาเรือพ่อค้าชาวบ้านไม่มีกำไร พวกเจ้าทำไมไม่ดูแล!!?”
“แม่น้ำทะเลก็ปล่อยให้เรือทะเลเข้าออกตามอำเภอใจ ถึงกับมีพวกโจรสลัดเข้ามา พวกเจ้าทำไมไม่ดูแล!!?”
“พวกนาวาสุคนธ์เข้าเมืองมาล้อมจวนข้า คิดก่อการร้าย เจ้าเป็นถึงกองตรวจการมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบ ฟานต๋าเจ้าทำไมไม่ดูแล!!?”
แต่ละประโยคของหวังทงทำเอาฟานต๋าต้องผงะถอยไปทีละก้าว สีหน้าบัดเดี๋ยวดำบัดเดี๋ยวแดง หวังทงตวาดย้ำดังว่า
“เป็นขุนนางราชสำนัก เห็นในเมืองเกิดจลาจล เจ้ากลับไม่เคลื่อนกำลังมาปราบปราม กลับเอาแต่หดหัวอยู่ในจวน ไม่ถามไม่ไถ่ หรือว่าสมรู้ร่วมคิดกับพวกนั้นด้วย!!!?”
“นายกองพันหวังช่างอวดบารมี หรือคิดจะเรียกทหารเข้ามาจับกุมข้ากับใต้เท้าฟานกัน?”
“ว่านเต้า เจ้าตั้งด่านส่วนตัวบนคลองส่งน้ำ เรียกเงินพ่อค้า เงินที่ได้มาไม่เคยเข้ากองคลังสักอีแปะ ไม่ใช่ว่าเข้ากระเป๋าเจ้าและลูกน้องหรือ ข้าเก็บภาษี ทุกอีแปะทุกตำลึงล้วนจดบัญชีชัดเจน ไม่ส่งเข้าคลังก็เอามาก่อสร้างวางรากฐาน อะไรที่เรียกว่าเรียกเก็บภาษีไร้ขื่อไร้แป!!”
โต้กลับดุเดือด ล้วนมีเหตุผล แม้ว่าสองฝ่ายห่างกันไม่กี่ศอก แต่วาจาแต่ละประโยคก็ราวกับหมัดต่อยออกไปจนพวกเขาต้องผงะก้าวถอยหลัง สีหน้าเริ่มดูไม่ได้
หวังทงยังไม่หยุด น้ำเสียงยิ่งดังขึ้นว่า
“การตรวจสินค้าพ่วงที่คลองส่งน้ำมักทำให้เส้นทางน้ำติดขัด เรือพ่อค้าไปมายอมใช้เส้นทางบกอ้อมไป การกระทำเหลวไหลเช่นนี้ของเจ้า ยังมีหน้ามาคุยเรื่องหลักการกับข้าอีกหรือ!”
ว่านเต้าตัวสั่นเทิ้ม จ้องมองหวังทงตาไม่วางตา สีหน้าเริ่มซีด หวังทงหันไปทางฟานต๋า ตำหนิว่า
“เจ้าหักเบี้ยหวัดองครักษ์เสื้อแพร ปล่อยให้พวกนาวาสุคนธ์เหิมเกริมไปทั่ว ไม่ออกไปเก็บภาษี แต่กลับใช้พวกนาวาสุคนธ์ไปรับค่าขนถ่ายแทน ค่าขนถ่ายสินค้าเทียบกับการเก็บสองส่วนของข้าแล้ว ยังสูงกว่ามาก เงินพวกนี้ไปไหนกัน ผู้ใดสามารถกล่าวให้กระจ่างได้?”
กล่าวถึงตรงนี้ แววตาหวังทงก็ราวกับมีไฟลุกโชน ฟานต๋ากับว่านเต้าไม่กล้าสบตา หวังทงแค่นยิ้ม ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“หลายวันก่อน ข้าได้ข่าวมาว่า เมืองจี้โจวกับเมืองเซวียนฝู่ส่งทหารมาเทียนจินบ่อยมาก บอกว่าเสบียงพวกเขามีบ้างไม่มีบ้าง แม้ไม่เคยเกิดเรื่องผิดพลาด แต่ก็เป็นการบำรุงขวัญกองทัพ ต้องจัดการให้สถานการณ์สงบนิ่งไว้ก่อน กองขนส่งยังบอกอีกว่า เรือไม่มี แต่ห้าวันก่อนมีเรือ 120 ลำขนผลไม้จากซานตงผ่านเทียนจินไปเมืองหลวง เรือพวกนี้มันอะไรกัน!?”
ผลไม้ซานตงล้วนไม่ใช่ของหายาก กำไรไม่สูงนัก เรือขนไปมาปลอดภาษี ย่อมไม่ส่งของพวกนี้ขึ้นเหนือ เช่นนั้นเป็นการขาดทุนมากเกินไป
การถามเช่นนี้ ทำเอาฟานต๋าอึกอัก ท่าทางไม่ฮึกเหิมเหมือนตอนมาทีแรก กรอกตาไปมาก่อนจะกลับคืนท่าทางดังเดิม ตวาดดังขึ้นว่า
“หวังทง เจ้าไม่ต้องการพูดนั่นพูดนี่ เจ้าอย่าได้สาดโคลนใส่ผู้อื่น ข้าทำอะไรตรงไปตรงมา เจ้าแอบอ้างในวังขูดรีดพ่อค้า เจ้าแอบอ้างตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพรเข่นฆ่าราษฏร ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์หมิงมา ไม่เคยมีการแย่งประโยชน์ราษฎร เจ้ากลับทำเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ทำลายเกียรติศักดิ์ศรีราชสำนัก ทำร้ายราษฏร ข้าจะไม่ยอมเลิกราเป็นแน่ แม้ว่าจะต้องหมวกประจำตำแหน่ง ก็ต้องลงโทษเจ้าเพื่อผดุงธรรมให้ได้!!”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกไป ว่านเต้าเองก็แค่นเสียงใส่ก่อนตามออกไป หวังทงกล่าวสำทับตามหลังไปว่า
“สองท่าน ข้าเองก็ไม่เลิกราเช่นกัน เรื่องอันใดข้าก็จะตามให้ถึงที่สุด”
สองคนนั้นไม่หันหลังกลับมา เดินตรงดิ่งออกไปทันที
“ใต้เท้า ฟานต๋ากับว่านเต้าตอนมาฮึกเหิม ตอนกลับหน้าตาดูไม่ได้เลย!”
หวังทงยืนอยู่ด้านหน้า หยางซือเฉินเดินเข้ามากล่าวสัพยอกข้างๆ เมื่อครู่เขาเห็นแล้วยังรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย กองตรวจการเป็นขุนนางตำแหน่งสูงสุดในเทียนจิน อำนาจมากมาย ขันทีว่านเต้าแห่งกองเสบียงก็เป็นงานที่ในวังส่งออกมาปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าเป็นหวังทงที่เบื้องหลังมีคนหนุน แต่หนึ่ง เป็นแค่ขุนนางบู๊ สอง แค่ระดับห้า
คิดไม่ถึงว่าหวังทงกลับโต้หลักการใส่สองคนนั้น ไม่ยอมอ่อนให้แม้แต่น้อย หยางซือเฉินด้านหนึ่งก็คิดว่าติดตามถูกคนแล้ว อีกด้านหนึ่งก็ยังรู้สึกสับสน
เมื่อครู่เข้ามาก็คิดจะถาม หวังทงยิ้มเย็นเอ่ยว่า
“แต่ไรมาในราชสำนักก็ไม่เคยไว้ข้า เกิดเรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีฎีกาโจมตีข้ามากมายเพียงไร ฟานต๋ากับว่านเจ้าก็สงบศึกกับข้ามานาน หากตอนนี้ไม่แสดงตัวเป็นคนซื่อสัตย์ คงกลัวว่าวันหน้าจะไม่มีโอกาสอีก แต่พวกเขาคิดไม่ถึงเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือข้ารู้มากกว่า พวกเขาเหล่านั้นสบคบคิดกัน เพียงแต่ไม่มีคนอยากจะสนใจ ก็เลยพาลคิดว่าใต้หล้าล้วนหูหนวกตาบอดกันกระมัง?”
หยางซือเฉินด้านหลังตอบรับ หวังทงถามต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“เมื่อครู่ที่ถกเถียงกัน เจ้าจดไว้ได้หมดไหม?”
เลขานุการและนักเขียนที่ดีต้องสามารถจดประเด็นสำคัญในการอภิปรายและการเล่าเรื่องได้ นี่เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานในการทำงาน ถ้าหยางซือเฉินทำได้ และเขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวิเคราะห์แล้ว ตอนนี้ก้แค่รอดูความสามารถในการร่างหนังสืออย่างเดียว
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยจดไว้หมดแล้ว แต่เรื่องเรือ 100 กว่าลำและเงินที่ได้จากนาวาสุคนธ์มากกว่าภาษีที่ใต้เท้าเก็บสองเรื่องนี้ข้าน้อยยังไม่เข้าใจนัก ยังต้องขอคำแนะนำจากใต้เท้า”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้วังทองพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่ยังต้องเห็นร่างก่อนจึงจะวางใจ เอ่ยต่อว่า
“เขียนในรูปแบบฎีกาก่อน ร่างมาก่อน เขียนเสร็จแล้วส่งมาให้ข้า เราค่อยร่วมกันคิดให้ละเอียด”
หยางซือเฉินคำนับรับคำ รีบหันหน้าจะออกไปเขียน หวังทงหันกลับเข้าห้อง นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตะโกนเสียงดังว่า
“ตามนายกองไช่มา!!”
ข้างนอกมีพลทหารรับคำสั่ง รีบไป ธรรมเนียมราชวงศ์หมิง ขุนนางบุ๋นคุมกำลังกองทัพ ขันทีตรวจสอบกองทัพ ขุนนางบู๊เป็นผู้สั่งการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะมองอย่างไร ตำแหน่งไช่หนานยามนี้ก็อยู่เหนือหวังทง แต่หวังทงก็เรียกใช้ราวกับคนใต้บังคับบัญชาตน ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
ไช่หนานยังไม่มา หวังทงก็เห็นถานปิงที่เหมือนเพิ่งนอนมาผ่านมาทางหน้าประตู ก็เรียกไว้ว่า
“ถานปิง นำกองค่ายสองกับสิบเอ็ดเตียมเข้าเมือง ผลัดกันเฝ้าจวนนายกองตรวจการ ใต้เท้าฟานกับจวนของว่านกงกงไว้!”
ถานปิงเดิมคิดจะคำนับยามเช้า พอได้ยินคำสั่งก็อึ้งไป พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหวังทงมีรอยยิ้มบนใบหน้า กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
“ในเมืองวุ่นวายกันเพียงนี้ ย่อมมีโจรผู้ร้าย ใต้เท้าฟานกับว่านกงกงเป็นบุคคลสำคัญระดับสูง เกิดเหตุใดขึ้นมา ข้ารับไม่ไหว พวกเราต้องคอยอารักขาให้ดี”
“ขอรับนายท่าน คนนอกเข้าไปย่อมตรวจค้นอย่างละเอียด หากด้านในออกมาล่ะขอรับ?”
“ในเมืองจลาจลวุ่นวายเช่นนั้ หากในจวนลักลอบติดต่อโจรด้านนอก ถึงตอนนั้นคงไม่ดีกับท่านทั้งสองเป็นแน่ ตรวจเข้มงวดทั้งหมด คนของเราก็คงต้องเหนื่อยกันสักหน่อย ช่วยคนอื่นซื้อของ ซื้อหาอาหารและฟืนล่ะกัน”
หวังทงกล่าวอย่างมีน้ำใจ ถานปิงยิ้มกว้าง ประสานมือคำนับก่อนจะกล่าวว่า
“คำสั่งนายท่านถูกต้องแล้ว ข้าน้อยจะรีบไปดำเนินการ จะร้องให้ใต้เท้าทั้งสองปลอดภัย ไม่ให้คนนอกเข้าไปรบกวนเด็ดขาด”
หวังทงพยักหน้ายิ้ม ถานปิงก้าวออกไปทันที พอขึ้นมาก็เคลื่อนกำลังเข้าเมือง
ในเวลาที่ไช่หนานกำลังยุ่งอยู่กับการนับจำนวนคนของพวกนาวาสุคนธ์อยู่ก็ถูกตามตัวมา สองฝ่ายตอนนี้ตำแหน่งเท่ากัน แต่ไช่หนานกลับคิดว่าการให้ความเกรงใจเช่นนี้ของหวังทงทำให้เขารู้สึกอึดอัด การเรียกใช้แบบหัวหน้ากับเจ้าหน้าที่จดบัญชีถึงจะถูกต้อง
พอเข้าไปในห้อง หวังทงก็ให้คนไม่เกี่ยวข้องถอยห่างออกไป สีหน้าจริงจังกล่าวว่า
“นายกองไช่ คดีลัทธิไตรสุริยันในเมืองหลวงท่านก็เคยเห็นมา ตัดหัวไปมากมายเท่าไรท่านก็รู้ ข้างกายเราเคยเกิดเรื่องพวกนี้มาก่อน ข้าและท่านไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้ ลัทธิมารเช่นนี้น่าปวดหัวที่สุด เมืองเทียนจินคนมาก ราชสำนักไม่อาจดูแลทั่วถึง นายกองไช่ ยกหน้าที่สืบคดีลัทธิไตรสุริยันนี้ให้ท่าน ต้องการคนเท่าไร ต้องการเงินทองเท่าไรก็เอ่ยมาได้ จางกงกงกับโจวกงกงที่เมืองหลวงต้องส่งข่าวไปตลอด สืบเจอผู้ใด ไม่ว่าเป็นผู้ใด ไม่ว่าสถานะใดให้จับกุมก่อนค่อยว่ากัน ทุกเรื่องข้าออกหน้ารับไว้เอง!”
ไช่หนานกำลังนั่งอยู่ แต่พอได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ ก็รีบลุกขึ้นกล่าวอย่างเอาจริงเอาจังว่า
“ข้าน้อยรู้ความสำคัญเรื่องนี้ดี ขอใต้เท้าหวังวางใจได้ ต้องสืบให้ถึงที่สุด!”
************
ยามค่ำ พื้นที่ห่างจากปากทางแม่น้ำทะเลราว 15 ลี้ บริเวณปากทางออกทะเลที่ถังเจียเหอ เรือทะเลใหญ่หลายลำจอดนิ่งอยู่ที่นั่น เรือเล็กสิบกว่าลำขนถ่ายสินค้าออกจากเรือใหญ่แล้วก็ขนส่งไปทางบกต่อ…
