ตอนที่ 514 ใช้ประโยชน์ไล่ล่าศัตรู เห็นในสิ่งตรงกัน
พวกมองโกลที่เดิมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมได้ยินน่าจี๋เท่อกล่าวเช่นนี้ ก็ไม่ได้เชื่อเหมือนก่อน องค์ชายเถิงจูแห่งเผ่าเคอเอ่อชิ่นหันมาเอ่ยว่า
“ใต้เท้าน่าจี๋เท่อ นักรบเราไม่ควรมาสูญเสียเช่นนี้ ของพวกนี้ไม่เอาก็ได้ พวกเขาอย่างไรก็ต้องกลับไป ไม่มีอันตรายอื่นใด!”
กองกำลังหู่เวยตั้งรับแน่นหนามาก รวมตัวอยู่ด้วยกัน กองกำลังมองโกลรอบทิศกระจัดกระจายไปหมด แต่ก็ไปไม่ไกลนัก วิ่งออกไปก็รวมตัวกันกลับมาอย่างเร็ว
อย่างรวดเร็ว พวกมองโกลก็มาล้อมรอบในรัศมียิงของปืนไฟอีกครั้ง ทุกคนมองมา เห็นเพียงกองกำลังหู่เวยยังคงนิ่งอยู่ในแถว ยังคงเรียงตัวกันเป็นระเบียบดังเดิมนอกค่ายรถ
เมื่อครู่ที่ทหารบาดเจ็บถูกนำกลับเข้ามาในค่ายรถ หวังทงเองก็เริ่มหวั่นในใจ แต่ที่คนนอกมองมาก ย่อมเห็นแต่ความกล้าหาญองอาจ ไม่หวั่นไหวแต่อย่างใด
ซูเหอชายสูงวัยมองโกลที่เมื่อครู่คิดหนี ชี้ไปทางกองกำลังหู่เวยที่ตั้งค่ายปืนใหญ่เสร็จ กล่าวอย่างระมัดระวังว่า
“องค์ชายเถิงจู ใต้เท้าน่าจี๋เท่อ ปืนใหญ่สุนัขหมิงร้ายกาจมากจริงๆ นักรบเราต้องเว้นระยะห่างหลายร้อยก้าวจึงตั้งขบวนจู่โจมได้ หลายร้อยก้าวเช่นนี้ ไม่อาจบังคับทัพให้ไม่กระจัดกระจายได้ ยังต้องรักษากำลังม้าให้ดี เป็นเรื่องยากมากจริงๆ !”
สีหน้าทุกคนมองอย่างเคร่งเครียด ไม่มีเสียงตอบรับ เห็นได้ว่าซูเหอกล่าวได้ถูกต้อง การจู่โจมด้วยม้าต้องอาศัยกำลังรุนแรงปะทะ ต้องระยะวิ่งสั้นปรับทัพ จากนั้นก็วิ่งเข้าใส่ทันที แต่ตอนนี้ระยะหลายร้อยก้าว กำลังม้าไม่พอไม่ว่า ทัพกระจัดกระจายยากรักษาขบวนให้พร้อมจึงสำคัญกว่า
ทหารม้ากระจัดกระจายรอบนอกประจันหน้ากับทหารราบทวนยาวที่เรียงแถวหน้ากระดาน ไม่มีอะไรได้เปรียบ พอจัดแถวเสร็จก็สามารถเห็นความสูญเสียก่อนหน้าได้ชัดเจน ราวพันกว่าคนที่บุกจู่โจมและล้อมโจมตีถูกสังหารสิ้น หากทหารบาดเจ็บของกองกำลังหู่เวยเมื่อครู่ถูกพากลับเข้าค่ายรถไปได้ในช่วงกำลังชุลมุนเมื่อครู่ เห็นท่าแล้ว เหมือนว่าทหารหมิงสูญเสียไม่มาก ตนเองกลับสูญเสียใหญ่อย่างน่าเศร้า
ทหารม้าคนหนึ่งก็เหมือนกับเงินในมือหนึ่งส่วน สูญเสียหนักเช่นนี้ กระทบต่อเงินทองในมือตนเช่นนี้นับว่ามากเกินไป และตอนนี้ทุกคนถอยกลับ เห็นปืนใหญ่กองกำลังหู่เวยบรรจุดินปืนกันอย่างเต็มกำลัง ทหารปืนใหญ่เริ่มจัดแถว เห็นได้ว่าอีกสักพักหากบุกเข้าไป ก็ยังต้องบาดเจ็บล้มตายหนักอีก จะทำไปเพื่ออันใดกัน
น่าจี๋เท่อมองสีหน้าคนรอบๆ ลังเลครู่หนี่ง ก่อนจะหยิบแส้ชี้ไปที่กองกำลังหู่เวยด้านหน้ากล่าวว่า
“แรกเริ่มข้าบอกว่าหากต้องสูญเสียมาก เช่นนั้นก็ไม่รบ 11,000 ทหารม้ากับ 4,000 ทหารราบ สูญเสียไป 1,000 กว่าไม่นับว่ามา หากทุ่มลงไปอีกสักพัน ก็สามารถทำลายกำลังสุนัขหมิงนี่ได้ ทำลายสุนัขหมิงให้กระจุย ถึงตอนนั้นรถใหญ่และอาวุธพร้อมเกราะนั่นก็เป็นของพวกเราแล้ว”
เขากล่าวเช่นนี้ แต่คนรอบข้างก็ยังนิ่งเงียบ น่าจี๋เท่อส่ายหน้า ชี้แส้ไปด้านหน้าแต่ละจุด กล่าวว่า
“ดูทหารหมิงสองกองนั่นมีช่องว่าง ที่นั่นเป็นพวกพลปืนขึ้นเสริมกำลัง สองกองระยะห่างไม่ถึงร้อยก้าว ขอเพียงไม่เสียดายการสูญเสียเสริมกำลังบุกเข้าไป พลปืนไฟย่อมรับมือทหารม้าบุกนับหมื่นไม่ไหว ถึงตอนนั้นแกนกลางเปิดช่อง สองกองนั่นก็คงไม่สนใจอันใดว่ามีปืนไฟคอยอารักขาหรือไม่ ถึงตอนนั้นไม่ว่าบุกเข้าไปหรือยิงเข้าใส่ ก็ล้วนจัดการได้ง่าย!”
น่าจี๋เท่ออย่างไรก็เป็นหัวหน้านักรบผู้กล้า เขาเป็นขุนพลของเผ่าอันต๋า พูดถึงการรบ หลายคนก็ย่อมยกให้เขานำ แต่สถานการณ์สูญเสียเช่นนี้อยู่ตรงหน้า ทุกคนก็เริ่มลังเล ยังมีหลายคนเผยสีหน้าสงสัยออกมา น่าจี๋เท่อกัดฟัน กล่าวต่อว่า
“มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้บอกทุกท่าน ทหารหมิงกลุ่มนี้กับกลุ่มอื่นนั้นไม่เหมือนกัน มีความพิเศษหนึ่ง”
พอได้ยิน ทุกคนก็หันมามองพร้อมกัน น่าจี๋เท่อกล่าวต่อว่า
“คนของข้า อาวุธและชุดเกราะ กินอยู่ก็ไม่ต่างกับเผ่าอันต๋า พวกเจ้ารู้ไหมว่าด้วยเหตุใด? เพราะทางใต้มีคนสนิทกับข้า พวกเขาทำการค้าบนทุ่งหญ้า ข้าให้การคุ้มครอง ตอนนี้แม้ว่าข้ามาที่นี่ แต่ก็ยังติดต่อกับคนทางใต้นั่นอยู่ ทางนั้นเปิดราคามา ขอเพียงสังหารแม่ทัพสุนัขหมิงกองนี้ได้ พวกเขาจะให้เสบียงอาหารและเกลือที่เพียงพอสำหรับคนนับหมื่นไปครึ่งปี พร้อมอาวุธต่างๆ วันหน้ายังมีอีกมากมาย พวกเราลงมือกันอีกสักรอบ รบสำเร็จ จบเรื่องแล้ว ทุกคนล้วนได้ส่วนแบ่ง!”
เสบียงอาหารและเกลือที่เพียงพอสำหรับคนนับหมื่นไปครึ่งปี พร้อมอาวุธต่างๆ การรับปากเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุ่งหญ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลง อำนาจมากเพียงนี้เป็นผู้ใดกัน องค์ชายเถิงจูแห่งเผ่าเคอเอ่อชิ่นสบตากับซูเหอ ก่อนองค์ชายจะพยักหน้า
น่าจี๋เท่อนำกองกำลังใหญ่เช่นนี้ หลังจากทรยศข่านอันต๋าก็นำกำลังทหารตนมารวมตัวกับทุกคน หากจะบอกว่ารบเพื่ออำนาจทุกคนย่อมไม่เชื่อ มีคนเสนอความช่วยเหลือมากมาย รับประโยชน์การค้าอยู่ตลอด นี่จึงเป็นคำตอบแท้จริง
สำหรับอำนาจเงินทองบนทุ่งหญ้าแล้ว หากได้ร่วมค้ากับพวกหมิงก็เท่ากับมีฐานอำนาจใหญ่ แต่ทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมของข่านอันต๋า เคอเอ่อชิ่นก็เป็นเผ่าใหญ่หลายหมื่นคน ได้แต่อยู่ตะวันออกทำการค้ากับพวกเผ่าหนี่ว์เจินและเผ่าอื่นๆ ทางเหนือ หากได้เส้นทางเงินทองนี้มา แม้เป็นเพียงการแบ่งกัน แต่ก็นับว่าไม่น้อย
องค์ชายเคอเอ่อชิ่นหันมาตอบรับทันทีว่า
“ในเมื่อทุกคนร่วมมือกันมาแล้ว และยังสูญเสียนักรบไปมากมายเช่นนี้ หากทิ้งกลับไปเช่นนี้ย่อมไม่มีหน้าจะอยู่บนทุ่งหญ้านี้ต่อไป ใต้เท้าน่าจี๋เท่อต้องการรบ เช่นนั้นก็ร่วมกันรบต่อ แก้แค้นให้นักรบเรา!”
วาจาแม้กล่าวเช่นนี้ แต่ครั้งนี้หากรวมกำลังกันมารบจากหลายกลุ่ม แต่ไม่ว่ากลุ่มใดหากต้องสูญเสียมาก ก็ล้วนสละไม่ลง หากรบจนหมดตัว ก็ได้แต่อาศัยคนอื่นมีชีวิตรอดต่อไป ผู้ใดอยากจะสูญเสียหนักเช่นนั้น ก็ได้แต่ร่วมกันรบ จึงจะพอทนรับได้
“ทุกหน่วยตั้งทัพบุก!”
*************
“ปืนไฟไม่พอเป็นภัยใหญ่ กลับไปครานี้จะต้องเพิ่มพลปืนไฟ!!”
การจัดทัพกองกำลังหู่เวยปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ทหารด้านหน้ำตายไปก็ถูกหามออกไป แถวตั้งรับเริ่มไม่แน่นหนาดังเดิม วิธีแก็ก็คือทหารที่อยู่ด้านออกไปเติมด้านนอก ยอมให้ด้านในมีช่องโหว่ ด้านนอกอย่างไรก็ต้องให้เต็มแถวไว้
เดิมนายทหารระดับหัวหน้าในกองกำลังหู่เวยต่างก็สงสัยในประสิทธิภาพของปืนไฟมาโดยตลอด แต่ผ่านการรบวันนี้ไป หากหวังทงแนะนำอันใดก็จะไม่มีความเห็นอันใดอีกต่อไป
หากว่าปืนไฟพอเพียง ทหารมองโกลเมื่อครู่ไม่อาจเข้าประชิดใกล้ได้แม้แต่น้อย กองกำลังเราก็ย่อมไม่สูญเสีย ทหารราบในชุดเกราะต่อสู้กับทหารม้า หากจัดแถวตั้งรับป้องกันดี ก็ไม่มีโอกาสจู่โจมแม้แต่น้อย หากเมื่อครู่ปืนไฟพอ ก็สามารถยิงต่อไม่หยุดได้
หลังจากสองหน่วยจัดแถวใหม่ ตอนนี้ทัพม้าศัตรูก็เริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง ทหารสองหน่วยตอนนี้หันไปทางศัตรูหมด
หวังทงโดดขึ้นม้าที่ทหารติดตามจูงมา วิ่งวนรอบๆ ช้าๆ สุดท้ายไปหยุดที่ที่ว่างระหว่างสองหน่วย มองที่ว่างแล้วก็ครุ่นคิด กล่าวว่า
“ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้ว……”
*************
กองกำลังมี่อวิ๋นยากลำบาก ขุนนางบุ๋นและขันทีในวังมากันบ่อย ทหารรักษาในกองนี้จึงไม่อาจหาเงินได้ง่ายนัก แต่ปีหนึ่งมีเบี้ยหวัดเสบียงมาถึงแปดครั้ง เทียบกับที่อื่นก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เดือนสิบเอ็ดและสิบสอง เพราะว่าใกล้ปีใหม่ จึงแจกเสบียงเบี้ยหวัดทีเดียวสองเดือน ทุกคนก็พอมีเงินกันบ้าง ลูกหลานที่ไปทำงานที่ซุ่นอี้และหวยโหรวก็นำเงินกลับมาบ้านกัน ทั้งปีที่ผ่านมายากที่จะมีเงินทองร่ำรวยกันเช่นนี้
มีเงินในมือ และยังใกล้ปีใหม่ แผ่นดินจีนหลายพันปีมามีธรรมเนียมว่า ฉลองปีใหม่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกคนต้องเตรียมตัวฉลองกันให้ยิ่งใหญ่
เดิมหวังทงนำกำลังออกนอกด่านกู่เป่ยโข่ว กองกำลังที่มี่อวิ๋นทุกคนก็รู้สึกน่ารำคาญ เกรงว่าคนพวกนี้จะมาใช้เสบียงทหารที่ตนเองก็มีไม่มากนี้ไปด้วย คิดจะหามาเพิ่มก็ต้องหลังปีใหม่โน่น แต่คิดไม่ถึงว่ากองกำลังหู่เวยกลับอู้ฟู่ไม่เบา ทุกอย่างก็จ่ายเงินและยังให้ราคาไม่ต่ำนัก
ที่ยากจะพบเห็นก็คือ ถึงกับมีขบวนพ่อค้าติดตามมาด้วย ขบวนพ่อค้านี้สำหรับกองกำลังมี่อวิ๋นที่ไม่มีอันใดให้ทำแล้วนับได้ว่าเป็นเรื่องที่แม้หวังก็ยังไม่กล้า พอมาถึง ทุกคนก็ย่อมซื้อหาสินค้า ดูท่าปีนี้สามารถฉลองปีใหม่ดีกว่าปีก่อนแล้ว
ทหารเทียนจินกลุ่มนั้นออกนอกด่านไปหนึ่งวัน วันรุ่งขึ้นพอฟ้ามืด ทหารม้าหลายร้อยก็กลับมา กลับมาก็กลับมา ลมทุ่งหญ้าหนาวบาดเนื้อเช่นนั้น ไม่ใช่คนปกติจะทนรับได้ ทหารร่ำรวยเช่นนี้จะทนได้อย่างไร
แต่กลับมาก็กลับมา ทหารราบกลับไม่ได้กลับมาด้วย แม้ว่าน่าแปลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของตน ไม่คิดเลยว่า วันที่ 25 เดือนสิบสอง มีคนที่หน่วยรักษาการแม่ทัพที่มี่อวิ๋นส่งข่าวมาว่า พวกทหารม้ากองกำลังหู่เวยล้อมโจมตีจวนใต้เท้าแม่ทัพใหญ่รักษาการกองกำลังมี่อวิ๋น
คนที่ได้ยินต่างก็งง นี่ไม่ใช่ทหารของราชสำนักเหมือนกันหรือ เหตุใดจึงต้องลงมือกันเอง แต่แม่ทัพเจ้าปกติก็ทำงานนับว่ามีหลักการอยู่ ไม่ได้หักเงินเบี้ยหวัดผู้ใดมากเกินไป อย่างไรก็ไปดูกันหน่อยก็แล้วกั
ข่าวมาถึง เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี ทุกคนอยู่ที่บ้าน ได้ยินข่าว ทหารทุกคนก็คว้าอาวุธไปรวมตัวกัน
พอถึงจวนแม่ทัพเจ้า กลับไม่เห็นการล้อมโจมตี แม่ทัพเจ้ารูปร่างค่อนข้างสมบูรณ์สวมชุดเกราะอยู่บนหลังม้า ด้านหลังมีกองกำลังทหารม้าจากเทียนจินหลายร้อย
แม่ทัพเจ้ามีทหารติดตามด้านหลังอีก 50 ต่างก็ยืนกระจัดกระจ่ายกันอยู่ในทัพม้านั่น แต่สีหน้าแม่ทัพเจ้าก็แลดูไม่ดีนัก คนด้านหลังสีหน้ำเย็นชา เห็นทุกคนมากันพร้อม แม่ทัพเจ้าก็หันไปมอง จากนั้นก็ตะเบ็งเสียงตะโกนดังว่า
“พี่น้องทุกคน ข้าได้ข่าวมาว่า พวกมองโกลกำลังจู่โจมทหารเราบนทุ่งหญ้า จะทำลายกองกำลังราชสำนัก พรุ่งนี้จะจู่โจมแล้ว”
เบื้องหน้าพากันซุบซิบวุ่นวาย แม่ทัพเจ้าหันไปมองด้านหลังแวบหนึ่งก่อนจะตะเบ็งเสียงตะโกนดังอีกว่า
“ล้วนเป็นทหารหมิงเรา ข้าจะนั่งเฉยไม่สนใจได้อย่างไร ข้าจะนำกำลังทหารม้าเราออกไปช่วยก่อน ไม่บังคับพี่น้องทุกคน หากใครขี่ม้าเป็นก็ไปกับข้า มีรางวัลก้อนโต!”
ทหารม้าสองสามร้อยกองกำลังมี่อวิ๋นย่อมหาได้ แต่ปีใหญ่เช่นนี้ ผู้ใดอยากออกไปรนหาที่ตายบนทุ่งหญา ยังไปรบเพื่อทหารที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกัน กำลังวิพากษ์วิจารณ์หารือกันนั้น ก็ได้ยินเสียงนายทหารม้าจากกองกำลังราชสำนักตะโกนดังว่า
“ผู้ใดที่ตามไป จะได้10 ตำลึง ให้ 5 ตำลึงก่อน เสร็จงานจะจ่ายให้เต็ม!”
10 ตำลึง นี่มันเบี้ยหวัดหนึ่งปีเลยทีเดียว ยังได้เงินสดอีกด้วย! เบื้องหน้าเงียบกริบ ตามมาด้วยเสียงเฮโลดัง!
