Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 479

ตอนที่ 479 ฟ้าสางเรื่องจบ รู้ได้อย่างไร

“นายท่าน ข้าน้อยยอมสละเส้นทางโจรสวามิภักดิ์ทางการ ขอทำคุณไถ่โทษ ขอใต้เท้าไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!!”

หวังทงประกาศสุดท้ายจบ ชายร่างเตี้ยกำยำที่ร่วงจากหลังม้าก็ตะเกียกตะกายเงยหน้าขึ้นตะโกนเสียงแหบพร่า ทหารที่จับตัวกดไว้มองเห็นหวังทงพยักหน้าก็รีบคุมตัวคนผู้นั้นมาตรงหน้า

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าคืออู๋ต้า ขุนนางด้านนอกเก่งกล้าสามารถ ทุกคนหากลงมือก็เท่ากับเอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่าๆ ทำให้ครอบครัวสูญสิ้น ออกมาเถอะ!!”

“ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด บนร่างกายห้ามมีที่ปกปิดอันใดเด็ดขาด!!”

กองกำลังหู่เวยมีคนตะโกนดัง เพราะกองกำลังหู่เวยมีคนน้อย เพื่อที่จะลดความเสี่ยงให้มากที่สุด ก็ได้แต่ให้คนเหล่านี้ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด ตัวเปล่าเปลือยจะซ่อนอาวุธอันใดก็ย่อมไม่อาจทำได้

ทว่าวาจาอู๋ต้าได้ผลยิ่ง เสียงด้านในมีการเคลื่อนไหวระลอกหนึ่ง มีคนตะโกนด่าทอจากด้านใน แต่ก็ทยอยกันวางอาวุธเดินออกมา แต่ละคนต่างก็ออกมาเปล่าเปลือย

“เจ้าคืออู๋ต้า?เจ้าไม่ใช่ว่ามีน้องชายหรือ?”

หวังทงเอียงหน้าไปถาม อู๋ต้าแขนขาสั้นไปหมดทุกส่วน แต่ก็แข็งแรงกำยำมาก ปากราวกับคางคก ตาเล็กราวเม็ดข้าวรี น่าเกลียดอย่างมาก มิน่าจึงได้เกิดเรื่องเช่นต่งช่วงสี่ได้ อู๋ต้าไม่กล้าแข็งกร้าวใส่ ได้แต่เสียงอ่อยๆ กล่าวว่า

“ที่ถูกท่านขุนนางเกี่ยวลงจากหลังม้าผู้นั้นไง!!”

คิดไม่ถึงว่าคนขี่ม้าคนที่สามก็คืออู๋เอ้อร์ พี่น้องสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อู๋ต้ารูปร่างเตี้ยล่ำ แต่อู๋เอ้อร์กลับสูงใหญ่กำยำ ตอนนี้ถูกจับมัดท่าทางตระหนกอยู่อีกทาง ที่หัวไหล่ยังมีผ้าพันแผลง่ายๆ พันอยู่ ตอนนี้มีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด

ยามนี้เอง ถานปิงกวาดตามองก่อนจะหันไปกล่าวกับฮั่นซือว่า

“คิดไม่ถึงว่า ทวนขวานพัดเจ้าจะใช้การเช่นนี้ได้!!”

คนที่สามที่ขี่มาหนีออกมา ถูกฮั่นซือไล่ตามทัน ใช้หัวทวนขวานพัดเกี่ยวเอาไหล่อู๋เอ้อร์เอาไว้ เหมือนกับเบ็ดตกปลาที่เกี่ยวลากคนร่วงลงมา

“พวกเราที่นั่นใช้ทวนขวานพัดแบบนี้รับมือทหารม้า ทหารม้าสวมเกราะบุกเข้าจู่โจม ก็จะเกี่ยวให้ร่วง จากนั้นก็ใช้ขวานหรือปลายแหลมที่ทวนฟันแทงให้ตาย”

ฮั่นซืออธิบายด้วยภาษาที่ไม่แข็งแรงนัก การล่าสังหารนี้จบลงอย่างรวดเร็ว ฟ้ายังคงมืดอยู่มาก แต่ด้านนอกเสียงฆ้องดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ในหมู่บ้านรวมตัวกันป้องกันภัย มีโจรบุกยามวิกาลสังหารผู้คน ก็จะร่วมตัวกันป้องกันตนเอง หวังทงกำลังฟังถานปิงคุยกับฮั่นซืออยู่อย่างตั้งใจ ยามนี้ก็ได้ยินเสียงเตือนภัยดังขึ้น จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า

“ส่งคนสวมชุดมังฉาเวหา นำเอกสารทางการไปแจ้งให้ชาวบ้านวางใจ อย่าได้พอจับโจรเสร็จ จะถูกคนข้างนอกขวางทางเอาได้”

ทหารรับคำสั่งรีบออกไป หวังทงหันไปยิ้มกล่าวกับลี่เทาว่า

“เดาว่าหมู่บ้านนี้ มีแต่โรงบ้านของตระกูลไก้นี้ไม่กี่สิบโรงที่มีพวกมีฝีมืออยู่ คนอื่นๆ น่าจะไม่มีกำลังเท่าไร”

ลี่เทาเพิ่งจะยิ้มพยักหน้าก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากทางประตูด้านหน้า ยังมีเสียงร้องโหยหวน เชลยที่จับได้ในตระกูลไก้ พวกพี่น้องตระกูลอู๋อยู่ที่นี่ ทางนั้นเป็นพวกตระกูลไก้ ทางนั้นร้องเอะอะ หรือว่าเกิดเรื่องอันใด

“หู่โถวยังดูแลอยู่ทางนั้น!!”

ซุนซิงร้องตกใจ เสียงเอะอะดังแว่วมา กอปรกับเสียงฆ้องดังด้านนอก ทำให้ทุกคนรู้สึกร้อนใจ แม้แต่พี่น้องตระกูลอู๋ที่ยอมมอบตัวแล้วก็ยังมีท่าทางลุกลน

หวังทงหรี่ตามองกลุ่มคนข้างๆ ที่เริ่มไม่ยอมนิ่ง กล่าวเสียงดังกังวานว่า

“พวกที่ยอมมอบตัวให้กุมหัวนั่งยองลง อย่าได้เสียงดังโวยวาย ถานกง ถานปิง ฮั่นซือนำกำลังตามข้าออกไปดู”

คำสั่งง่ายๆ ทหารทุกคนรับคำพร้อมเพรียง เดิมพวกเชลยที่ถอดเสื้อผ้าออกกันหมดแล้วก็พากันทำตามคำสั่ง แต่ด้านนอกวุ่นวายเช่นนี้ ก็มีคนคิดว่าสถานการณ์นี้บางทีตนอาจยังมีทางรอด ไม่ต้องยอมมอบตัวแต่โดยดีแล้ว

มีคนสองคนที่นั่งลงยองแต่ก็ช้ามาก มีคนหนึ่งเตรียมตะโกนดัง ยังไม่ทันได้ออกเสียง หวังทงก็คว้าทวนสั้นข้างกายปาเข้าใส่

ไม่มีอันใดขวางกั้น ทวนสั้นปักทะลุร่างคนผู้นั้นทันที แม้แต่เสียงร้องโหยหวนก็ยังไม่ทันส่งเสียงสักแอะเดียวก็สิ้นใจลงตรงนั้นเสียแล้ว อีกคนที่นั่งลงช้ากว่ารีบหมอบลงทันที หวังทงสั่งเสียงเยียบเย็นว่า

“หากยังเคลื่อนไหวพลการ สังหารได้เลย ข้าไปดูข้างหน้าก่อน!!”

เมื่อครู่พริบตาเดียว เชลยเหล่านี้ก็ไม่กล้าขยับอีกแม้แต่น้อย ทุกคนหน้าซีดราวกับคนตายนั่งยองลงอย่างสงบเสงี่ยมโดยดี

หวังทงนำกำลังสิบกว่าคนรีบรุดไปด้านหน้า เสียงเคลื่อนไหวสงบลง หญิงนางหนึ่งนั่งหันหลัง มีเสียงสะอื้นดังออกมาเป็นระยะ ชายที่ร่างเปล่าเปลือยพวกนั้น ด้านหน้ามีศพ 10 กว่าศพ เลือดไหลนอง

หลี่หู่โถวชี้ไปทางพวกนั้นสบถด่าว่า

“เจ้าพวกบัดซบ คิดว่าอาศัยคนเยอะแล้วจะแย่งอาวุธข้าได้งั้นหรือ ไม่ดูเอาเลยว่าพวกเจ้ามีแต่ก้นเปล่าๆ ข้าถืออาวุธอยู่ สังหารพวกเจ้าก็ราวกับสังหารสุกรสุนัข เอาพวกเจ้ามารวมที่นี่นับเป็นความเมตตาใต้เท้าแล้ว พวกเจ้าคิดว่าไม่กล้าสังหารพวกเจ้างั้นหรือ?”

หลี่หู่โถวสั่งสอนเป็นชุด ทางนั้นผู้ใดจะกล้าโต้กลับ หวังทงเดินเข้ามาใกล้ หลี่หู่โถวกระชับทวนยาวชี้ไปตามสัญชาตญาณ พอเห็นว่าเป็นหวังทงก็ผ่อนลง บ่นเสียงดังไปว่า

“พี่หวัง เมื่อครู่พวกด้านนอกเคาะเสียงดัง เจ้าพวกบัดซบนี้มีคนตะโกนดัง บอกว่าพวกเขาไม่กล้าลงมือสังหาร ทุกคนแย่งอาวุธจะหนีกัน ข้าเลยสังหารไปทีเดียวเจ็ด พวกนี้จึงได้สงบเสงี่ยมขึ้นบ้าง”

หวังทงยิ้มก้าวเข้าไปกล่าวว่า

“ใช้เชือกมัดพวกเขาไว้ ตอนนี้ระวังด้านนอก พวกด้านนอกอาจก่อความวุ่นวายได้!!”

“ไม่กลัว ได้ยินต่งช่วงสี่ว่าโจรเก่งกล้า วางอำนาจอะไรพวกนั้น ปรากฎก็แค่พวกหมูหมากาไก่พวกนี้ กเฬวกรากสิ้นดี พวกคนเช่นนี้ก็แค่นี้ ข้างนอกนั่นจะสักเท่าไรกันเชียว!!”

หลี่หู่โถวกล่าวอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม หวังทงยิ้มตบไหล่ไปสองสามทีกล่าวว่า

“ระวังไว้ก่อนเป็นดี รอให้ข้างนอกส่งคนเข้ามา เจ้าบอกชื่อเสียงเรียงนามไป บอกว่าเป็นองครักษ์เสื้อแพรจากเทียนจินมาปราบโจรร้าย จำได้ไหม?”

หลี่หู่โถวพยักหน้า หวังทงนำคนกลับไป เชือกหรือเศษผ้าอันใดที่เอาไว้มัดได้ก็หาออกมามัดไว้หมด บรรดาทหารคุมตัวไว้ พวกเชลยก็เริ่มถูกมัดติดกัน กำแพงตระกูลไก้ทั้งสี่ด้านมีคนตะโกนดังออกไปด้านนอก

“องครักษ์เสื้อแพรปฏิบัติหน้าที่ คนไม่เกี่ยวข้องอย่าได้เข้าใกล้ เข้ามาสังหารให้สิ้น!!”

หมู่บ้านเยี่ยนโถว ปกติก็มีขุนนางระดับ 8-9 ประจำ นับว่าเป็นขุนนางใหญ่ไม่น้อยแล้ว ตอนนี้พอได้ยินว่าองครักษ์เสื้อแพร แม้ว่าจะแยกแยะจริงเท็จไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวส่งเดช

และที่พวกที่โดนจัดการก็แค่ตระกูลไก้ ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่ได้เกิดเรื่องด้วย หมู่บ้านเยี่ยนโถวร่ำรวยไม่เบา ตระกูลไก้ไม่ใช่แห่งเดียวที่มีเงินที่สุด หากโจรบุกเข้ามาจริง ย่อมไม่แตะต้องเพียงตระกูลนี้แห่งเดียว

จะว่าไป ไก้เถี่ยถ่าได้ชื่อว่านักบุญก็จริง แต่คนหมู่บ้านเยี่ยนโถวเองก็พอรู้ว่าลับหลังไก้เถี่ยถ่าทำอันใดบ้าง

ในเมื่อพวกที่เข้ามาจัดการบอกว่าเป็นทางการ และยังอยู่แค่ในตระกูลไก้ เช่นนี้ก็อย่ายุ่งชั่วคราวดีกว่า มืดๆ เช่นนี้ อาวุธไร้ตา อย่างไรก็รอให้พระอาทิตย์ขึ้นก่อนค่อยว่ากันก็ไม่สาย

************

“ได้ยินต่งช่วงสี่ว่ามา ยังคิดว่าอู๋ต้า อู๋เอ้อร์ สองคนนี้เป็นพวกสามเศียรหกกรที่ไหนในซานตงนี่ เป็นพวกผู้กล้ายิ่งใหญ่อันใดเสียอีก คิดไม่ถึงว่าว่าเมื่อคืนพอเข้าปฏิบัติการกลับพบว่าเป็นเพียงกระสอบหญ้าเหยาะแหยะเท่านั้น!!”

“ชุดเกราะสามสิบชุดที่ตีออกมาใหม่ก็เอามาด้วย พวกต่างชาติก็เอาปืนมาด้วย คิดไม่ถึงว่าจะประหยัดแรงเพียงนี้ได้ หากมาบุกค่ายเรา ไหนเลยจะง่ายเพียงนี้?”

“วาจาไม่เป็นมงคล อย่าได้กล่าวเหลวไหล ทว่าเมื่อคืนหากเป็นพวกเรา ประตูใหญ่ย่อมไม่เปิดง่ายเพียงนั้นหรอก แม้ว่าถูกตีแตก พลธนู พลปืนเราก็ควรจะออกมายิงพร้อม หากเข้ามาในลานด้านในก็ย่อมมีผู้พร้อมออกต่อสู้ พี่น้องตระกูลอู๋ร่วมร้อย มีม้าแค่สามตัว ม้าที่เหลือเลี้ยงไว้ในคอกม้าด้านนอก ช่าง……”

เวลาฟ้าใกล้จะสาง พวกเชลยถูกจับมัดไว้หมดแล้ว พวกทหารก็เริ่มผลัดเวรกันพักผ่อน หวังทงกลับอยู่ในห้องครัวตระกูลไก้กำลังหยิบขนมเปี๊ยะเย็นๆ สองสามก้อนออกมาย่างไฟให้ร้อนกิน

จะว่าเหนื่อยก็ไม่เท่าไร เพียงแต่รออยู่ที่แอ่งน้ำนั่นลำบากสักหน่อย บุกตอนกลางคืน แม้จะได้ออกแรงยืดเส้นยืดสายบ้าง แต่ก็ไม่ได้สู้กันจริงจังสักเท่าไร

ทหารหลับไปแล้ว เด็กหนุ่มอยู่เป็นเพื่อนหวังทงจนฟ้าสาง พวกเขารู้สึกฮึกเหิมมาก วิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด ถานกงที่กำลังเอนตัวหลับตาพักอยู่ได้ยินที่พวกเขาคุยกัน ก็เอ่ยแทรกขึ้นมากลางปล้องว่า

“พวกข่าวลือในเมืองเชื่อถือไม่ได้มีมาก พวกนักเลงหัวไม้ก็ชอบตั้งฉายาให้ตนเองดูน่ากลัว พวกไม่รู้จริงก็พากันหวาดกลัว พวกเขาไม่ได้รับการฝึกแบบทหารมา ไม่ได้ผ่านการสังหารในสนามรบมา แม้แต่อาวุธดีๆ ก็ไม่เคยมี จะมีความสามารถเก่งกล้าอันใดกัน ทหารจับโจรขอเพียงตั้งใจ ก็ย่อมจับได้ไม่พลาด ซานตงทำไมจับไม่ได้ ข้าว่าไม่คิดจับมากกว่า!!”

หวังทงยิ้ม แม้ว่าไม่ใช่กองกำลังยอดเยี่ยมของตนมาเอง เป็นทหารที่จี่หนานส่งมาปราบ ไก้เถี่ยถ่ากับพี่น้องตระกูลอู๋ก็ย่อมไม่อาจต้านทานได้ หากทางการสามารถเรียกกำลังพลในพื้นที่มาได้ พวกนักเลงโตพวกนี้จะไปเก่งกล้าอันใดกัน

***********

หลังฟ้าสางได้ราวหนึ่งชั่วยาม พวกทหารในหมู่บ้านเยี่ยนโถวยังไม่ทันได้เคลื่อนไหวอันใด ก็มีเจ้าหน้าที่สามนายขี่ม้าเข้ามา

ในนั้นสองคนสวมชุดมัจฉาเวหา สวมหมวกบนศีรษะพร้อมดาบปักวสันต์ เป็นการแต่งกายแบบองครักษ์เสื้อแพร ชาวหมู่บ้านเยี่ยนโถวไม่รู้จัก แต่เจ้าหน้าที่อีกนายในชุดสีดำหมวกเหลี่ยมเป็นเจ้าหน้าที่ทางการที่มักมาที่นี่ คนผู้นี้ทุกคนคุ้นเคยดี จึงรีบเข้ามารอรับ

“เมื่อคืนนี้ นายกองพันต่งแห่งสำนักองครักษ์เสื้อแพรเราได้นำกำลังมาปราบรังโจร พวกเจ้าเห็นแล้วใช่ไหม?”

วาจาแรกก็ถามเช่นนี้ ยังเป็นเจ้าหน้าที่ผู้นั้นถามเอง มีวาจาเช่นนี้ สถานะของพวกที่อยู่ในตระกูลไก้ก็ย่อมชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว

องครักษ์เสื้อแพรสองนายก็รีบไปยังตระกูลไก้ รายงานชื่อตนเองออกมา ทหารกองกำลังหู่เวยจึงปล่อยตัวเข้าไป ต่งช่วงสี่ที่อยู่กับพวกทหารเฝ้าม้าตรงแอ่งน้ำนอกหมู่บ้านมาตั้งแต่ต้น ตอนนี้จึงได้ส่งคนมาตามตัวไป

ในเมื่อทางการปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่ก็ย่อมมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ทหารในพื้นที่เข้าไปหาเสื้อผ้าให้เชลยใส่ก่อนจะนำตัวไปกักขังเฝ้าไว้

ต่งช่วงสี่หน้ำตาแม้ว่าถูกยุงกัดหลายแห่ง แต่ก็ไม่สนใจอันใด เขาได้เห็นพี่น้องตระกูลอู๋ถูกมัดด้วยตาตนเองแล้ว ปากก็อ้าค้าง รีบวิ่งตะกุยตะกายมาหาหวังทงถามว่า

“ใต้เท้าหวังรู้ได้อย่างไรว่าพี่น้องตระกูลอู๋อยู่ที่นี่กัน!!?”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!