ตอนที่ 410 พบสหายเก่าก็เพื่อเงินทอง
เมื่อพูดถึง ‘เงินทอง’ สองคำนี้ แม้ว่าทุกคนกำลังเมากรึ่ม แต่ก็ล้วนมองมาอย่างใจจดใจจ่อ
พอเห็นสายตาทุกคนมองมาอย่างคาดหวังเช่นนี้ หวังทงไม่รับคำ ได้แต่ยิ้มกล่าวว่า
“เที่ยงวันดื่มกันมากเช่นนี้ กลับไปพักก่อน คืนนี้ขอจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเจ้า ถึงตอนนั้นค่อยคุยกัน”
ถังซื่อไห่คิดจะพูดอันใด ก็ถูกเฉินซือเป่ารั้งไว้ ทุกคนยิ้มแย้มรับคำ ร้านหอรุ่งเรืองสาขาเทียนจินนี้มีห้องพัก
หวังทงให้ทหารประคองคนที่เดินเซไปมาออกไป จัดหาที่พักให้ นัดกันว่าคืนนี้ค่อยพบกัน ตอนนี้ขออำลาก่อน
พวกเฉินซือเป่าพอเข้าไปในห้องรับรองชั้นหนึ่ง พอปิดประตู มีคนกล่าวอย่างไม่พอใจว่า
“มันแค่นายกองพันเล็กๆ พี่เฉินมีตำแหน่งใหญ่ในเมืองหลวงตัวจริง ขอสักเรื่องทำเป็นปัดนั่นปัดนี่”
กล่าวไม่ทันจบ เฉินซือเป่าที่นอนหงายอยู่บนเตียงก็คว้าอะไรสักอย่างปาใส่ทันที คนผู้นั้นหดตัวหลบด้วยสัญชาตญาณ ปาไม่ถูก เฉินซือเป่านอนอยู่ส่งเสียงด่าอู้อี้ดังว่า
“ตัดลิ้นเจ้าทิ้งซะ บิดาข้าบอกว่า แม้ข้าเป็นรองแม่ทัพ ต่อหน้านายกองพันก็เท่านั้น นั่นเป็นคนสนิทฝ่าบาท ไทเฮายังเคยรับสั่งชม พวกเรานับว่า……”
ผู้นั้นไม่กล้ากล่าวต่อ ถังซื่อไห่รู้สึกอึดอัด เอื้อมมือเปิดหน้าต่างออก ก็เห็นทหารม้าหลายสิบนายคุ้มกันหวังทงกลับไป ถังซื่อไห่ยืนเกาะหน้าต่าง พูดอู้อี้ขึ้นว่า
“พวกเรามาเทียนจินหลายวันนี้ นอกจากผ่านไปทางที่ทำการทางการจึงจะเห็นทหารแล้ว ที่อื่นๆ ไม่ว่าริมคลองส่งน้ำ หรือในเมืองนอกเมือง ที่พบเห็นก็ล้วนแต่เป็นพลทหารองครักษ์เสื้อแพร พื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ดูแล้วเหมือนว่าเป็นของเขาเพียงผู้เดียว”
“ปีหนี่งหนึ่งล้านสองแสนตำลึง ตอนนี้ว่ากันว่าส่งเข้าวังไปสองล้านตำลึงแล้ว ตอนมายังคิดว่าพี่หวังจะขูดรีดเทียนจินสักเท่าไร คิดไม่ถึงว่ากลับเจริญเพียงนี้ ซื่อไห่ เมื่อก่อนเจ้าเคยมาเทียนจินหรือไม่?”
“ทำไมไม่เคย บิดาข้าเมื่อก่อนไปเลือกซื้อผ้าไหมเครื่องเคลือบที่แถวทางใต้ก็ต้องนั่งเรือไป ตอนผ่านเทียนจิน ทุกคนยังไม่อยากลงจากเรือ เทียบกับเมืองหลินชิงที่ซานตงแล้วไม่รู้ว่าต่างกันเท่าไร ยิ่งเทียบไม่ได้กับทงโจว คิดไม่ถึงเลย ไม่คิดว่าจะเจริญถึงเพียงนี้ได้……”
หลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันไป เฉินซือเป่าได้แต่หัวเราะนอนหงายอยู่บนเตียงกล่าวว่า
“ตอนยังไม่ไปลานฝึกหู่เวย บิดาข้าด่าข้าทุกวัน พอไปแล้วก็เอาแต่ยิ้ม บอกว่าข้ามีอนาคต ตอนพี่หวังเปิดท่าเรือเทียนจิน ข้าโยนเงินสามพันตำลึงมาทำการค้าก่อน พอบิดาข้ารู้ ถูกด่าเปิงยกใหญ่ บอกว่าข้าเหยียบย่ำเงินทอง ตอนนี้เขาไม่มีวาจาอันใดจะกล่าวอีกแล้ว ร้านนี้เทียบกับร้านนอกเมืองและในเมืองเป่าติ้งของเราแล้วได้กำไรมากกว่ามาก ครั้งนี้ยังกำขับให้ข้ามาดูว่าว่าจะลงเงินอีกได้หรือไม่……”
ทุกคนหัวเราะไปคุยไป มีบางคนเมาเต็มที่กำลังหลับสนิทส่งเสียงกรนดัง
***********
“ต้าไห่ กลับไปกับจางซื่อเฉียง ไปจัดการร้านค้านอกเมืองในเมืองสักครั้ง จ่ายเงินซื้อคนก็ได้ ไม่ต้องเสียดายเงินทอง ข้ารู้ว่าในเมืองหลวงมีบรรดาขุนนางชนชั้นสูงมาเปิดร้านทำการค้าที่เทียนจินกันไม่น้อย แต่กลับไม่รู้ว่าผู้ใดเปิดร้านใด พยายามสืบมาให้กระจ่าง”
เส้นทางขากลับขี่ม้าไม่เร็วนัก หวังทงหันไปออกคำสั่งกับซุนต้าไห่ที่ตามมา ซุนต้าไห่รับคำ หวังทงยิ้มกล่าวสำทับว่า
“เดิมไม่อยากรู้ คิดว่าทุกคนมาร่ำมารวยกันไปด้วยกัน หากมีเรื่องอันใดก็ช่วยเหลือเหมือนกัน แต่หนึ่งปีมานี้ เสียงด่าทอจากทางราชสำนักไม่ได้ลดน้อยลง ใต้หล้ามีเรื่องดีเช่นนี้ที่ไหน มาหาเงินหาทองที่นี่ โกยเงินกันไปยังหันกลับมาด่าอีก”
ซุนต้าไห่ยิ้มรับคำ หวังทงสั่งการต่อไปว่า
“คืนนี้จัดโต๊ะเลี้ยง ตามหู่โถวกับพวกซุนซิงมาด้วย พวกเฉินซือเป่าอย่างไรก็สหายกัน ต้องต้อนรับให้ดีสักหน่อย”
************
หลังจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ อากาศในยามค่ำคืนก็เริ่มหนาวเย็น และยังเป็นเวลาที่อาหารทะเลที่เทียนจินอวบอ้วนที่สุด นอกจากอาหารทะเลแล้วยังมีอาหารป่าที่ส่งมาจากแต่ละที่ เหนือใต้มารวมกัน ยังมีพ่อครัวใหญ่จากหอรุ่งเรืองคอยปรุงอีก เรียกได้ว่าอาหารดีเลิศครบครัน
พวกเฉินซือเป่านอนกรนหลับกันไปตลอดช่วงบ่าย ตอนกลางคืนมาร่วมงานเลี้ยงก็มีสีหน้าแช่มชื่นกว่าตอนกลางวันไม่น้อย ถอดชุดขุนนางบู๊ออกกันแล้ว เปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาตัวยาวกระดุมเรียงเม็ดแบบสุภาพ นับว่าให้เกียรติงานเลี้ยงไม่น้อย
พวกลูกหลานขุนนางพ่อค้ามีเงินพวกนี้ได้เรียนรู้ธรรมเนียมกันหลังจากเข้าฝึกที่ลานฝึกหู่เวย แต่กิริยาความประพฤติก็ยังดูไม่สำรวมนัก พอเข้ามาก็มีคนหนึ่งกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“หาเงินได้ตั้งขนาดนั้น จวนที่พักซอมซ่อไปหน่อยกระมัง!”
กล่าวยังไม่จบ ท้ายทอยก็ถูกคนตบ กุมหัวหันไปมอง เป็นหลี่หู่โถวที่สูงขึ้นไม่น้อยยืนฉีกยิ้มมองพวกเขา ยังไม่ทันได้ทักทาย หลี่หู่โถวก็หัวเราะลั่นด่าว่า
“พี่หวังทุกวันยุ่งมาก ไหนจะสบายเหมือนพวกเจ้าในเมืองหลวงกัน จวนนี้พวกเรากล่อมให้เข้ามาอยู่จึงยอมย้ายเข้ามา”
ซุนซิงยิ้มประสานมือรับคำ ตอนอยู่ลานฝึกหู่เวย ทุกคนไมได้สนิทกันเช่นนี้ ยังคงมีความขัดเคืองใจกันอยู่บ้าง แต่ยามนี้พอพบหน้ากันก็เหมือนสนิทสนมกันมาก พวกนี้พากันหัวเราะครื้นเครงดัง
พวกเฉินซือเป่าได้ข่าวแม่นยำจากเมืองหลวง ย่อมรู้ว่าหลี่หู่โถวตอนนี้มีสถานะเช่นไร เป็นถึงคนโปรดของฮ่องเต้ว่านลี่ วันหน้าอนาคตไร้ขอบเขตแน่นอน
พอทุกคนเข้านั่งโต๊ะ อาหารที่ขึ้นโต๊ะทำให้คนที่มาจากเมืองหลวงตะลึงไปชั่วขณะหนี่ง การคมนาคมไม่สะดวก อาหารทะเลตามฤดูกาลไปถึงเมืองหลวงก็ย่อมยากที่จะไม่เสียหาย จ่ายเงินมากมาย แม้ว่าตระกูลร่ำรวยก็ไม่อาจกินกันได้เป็นปกติ แต่ที่เทียนจินกลับหากินง่ายเช่นนี้
อาหารทะเลส่วนใหญ่ก็นึ่งออกมา น้ำจิ้มที่ปรุงรสดีแล้วด้วยขิง ซอสและซอสเปรี้ยว กินร่วมกับสุราหวงจิ่วที่ส่งมาจากนอกด่าน ยังมีของป่าหายากจากนอกด่านอีก พ่อครัวมีชื่อปรุงรส รสชาติสดกลมกล่อม งานเลี้ยงเช่นนี้ ที่เมืองหลวงเกรงว่าไม่อาจกินได้ทุกวัน พอพวกเฉินซือเป่าได้ลิ้มรสก็เอ่ยชมไม่ขาดปาก
ที่ลานฝึกหู่เวย พวกเฉินซือเป่านับว่าอายุมากไม่น้อย พอเข้าไปก็เห็นทุกคนยกให้หวังทงเป็นหัวหน้า พวกเขาอายุมากจะเรียกพี่ใหญ่ก็ไม่เหมาะ ได้แต่เรียกว่า พี่หวัง แทน
พอสุราลงท้องไปสองสามจอก ถังซื่อไห่ก็ยิ้มร่าหัวเราะดังเดินไปรอบๆ กล่าวว่า
“พี่หวังผ่านวันเวลามาอย่างยากลำบาก พวกยกน้ำชารับใช้ก็เป็นพลทหารทั้งนั้น หาสาวใช้มาดูแลรับใช้สักหน่อยก็ไม่ได้ อายุขนาดพี่หวัง……”
ยังกล่าวไม่ทันจบ ก็มีน่องกระต่ายย่างมาอุดปาก เฉินซือเป่าถลึงตามองเขา หวัทงไม่สนใจยิ้มอธิบายว่า
“คนพวกนี้เป็นคนสนิทข้า เรียกใช้แล้วสบายใจ”
เฉินซือเป่าคืนนี้ดื่มไม่มาก แค่จิบๆ ไปไม่กี่คำ กล่าวถึงตรงนี้ก็เริ่มเงียบ ต้องเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแล้ว เขาจึงยิ้มกล่าวว่า
“ไม่อาจปิดบังพี่หวัง พี่น้องเราขัดสนเงินทอง ที่เมืองหลวงกินเที่ยวกันไปก็หมดแล้ว ตอนนี้เทียนจินกำลังรุ่งเช่นนี้ เป็นที่เพาะปลูกเงินทอง ก็อยากจะเอามาโปรยทำการค้าที่นี่ หาเงินให้ตนเองไว้ใช้วันหน้าสักหน่อย แต่สองวันนี้ไปเดินดูที่แม่น้ำทะเลกับที่คลองส่งน้ำมา ที่ดีๆ ก็มีคนจับจองไปแล้ว ที่อื่นๆ ยังไม่ขึ้น ไม่มีที่ทางเลย!”
ได้ยินเฉินซือเป่ากล่าวอย่างอ้อมไปอ้อมมา หวังทงก็ยังไม่กล่าวอันใด หากสั่งคนเก็บโต๊ะ เปลี่ยนเป็นน้ำชาและของว่าง จากนั้นก็ให้ทหารไปรอรับคำสั่งอยู่ด้านนอก ก่อนจะเอ่ยว่า
“เจ้าคิดจะมาทำการค้าที่นี่ก็ง่าย ร้านค้าริมทะลเริ่มก่อสร้างแล้ว ถึงตอนนั้นก็ให้พวกเจ้าสักสองสามร้านก็แล้วกัน”
ตอนนี้ร้านค้าที่เทียนจินหายากดั่งทองคำ ร้านค้าก็แค่ร้านติดถนน มีสองสามห้องกับลานเล็กๆ เท่านั้น เก็บสินค้าไม่ได้ แต่มีร้านค้านี้แล้วจึงจะมีทางทำการค้าที่เทียนจินได้
พ่อค้าเหนือใต้ไปมายามเลือกคู่ค้า ก็ย่อมเลือกร้านค้าที่มีหน้าร้าน ไม่ใช่พวกพ่อค้าเร่ตามท้องถนนที่อาศัยตามโรงเตี๊ยม
หลายเดือนมานี้ ก็เริ่มเป็นธรรมเนียมกันแล้ว ไม่มีร้านค้า พ่อค้าก็ไม่สนใจไยดี เช่น สินค้าที่มาจากเรือทะเล มีพ่อค้าจากเมืองหลวงนำเงินมาซื้อ แต่พ่อค้าทะเลกลับอยากจะขายให้กับพ่อค้าที่มีหน้าร้านที่เทียนจินมากกว่า จากนั้นค่อยให้พ่อค้าเหล่านี้ขายต่อ
กล่าวกันจริงจังก็คือความน่าเชื่อถือ เช่าร้านที่เทียนจิน ทางการเทียนจินเองก็ให้การรับประกันร้านเหล่านี้ คนที่ได้ร้านเหล่านี้ไปครองก็ย่อมนั่งรอร่ำรวยอย่างเดียว ไม่ได้ครอบครองก็ย่อมเสียใจภายหลัง ตอนนี้ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเพียงใดที่เอาเงินมารอซื้อของที่นี่
หวังทงเอ่ยปากให้พวกเขาสองสามร้าน ก็นับว่ามีไมตรีมากแล้ว แต่เฉินซือเป่าดื่มชาไปคำนึ่งก็ยิ้มเดินเข้ามากล่าวว่า
“พี่หวัง เปิดร้านค้าที่เทียนจินทำกำไรไม่น้อยก็จริง แต่ก็ยังไม่เรียกว่าไร้ความเสี่ยง คนของพี่น้องเราลองคำนวณดูแล้ว ตอนนี้หากทำการค้าที่เทียนจินได้ดี หนึ่งร้อยตำลึงก็จะกำไรหนึ่งร้อยตำลึงในหนึ่งปี แต่ก็มีความเสี่ยง เงินที่ทุ่มเทลงไปเพื่อทำกำไรก็อาจสูญสิ้นไปได้ ร้านประกันภัย ปีหนึ่งหนึ่งร้อยก็กำไรห้าสิบ หากทุกปีทำกำไร มีแต่มากไม่มีลด ทุกปีค่าเช่าร้านราคาตั้งเท่าไร……”
“ตอนนี้หุ้นร้านประกันภัยมีถึงสองล้านแล้ว ไม่อาจเพิ่มเติมได้ หากเพิ่มเข้าไปอีก ปีหนึ่งเกรงว่าอาจจะแบ่งเงินกำไรไม่ได้ ว่าแต่ว่าพวกเจ้ามีเงินในมือเท่าไร?”
ร้านประกันภัยเป็นร้านที่หวังทงใช้เพื่อประกันความเสี่ยงของการค้าในเทียนจิน และเป็นกลวิธีในการควบคุมการค้าที่เทียนจิน กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ย่อมไม่อาจให้คนนอกเข้ายุ่งเกี่ยว
ถามว่ามีเงินเท่าไร เฉินซือเป่าก็เขยิบเข้ามาใกล้อีกหน่อย กระซิบเสียงเบาอย่างยิ่ง หากน้ำเสียงมีความลำพองใจอยู่ว่า
“ทุกคนออกเงินนิดหน่อย ห้าแสนตำลึงพอมี”
หวังทงหรี่ตามอง เงียบไปครู่หนึ่งจึงค่อยๆ กล่าวช้าๆ ว่า
“ร้านประกันภัยเกรงว่าคงไม่ได้ แต่มีการค้าอันหนึ่งที่เราอาจทำร่วมกันได้”
