Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 339

ตอนที่ 339 สินค้าเหนือใต้ การค้ารุ่งเรืองที่สุด

“ขุนพลซุนโส่วเหลียน นายกองหน่วยตรวจการเมืองเหลียวโจวขอพบ…”

เสียงรายงานดังขึ้น ทุกคนในห้องอึ้งไป ก่อนจะได้สติคืนมา หยางซือเฉินกับไช่หนานลุกขึ้นยืน หวังทงเองก็เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจเช่นกัน

ข้างนอกมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา ได้ยินเสียงหม่าซานเปียวตะโกนดังมาว่า

“เจ้าลูกกระต่ายน้อยคงไม่ยอมเรื่องเมื่อวาน วันนี้มาหาเรื่องถึงที่ วันนี้จะต้องให้พวกเขารู้จักเราชาวองครักษ์เสื้อแพรเสียบ้างแล้ว”

หม่าซานเปียวหลายวันก่อนวิ่งเข้าวิ่งออกนอกเมืองในเมือง เมื่อวานไม่อยู่พอดี พอกลับมาได้ยินแล้วก็เสียดายมาก แค้นใจที่ตนเองไม่ได้ตามไปแสดงความน่าเกรงขามด้วย

ศักดิ์ศรีของเขาในกองกำลังหู่เวยประจำกององครักษ์เสื้อแพรนั้นมีมากไม่น้อย ดังที่หลี่เหวินหย่วนเคยกล่าวชมไว้ แม้ว่าเรียนการทหารช้าไปหน่อย แต่นับได้ว่าของแบบนี้เกิดมาก็เป็นมาแต่เกิด

ตอนนี้ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง ศิลปะการต่อสู้ก็ยอดเยี่ยม ยังมีนิสัยกล้าหาญตรงไปตรงมา เป็นแบบอย่างของพวกฝึกยุทธ์ มิน่าคนในกองทัพจึงได้ชื่นชม หม่าซานเปียวตะโกนดังอยู่ด้านนอก องครักษ์ในจวนก็ตะโกนรับพร้อมเพรียง แต่ละคนตั้งท่าเตรียมพร้อม

“ถานเจียงออกไปดูหน่อย หากมาขอพบก็ให้นำเข้ามา ที่นี่เป็นเทียนจิน ที่ของเรา จะมาเอาเรื่องให้ได้หรืออย่างไร”

หวังทงนั่งออกคำสั่งไป ก่อนจะตะโกนดังออกไปว่า

“ทหารทุกคนอย่าได้เคลื่อนไหวพลการ รักษาหน้าที่ตนต่อไป!!”

เสียงคำรามดังเช่นนี้ทำให้เสียงวุ่นวายด้านนอกสงบลง ถานเจียงก้มกายรับคำออกไปเชิญ

************

ขนสัตว์ชั้นดีจำนวนมาก อุ้งตีนหมี เขากวาง โสมเก็บสะสมไว้นานสี่คู่ และยังมีก้อนเงินอีกพันตำลึง

ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือเป็นส่วนตัว พบหน้ากันครั้งแรกก็เตรียมของขวัญมาเช่นนี้นับได้ว่าให้ความเคารพมาก ซุนโส่วเหลียนที่ถูกนำตัวเข้ามายังแต่งกายด้วยชุดยาวสุภาพ สีหน้ายิ้มแย้ม สุภาพนอบน้อมมากเป็นพิเศษ

ในห้องมีเพียงหวังทงหม่าซานเปียวและหยางซือเฉิน พอซุนโส่วเหลียนเข้ามาก็ประสานมือยิ้มกล่าวว่า

“เมื่อวานไม่รู้ว่าเป็นใต้เท้าหวัง ล่วงเกินท่านแล้ว ขอใต้เท้าหวังโปรดอย่าได้ตำหนิ”

ซุนโส่วเหลียนตอนนี้เป็นขุนนางบู๊ระดับสี่ มีตำแหน่งนายกองหน่วยตรวจการ มีทหารใต้บังคับที่เหลียวโจวนับหมื่นนาย ดูแลพื้นที่ใหญ่พอกับเมืองเหอเจียน มีประชากรนับแสน ถ้าจะกล่าวกันถึงอำนาจบารมีแล้วก็สูงกว่าหวังทงมากนัก แต่เมื่อมีท่าทีเช่นนี้ ย่อมนับได้ว่าให้ความเคารพเกรงใจอย่างมาก

“เมื่อวานนี้ข้าแค่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้มุ่งที่ใต้เท้าซุน ใต้เท้าเชิญนั่ง ยกน้ำชามา!”

หวังทงลอบสังเกตอีกฝ่ายอย่างละเอียดตั้งแต่ก้าวเข้าประตูมาถึงตอนนี้ ท่าทีเกรงอกเกรงใจเช่นนี้ไม่เหมือนว่าแกล้งทำอันใด

หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานสังหารซุนซื่อไป วันนี้ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง หวังทงไม่อยากให้ผู้ที่สังหารคนในที่สาธารณะไม่ถูกลงโทษจนทำให้พ่อค้าตกใจหนีกลับไป เช่นกันก็ไม่อยากจะถูกผูกใจเจ็บจากทหารเมืองเหลียวโจวด้วยการสังหารฆาตกร มองรายการของขวัญล้ำค่าแต่ละรายการแล้ว ก็หันมองท่าทียอมอ่อนให้ของอีกฝ่าย ก็ได้แต่ต้องยอมไว้หน้า

พอเห็นหวังทงลุกขึ้นเชิญนั่ง ซุนโส่วเหลียนก็ถอนหายใจผ่อนคลายลง รีบประสานมือคารวะ ก่อนจะนั่งลง

ซุนโส่วเหลียนอยู่ในวัยสามสิบ มีตำแหน่งและอำนาจสูง และยังเป็นแขก หากหวังทงแม้แต่ออกไปต้อนรับหน้าประตูก็ไม่ได้ทำ เข้ามาในห้องยังไม่รีบลุกไปต้อนรับ แต่ซุนโส่วเหลียนก็มิได้มีทีท่าไม่พอใจแต่อย่างใด ท่าทางยังยอมลงให้อีกหลายส่วน เห็นชัดว่าเหมือนขุนนางระดับล่างเข้าพบขุนนางระดับบน

“การคมนาคมระหว่างเมืองเหลียวโจวนอกด่านกับในเมืองไม่ค่อยสะดวก ข่าวสารไม่ดี เมื่อวานข้าไม่รู้ว่าใต้เท้าหวังปฏิบัติหน้าที่ หากรู้ก่อน ไยต้องรอให้ใต้เท้ามาเอง มีหมายมา ข้าก็จะจับตัวไปส่งศาล ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา”

ที่เรียกว่าข่าวสารไม่ดีล้วนเป็นวาจาเท็จ ผู้บัญชาการมณฑลเหลียวตงหลี่เฉิงเหลียงสนใจแม้กระทั่งลมพัดยอดหญ้าในเมืองหลวง ข่าวสารระหว่างสองที่ก็มีม้าเร็วไปมาทุกวันไม่ขาด เมืองหลวงมีเรื่องอันใด ทางนั้นย่อมได้รับข่าวในไม่กี่วัน

ซุนโส่วเหลียนเป็นระดับขุนพล ย่อมรู้ว่าหวังทงตอนนี้เป็นขุนนางคนสนิทฮ่องเต้ คนเดียวก่อเรื่องใหญ่มากมายที่เทียนจิน

เขามาเทียนครั้งนี้ก็เพื่อติดต่อกองตรวจการ ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับหวังทง ดังนั้นจึงไม่ได้เตรียมตัวมาพบ เมื่อวานได้พบพอดี เพราะองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินสวมชุดผ้าเนื้อหยาบจนมองไม่ออกว่ามาหน่วยงานไหน เริ่มต้นยังไม่ทันรู้ตัว พอได้ยินหวังทงประกาศชื่อออกมาก็รู้ว่าไม่ได้การแล้ว

ซุนโส่วเหลียนก็ไม่โง่ รู้ว่าหากตนแสดงออกไปตอนนั้นว่ารู้จัก ดีไม่ดีอาจทำให้อีกฝ่ายโมโหหนักขึ้น รู้ทั้งรู้ยังกล้าทำเช่นนั้น ก็เลยแกล้งโง่เป็นพวกไม่รู้ไม่ผิด และยังจะพอปราบลูกน้องที่กำลังโกรธจัดพวกนั้นไว้โดยไม่เสียหน้าได้

เมื่อวานนี้ทำเป็นเลอะเลือนไป แต่ก็ไม่อาจเลอะเลือนตลอดไป ล่วนเกินขุนนางคนสนิทฮ่องเต้ ผลลัพท์คืออะไร พวกที่เป็นขุนนางล้วนรู้ดี จึงได้รีบรุดมาเยี่ยมเยือน

ตอนมาก็ยังรู้สึกกังวล อายุยังน้อยก็ย่อมมีอารมณ์แบบเด็กหนุ่มมุทะลุ เมื่อวานทีท่าพวกเราเองก็แข็งกร้าว หากนายกองพันอายุน้อยผู้นั้นโมโหขึ้นมา สองฝ่ายดึงดันกันต่อไป อย่างไรที่เหลียวโจว ตนยังต้องการหน้าตา เรื่องนี้ปัดภาระไม่ได้ แต่หากทำให้ท่านแม่ทัพไม่พอใจ ก็คงไม่ดีแน่

คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้แม้อายุยังน้อย แต่การวางตัวราวกับคร่ำหวอดในวงการขุนนางมานาน เหลือทางลงให้ทุกคนดูดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกเรื่องก็จัดการง่าย

“ใต้เท้าซุนไม่มีเรื่องย่อมไม่มาเช่นนี้เป็นแน่ มาพบข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”

“อันที่จริงข้ามาคารวะขอบคุณ”

ซุนโส่วเหลียนกล่าววาจาน่าแปลก จากนั้นก็ลุกขึ้นคำนับ ก่อนจะนั่งลงอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า

“การฆ่าคนมีความผิดโทษหนัก หากคนทางบ้านไปฟ้องร้องทางการ แม้ข้าจะเห็นแก่สัมพันธ์หลายปีนำตัวซุนซื่อกลับไป แต่ถึงเวลาก็ย่อมมีเจ้าหน้าที่กรมอาญามาที่เหลียวโจว ท่านแม่ทัพก็คงปกป้องไม่ได้ ทุกคนต่างไม่รู้จะหาทางลงอย่างไร ย่อมต้องลำบากใจ ไม่สู้ตายชดใช้ไปเลยดีกว่า ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต จะได้ให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าทุกข์”

หวังทงพยักหน้า พลทหารยกถ้วยชาเข้ามา หวังทงยกถ้วยชาขึ้นแสดงท่าว่าขอเชิญดื่ม ท่าทางสุภาพไม่น้อย ซุนโส่วเหลียนคลายกังวลลงไม่น้อย ยิ้มดื่มชาไปคำหนึ่ง

ชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังนายกองพันอายุน้อยท่าทางเก่งกล้าไม่เบา ชายวัยกลางคนที่นำตนเข้ามาผู้นั้นก็ท่าทางไม่เลว อย่างน้อยก็น่าจะเป็นถึงนายพัน มองไปยังบัณฑิตที่นั่งก้มหน้าอยู่ ดูท่าทางสงบนิ่งกว่าอาลักษณ์ในจวนแม่ทัพตน ขณะดื่มชา ซุนโส่วเหลียนก็มองดูรอบห้อง วิจารณ์ทุกคนในนั้นอยู่ในใจ

อย่างไรก็ตามนายกองพันหวังที่นั่งอยู่ก็แปลกไม่น้อย รูปร่างสูงไม่แปลก ลูกหลานที่เมืองเหลียวโจวอายุเท่านี้สูงใหญ่เท่านี้ก็มี แต่ความนิ่งสุขุมนั้นแปลกมาก คนอายุยังน้อยไม่ค่อยมีท่าทางเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้ หาได้ยากที่จะสุขุมได้เช่นนี้ นี่เป็นต้องอายุสามสิบขึ้นไปจึงจะมีรัศมีเช่นนี้ได้

ขณะที่เขากำลังสังเกตอยู่นั้น หวังทงก็ลอบดูเขาอยู่เช่นกัน พวกตระกูลถาน พวกขุนนางบู๊จากสำนักอาชาหลวง หรือว่าพวกหลี่ต้าเหมิ่ง เขาก็เคยพบมา พวกรู้ยุทธ์ในราชวงศ์หมิงนั้นมีท่าทางแบบใดเขาก็พอรู้ได้

ซุนโส่วเหลียนเบื้องหน้ากระดูกข้อมือใหญ่ รูปร่างกำยำ ย่อมเป็นขุนพล แต่เหมือนมีอะไรแปลกๆ เหมือนว่าเป็นพ่อค้า…

เมืองเหลียวโจวรบราฆ่าฟันกับพวกมองโกลนอกด่านมานานปี ได้ตำแหน่งนายกองหน่วยตรวจการมาได้ย่อมมีความชอบไม่น้อย ดูลักษณะแล้วเหมือนพ่อค้า น่าแปลกยิ่ง

สองฝ่ายทำทีดื่มชาไป ไม่รู้จะสนทนาเรื่องใด เก้กังเงียบไปครู่หนึ่ง ซุนโส่วเหลียนมองดูหวังทงเหมือนว่าเก็บอารมณ์ได้ดีกว่าเขาก็ยิ้มแห้งๆ กล่าวขึ้นก่อนว่า

“ใต้เท้าหวัง ข้ามาเทียนจินนี่เดิมก็มาพบกองตรวจการเพื่อปรึกษาหารือเรื่องเสบียงทหาร แต่ขุนนางที่จะมาแทนปีหน้าจึงจะมารับตำแหน่ง ได้แต่รออยู่ที่นี่ต่อ ช่วงเวลานี้ก็เที่ยวชมไปทั่ว ไปถึงคลองส่งน้ำ ไปถึงแม่น้ำทะเล ทุกแห่งล้วนเจริญรุ่งเรืองเห็นแล้วน่ายินดียิ่งนัก!”

หวังทงพยักหน้ายิ้ม ซุนโส่วเหลียนกล่าวต่อ

“ทางใต้มา ต่างชาติมา ล้วนมารวมตัวกันที่เทียนจินแห่งนี้ ซื้อหาอะไรก็ง่าย ขายอะไรก็ง่าย เป็นพื้นที่ทองคำจริงๆ ข้าขอบังอาจกล่าวว่า ไม่เกินสามปี เมืองเทียนจินย่อมเป็นเมืองที่เจริญที่สุดในใต้หล้า”

“ใต้เท้าซุนสายตาแหลมคม”

สามารถวิเคราะห์ได้เช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องมีสติปัญญามากนัก แต่ความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองของเมืองที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือของตนนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ ซุนโส่วเหลียนกล่าวเช่นนี้ หวังทงก็ย่อมรับเสมือนว่ายอมรับคำชมนั้นไว้

“ข้าเองก็ควักเงินเช่าหน้าร้านสี่ร้านที่แม่น้ำทะเลไว้แล้ว หากยามแก่โชคดีไม่ตายในสนามรบ ก็จะพาครอบครัวมาใช้ชีวิตสงบสุขที่นี่ ถึงตอนนั้นขอใต้เท้าหวังช่วยดูแลด้วย ไม่สิ ถึงตอนนั้นใต้เท้าหวังคงกลับเข้าไปประจำราชสำนักแล้ว จะมาอยู่ที่เล็กๆ อย่างเทียนจินได้อย่างไร กล่าวผิดไปแล้ว!”

ทุกคนต่างแสดงความสุภาพต่อกัน ซุนโส่วเหลียนผู้นี้ไม่รู้ว่าร้านค้าที่ริมแม่น้ำทะเลนั่นเป็นกิจการของหวังทง แต่กล่าวกันอยู่นาน ในที่สุดซุนโส่วเหลียนก็กล่าวถึงจุดมุ่งหมายที่มา

“ไม่ทราบว่าใต้เท้าหวังเคยไปนอกด่านหรือไม่ ใต้หล้าล้วนรู้ว่านอกด่านหนาวเหน็บแสนลำบาก แต่ไม่รู้ว่าที่นั้นเป็นขุมสมบัติ หนังสัตว์ โสมคน ของป่ามากมี พวกคนนอกด่านอย่างพวกมองโกลนั่นก็มีสินค้าดีไม่น้อย ข้าได้ยินคนในด่านบอกว่าเอามาขายในด่านจะได้ราคาสูงมาก ครั้งนี้มาเทียนจินเพื่อดูตลาด พบว่าขายได้ราคาสูงกว่านอกด่านถึง10 -20 เท่า กำไรดีเช่นนี้เอง!”

สินค้าทิศใต้ขนผ่านคลองส่งน้ำผ่านทะเลไปทางเหนือจะได้กำไรมหาศาล สินค้านอกด่านเอามาขายในด่านก็ย่อมได้กำไรมหาศาลเช่นกัน

“ทุกปีจะมีพ่อค้าซานซีมาซื้อ กดราคา ซื้อไปก็น้อย พวกเราชาวเมืองเหลียวโจวย่อมไม่ได้กำไรเท่าไร พอเห็นเทียนจินร้านค้ามากมาย การคมนาคมสะดวก ข้าน้อยคิดว่า หากสินค้าได้ขนมาที่นี่ ไม่รู้ว่าจะทำกำไรได้เท่าไร”

ได้ยินเช่นนี้ หวังทงก็ยิ้มเอ่ยว่า

“มาค้าขายที่เทียนจินก็แล้วกัน ขอเพียงไม่ก่อเรื่องผิดกฎหมาย จ่ายภาษีปกติ ข้าย่อมให้การคุ้มครอง ทุกอย่างย่อมสะดวก”

ซุนโส่วเหลียนหัวเราะกล่าวว่า

“ใต้เท้ามีความยุติธรรม ข้ารู้ดี แต่ที่เหลียวตงเป็นเมืองทหาร หากทำการค้ากับคนในด่าน ก็ไม่ค่อยสะดวกนัก ถึงตอนนั้นขอใต้เท้าดูแลมากหน่อย สินค้าออกมาจากด่านซานไห่กวน ผ่านเมืองหย่งผิง ผ่านเมืองซุ่นเทียนมาถึงเทียนจิน ต้องผ่านหลาย…”

“ทำไมต้องมาทางบก ทางทะเลมิใช่ว่าสะดวกกว่าหรือ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!