ตอนที่ 689 มีลูกน้องฝีมือดีมาเพิ่มอีก
ได้ยินหวังทงกล่าวเช่นนี้ หยางซือเฉินก็อึ้งไป ตามมาด้วยการหัวเราะดัง หัวเราะไปส่ายหน้าไปกล่าวว่า
“ข้าน้อยช่างเลอะเลือนๆ !”
ตามความคิดคนทั่วไป ยากที่จะคิดว่าฝ่ายหวังทงจะไม่มีพรรคพวก อย่างไรก็อายุเพียงแค่ 20 และคนที่ใส่ใจในเรื่องนี้ก็คือมหาอำมาตย์ปัจจุบัน ช่างเป็นเรื่องน่ำตกใจเสียจริง
คิดให้ดีก็ไม่มีอันใดผิด ขุนนางส่วนนอกไม่ร่วมกับขุนนางส่วนใน ฮ่องเต้กับขุนนางส่วนในได้รับประโยชน์ยิ่งมาก โดยเฉพาะผู้แทนนอกวังอย่างหวังทง ที่ยังเป็นคนที่มีกำลังที่สุดอีกด้วย
หวังทงไม่ธรรมดา ตอนนี้เขามีคนอยู่ทุกหน่วยงาน สายบู๊ในเมืองหลวงแต่ละแห่งยังต้องให้ความร่วมมือ ยังได้รับความไว้พระทัยจากฮ่องเต้ว่านลี่และขันทีในวัง เห็นได้ว่ารวมตัวตั้งเป็นพรรคพวกด้วยตนเองแล้ว
หยางซือเฉินทำงานกับหวังทงมาเกือบสี่ปี คนที่การข่าวไวก็ค่อยๆ รู้ว่านี่เป็นคนสนิทหวังทง คนเช่นนี้ไปเยี่ยมเยือน คิดหวังจะกลับเข้าไปเป็นพวกเซินซือหัง จะให้เซินสือหังคิดเช่นไร ให้คนอื่นคิดเช่นไร
หากรับไว้ ย่อมทำให้คนอื่นคิดไปเองว่าเซินสือหังกับหวังทงพวกเดียวกัน การรวมพวกเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ทรงอยากเห็น
หวังทงตอนนี้กุมอำนาจองครักษ์เสื้อแพร หากเป็นพวกเดียวกับเซินสือหัง ก็เหมือนกับหลิวโส่วโหย่วและจางจวีเจิ้งในตอนนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ยากวางใจ แม้แต่ในวังก็คิดเช่นนี้ นอกวังขอเพียงไม่ใช่คนเซินสือหัง เกรงว่าคงได้ยื่นฎีกาโจมตีกระหน่ำกันไป ภาพภายนอกบรรดาขุนนางใหญ่หกกรมกองสมดุลอำนาจกันก็ต้องแตกคอกันออกมาสู้กัน เช่นนี้จะให้เซินสือหังรับไว้ได้อย่างไร
อาจทำให้ฮ่องเต้และในวังเริ่มระแวง อาจทำให้ภายนอกดูเงียบสงบเกิดคลื่นใต้น้ำ เซินสือหังผู้มักทำการรอบคอบย่อมไม่อาจรับหยางซือเฉินไว้
จะว่าไป วันนั้นที่หยางซือเฉินถูกจางซื่อเหวยหลอกใช้ และพาแม่นางดีดพิณในจวนเซินไปด้วยนางหนึ่ง ความสัมพันธ์เช่นนี้ย่อมไม่อาจมีสายสัมพันธ์เก่าก่อนแล้ว
ไปเจอตอกับทางนั้น มีหน้ากลับมาอีกหรือไม่ หยางซือเฉินเองก็ลำบากใจ หากหวังทงใจกว้างเช่นนี้ทำให้เขาขจัดปมในใจไปได้ คนฉลาดเช่นนี้ สมองย่อมกระจ่าง หลายเรื่องย่อมคิดได้เข้าใจเอง หนึ่งก็รู้สึกว่าตนเองเลอะเลือน สองกลับรู้สึกซาบซึ้งในความใจกว้างของหวังทง
“พอแล้ว ไม่ต้องขอบคุณแล้ว ไปหาถานเจียง จัดการหาที่พักให้ครอบครัวเจ้าในละแวกนี้ ตอนนี้เจ้าก็ไปล้างหน้าล้างตาก จัดการธุระให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาปฏิบัติหน้าที่ นายกองไช่ไม่อยู่ เจ้ายังออกไปรอนแรมอยู่ภายนอก ตอนนี้ข้าปวดหัวมาก”
เห็นหยางซือเฉินอยากจะกล่าวขอบคุณต่อ หวังทงรีบโบกมือให้ออกไป บอกว่าไม่ต้องเกรงใจ หยางซือเฉินรู้สึกเบาไปทั้งตัว รีบคำนับออกไปทันที
หวังทงนั่งอยู่ในห้องสักครู่ แต่ก็ไม่อาจสงบจิตใจลงได้ จึงเดินออกไปยังลานด้านหลังที่เป็นสนามฝึก มาอยู่ที่นี่นานเข้า ความทรงจำกระจัดกระจายในความรู้สึกเมื่อก่อนก็เริ่มเบาบางลง แต่ที่หยางซือเฉินประสบมาในช่วงนี้กับท่าทีเมื่อครู่ ทำให้หวังทงหวนระลึกถึงลานฝึกเมื่อวันวาน
ตอนนั้นยังอยู่ในวงแคบ ไม่ได้มองวงกว้างนัก และตำแหน่งไม่ได้สูงเช่นนี้ คิดถึงสิ่งที่ได้มาและเสียไปในตอนนั้น ก็รู้สึกบอกไม่ถูก ตอนที่ได้คุยกับหยางซือเฉินเมื่อครู่ ทำให้หวังทงอยู่ ๆ นึกขึ้นมาได้ว่า ตนเองก็มีความสามารถพอที่จะตั้งพรรคพวกได้ ตนเองสามารถให้ความคุ้มครองผู้อื่นได้เหมือนกัน อำนาจวาสนาน่าจะมาถึงมือแล้ว ลำดับถัดไปก็คือจะรักษาไว้ให้ยาวนานได้อย่างไร แต่เหมือนความรับผิดชอบก็ยิ่งมากขึ้นด้วย
พอมาถึงสนามฝึก ทหาร 50 คนบนสนามแบ่งออกเป็นสองแถว ถานเจียงยืนอยู่ข้างหนึ่ง มองสองคนกำลังต่อสู้กัน พอเห็นหวังทงมา ก็รีบก้าวเข้ามา ทหารอารักขาก็ยืนตรงนิ่ง นี่เป็นธรรมเนียม
ทหารหวังทงล้วนจำได้ แต่วันนี้มีคนหนึ่งกลับลืม คนผู้นี้มองดูแล้วก็อายุราว 14-15 ปี ในมือถือดาบยาว
ที่อื่นฝึกกันก็กลัวจะทำร้ายกันเอง ล้วนใช้อาวุธทำจากไม้ประลองกัน แต่ก็มีปัญหา อาวุธไม้อย่างไรก็ไร้น้ำหนัก พอใช้ชิน มาใช้ดาบใช้ทวนจริงก็จะแปลกๆ
แต่พวกหวังทงไม่เหมือนกัน มีทั้งเงินทองและโรงช่าง อาวุธใช้ฝึกก็ทำจากเหล็ก เพียงแต่ไม่มีคม และด้านนอกยังหุ้มด้วยแผ่นหนังและนวม น้ำหนักเหมือนอาวุธจริง แต่ไม่อาจทำร้ายผู้ใด แต่เพราะน้ำหนักได้ การฟกช้ำดำเขียวจึงไม่อาจเลี่ยงได้ หากนวดยาก็บรรเทำได้
คนถือดาบทรงยาวสูงกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่บ้าง และก็เป็นลักษณะเด่นของทหารอารักขาหวังทง เด็กชายอายุ 14-15 ก็ล้วนสูงใกล้เคียงผู้ใหญ่ทั่วไป อันนี้ก็แน่นอน ล้วนเป็นลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์ หรือไม่ก็มาจากตระกูลดี ครอบครัวไม่ขาดแคลนอันใด เด็กฝึกยุทธ์ย่อมได้กินอาหารเพียงพอ สารอาหารครบ รูปร่างจึงสูง
เด็กชายตัวผอมในมือถือไม้พลองเหล็กสู้อยู่กับเด็กชายถือดาบทรงยาว หัวไม้พลองหุ้มด้วยนวมไว้ เป็นดังทวนท่อนยาวไม่น้อย
“เหตุใดไม่สวมเกราะกัน?”
หวังทงกระซิบถาม ทหารใช้อาวุธฝึกล้วนต้องสวมเกราะไม้ไผ่ นี่เป็นวิธีการปฏิบัติตามแบบที่ฝึกมาจากลานฝึกหู่เวยแต่ทหารหวังทงกลับเห็นว่าไม่จำเป็น วันหน้าก็ต้องออกสังหารกลางสนามรบอยู่ดี หรือว่าเจ็บแค่นี้ทนไม่ไหว ดังนั้นจึงไม่ใส่กัน
แต่พอหวังทงถาม ถานเจียงก็ได้แต่ยิ้มตอบว่า
“ให้พวกเขาได้สู้กันจริงๆ สักสองสามครั้ง ไม่เช่นนั้นทุกคนจะไม่สนิทกัน”
คนถือไม้พลองนั้นหวังทงจำได้ เป็นน้องชายของหลี่เป้าที่ตายในวังตอนเกิดเรื่อง ชื่อว่า หลี่เปียว แม้เป็นทหารอารักขาหวังทง แต่ก็มีสถานะนายกองร้อย อายุยังน้อย จึงให้มาฝึกกับหวังทงก่อน อีกคนไม่รู้จัก
“ใครสู้กับหลี่เปียว?”
“บุตรชายซาต้าเฉิง ซาตงหนิง มาถึงเมื่อวาน ยังไม่ได้พาไปแนะนำนายท่าน”
โจรสลัดซาต้าเฉิงเปิดร้านเดินเรือที่เทียนจินแล้ว ก็ส่งลูกชายมาไว้กับหวังทงตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า ซาต้าเฉิงอยู่เทียนจินก็รู้ข่าวไม่น้อย รู้ว่าส่งลูกชายไม่ใช่เพื่อไปลำบาก หากไม่แน่เป็นการสร้างอนาคตให้ลูกชายก็ได้
สองคนถามตอบกันสองสามประโยคก็มองออกไปยังสนามฝึก หลี่เปียวแม้ว่าเป็นทหารแรงน้อย แต่ก็ฝึกยุทธ์มาแต่เด็ก ฝึกมานาน ท่าทางเคลื่อนไหวก็พอได้อยู่ เน้นการตั้งรับ เขาแหย่ไม้พลองเหล็กไปด้านหน้าเบาๆ หยั่งเชิง เพื่อบีบให้อีกฝ่ายถอยหนี
การเคลื่อนไหวหลบหลีกของซาตงหนิงตั้งแต่ต้นเพียงแค่ขยับไปมา สองมือกำดาบยาวแน่น หาโอกาสเข้าประชิด สองฝ่ายจ้องกัน แต่หวังทงกลับมองออก ซาตงหนิงได้เปรียบกว่า วิธีการแบบซาตงหนิงเขาเคยเห็น ตอนนั้นที่กู้เหล่าหู่นำโจรสลัดขึ้นฝั่ง ในบรรดาคนเหล่านั้นก็มีท่าทางเช่นนี้อยู่
“ซาตงหนิงใช้วิชาแบบพวกประเทศวัวหรือ?”
“นายท่านสายตาแหลมคม ซาตงหนิงเติบโตในประเทศวัว เมื่อวานตอนสอบพื้นฐาน พบว่าน่าจะเรียนทั้งศิลปะการต่อสู้แบบโจรสลัดทั่วไปกับโจรสลัดวัวโค่วมาหมด และอย่าเห็นว่าอายุน้อย ซาตงหนิงเคยสังหารศัตรูมาแล้ว ว่ากันว่าเคยอยู่เมืองผิงฮู่ ประเทศวัวนำกำลังร้อยกว่าสังหารโจรสลัดในพื้นที่ 300 กว่า……”
“หลี่เปียวไม่ใช่คู่ต่อสู้!”
หวังทงเพิ่งวิเคราะห์ออกไป บรรยากาศสนามต่อสู้ก็เปลี่ยนไป ซาตงหนิงก้าวเท้าเข้าไป หลี่เปียวคิดว่าเป็นโอกาส ยกไม้พลองขึ้นแทงเข้าเต็มแรง
หวังทงกับถานเจียงส่ายหน้าพร้อมกัน ซาตงหนิงก้าวหลอก อีกฝ่ายแทงไม้พลองมา เขาก็เอี้ยวตัวหลบไปด้านหน้า ‘ดาบยาว’ มือตวัดใส่หลี่เปียว หลี่เปียวสีหน้าแหยดูไม่ได้ ถานเจียงตะโกนขึ้นว่า
“ซาตงหนิง ชนะ หลี่เปียวแพ้ แยกกันไปเข้าแถวได้!”
ซาตงหนิงผู้นี้ทีท่าสุขุมหาได้ยาก พอชนะก็มิได้หลุดแสดงอาการดีใจ กลับเข้าไปกล่าวกับหลี่เปียวท่าทางสุภาพสองสามคำ การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่เป็นการล่วงเกินกันเอง ได้ยินถานเจียงสั่ง ทุกคนรับคำพร้อมเพรียง แยกกันไปเข้าแถว ถานเจียงส่ายหน้ากล่าวว่า
“หากเป็นดาบจริง หลี่เปียวคงถูกฟันขาดไปแล้ว เจ้าเด็กนี่ คงมีแต่ต้าหู่กับเอ้อร์หู่ และก็เป้าเอ้อร์เสี่ยวที่ชนะได้กระมัง นายท่านเคยเอ่ยถึงหานกังผู้นั้นก็คงพอได้ คนอื่นคงยาก ซาตงหนิงผู้นี้ฝึกได้เช่นนี้ หากอยู่บนเรือที่แคบๆ ความสามารถเขานั้นเหมาะสมใช้งานพอดี”
หวังทงพยักหน้ากล่าวว่า
“ให้ฝึกตามระเบียบทหารใหม่ก่อน หากไม่ไหว ก็คงต้องฝึกสู้เดี่ยวแล้ว”
ถานเจียงยิ้มพยักหน้า หวังทงเมื่อก่อนขาดคน คนที่ใช้งานได้ก็เอามาใช้หมด ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม ย่อมต้องเลือกให้ดี
เห็นการฝึกต่อสู้บนสนามแล้ว ในใจหวังทงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ตอนกลับไปห้องหนังสือ หยางซือเฉินกำลังจัดเรียงเอกสารคัดแยกให้เป็นระเบียบ หวังทงส่ายหน้ายิ้ม ตอนนี้ก็เหมือนเมื่อก่อน เอกสารของเขากองเยอะมาก ต้องการคนรู้หนังสือที่ไว้ใจได้มาจัดการ
“ใต้เท้า โรงต่อเรือเทียนจินมีข่าวมา ปีนี้ เดือนเจ็ด จะมีเรือสองลำลงน้ำได้ หนึ่งลำในนี้ใหญ่กว่าเรือกวางบินหนึ่งส่วน”
หวังทงให้ความสำคัญกับการข่าวจากโรงต่อเรือมาก หยางซือเฉินย่อมเข้าใจดี ดังนั้นจึงกล่าวถึงเรื่องนี้ก่อน หวังทงยิ้มพยักหน้า รู้สึกดีใจ สามารถต่อเรือที่ใหญ่กว่าเรือกวางบินหนึ่งส่วน แสดงให้เห็นว่าการต่อเรือเทียนจินนั้นพัฒนาขึ้นแล้ว
กำลังคุยเรื่องนี้อยู่ ด้านนอกก็มีคนมารายงานว่า นายกองธงเล็กโหววั่นไฉองครักษ์เสื้อแพรมีเรื่องรายงาน หวังทงรู้ว่าโหววั่นไฉทำงานให้นายกองร้อยโหว จึงให้เขาเข้ามา
อาการบาดเจ็บจากการโบยของโหววั่นไฉดีขึ้นมากแล้ว เดินก็ดูปกติดีแล้ว ตอนเข้ามาคำนับเสร็จ ก็รายงานอย่างนอบน้อมว่า
“ใต้เท้ามีคนยื่นฎีกาชีจี้กวงแห่งเมืองจี้โจวโกงเบี้ยหวัดทหาร ฎีกาส่งไปกรมฎีกาแล้ว”
