Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 1000

I Shall Seal The Heaven Chapter 1000

ตอนที่ 1000

อาณาจักรเต๋าคนที่สองของตระกูลฟาง

ในเวลาเดียวกันนั้น ขณะที่คนทั้งหมดกำลังตกตะลึงต่อการปรากฏกายขึ้นของนักรบศิลา มันก็เงยหน้าขึ้นและมองไปยังเมิ่งฮ่าว เห็นได้ชัดว่ามันรับรู้ได้ถึงเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของเมิ่งฮ่าว มันยกกระบี่เล่มใหญ่นั้นขึ้นมา และเริ่มสังหารจนเปิดเป็นเส้นทางเข้าไปสู่คฤหาสน์โบราณตระกูลฟาง

ในตอนนี้กลุ่มผู้ทรยศของตระกูล ต่างก็สั่นสะท้านอยู่ภายในใจโดยสิ้นเชิง และรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่พุ่งขึ้นมาในจิตใจ กลิ่นอายอันน่ากลัวของผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋า สามารถที่จะสังหารใครก็ตามที่อยู่ในอาณาจักรโบราณได้อย่างง่ายดาย

โดยที่ไม่อาจจะต่อสู้กับนักรบศิลาได้ ผู้ทรยศแทบจะถูกบดขยี้ไปในทันที

สำหรับผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลังแล้ว แค่ลำพังเพียงคนเดียว ก็สามารถจะบดขยี้กลอุบายและแผนการใดๆ ทั้งหมดลงไปได้!

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่นักรบศิลาพุ่งเข้าไปโจมตี กลุ่มคนที่จงรักภักดีของตระกูลฟางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นเป็นอย่างยิ่ง และผู้ทรยศก็ไร้ทางเลือกนอกจากต้องหลบหนีจากการโจมตีนั้น หนังศีรษะพวกมันด้านชา ในตอนนี้การต่อสู้ได้บรรลุถึงจุดเปลี่ยนแล้ว

สำนักและตระกูลต่างๆ แห่งขุนเขาทะเลที่เก้ารู้สึกประหลาดใจขึ้นเช่นเดียวกัน และมีอยู่หลายคนที่เริ่มได้ข้อสรุปแล้วว่า นักรบศิลานั้นต้องเป็นไพ่ไม้ตายของตระกูลฟางอย่างแน่นอน

ในตอนที่นักรบศิลาเริ่มทำการสังหารจนเป็นทางยาวตรงไปยังคฤหาสน์โบราณนั้น จู่ๆ จี้ซิ่วฟางก็เริ่มหัวเราะหึๆ ออกมา และจากนั้นก็แอบถอนหายใจขึ้น ถึงแม้ว่าตระกูลฟางจะจมอยู่ในกระแสธารโลหิต แต่พวกมันก็ยังคงทำให้นางรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก นางไม่อาจจะบอกได้ว่าสิ่งที่ฟางโส่วเต้ากำลังคิดอยู่คืออะไร และเฝ้าระวังต่อไพ่ไม้ตายอันลึกลับของตระกูลฟางอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม เมื่อตระกูลฟางได้แสดงไพ่ไม้ตายออกมาแล้วในตอนนี้ จี้ซิ่วฟางก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นเป็นอย่างยิ่ง นางหัวเราะหึๆ ออกมา ส่งเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ออกไปซึ่งทันใดนั้น…ก็ทำให้สีหน้าของสามผู้ถูกเลือกที่อยู่ด้านนอกของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวต้องเปลี่ยนไป

แทบจะในเวลาเดียวกับที่สีหน้าพวกมันเปลี่ยนไป รอยแตกก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของพวกมัน ในชั่วพริบตารอยแตกแหล่านั้นก็ลากยาวลงมาถึงคาง และจากนั้นก็พุ่งผ่านหน้าอกของพวกมันไป

ราวกับว่ามีใบมีดอันคมกริบได้กรีดเฉือนพวกมันออกเป็นสองส่วน! โลหิตพ่นกระจายออกมาขณะที่…สามผู้ฝึกตนแปลกหน้าจู่ๆ ก็เดินออกมาจากข้างในร่างกายพวกมัน!

เมื่อพวกมันโผล่ออกมา ก็มีขนาดไม่เกินเด็กทารก แต่ก็เริ่มสูงใหญ่มากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีขนาดเท่าปกติธรรมดา และในที่สุดก็เห็นได้ว่าพวกมันคือสามชายชรา!

ในทันทีที่พวกมันปรากฏตัวออกมา พลังของพวกมันก็พุ่งขึ้นไป และกลิ่นอายแห่งความตายอันเข้มข้นก็พุ่งออกมาจากร่างพวกมัน ราวกับว่าเปลวไฟแห่งชีวิตของพวกมันกำลังลุกไหม้เหลืออยู่ไม่มากแล้ว เห็นได้ชัดว่าในชีวิตอันยาวนานของพวกมัน ได้เตรียมพร้อมที่จะตกตายไปมาหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม กลิ่นอายที่พวกมันกระจายออกมา ก็บ่งบอกให้รู้ว่าพวกมันมีความแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวสั่นสะท้าน และทุกสรรพสิ่งก็มืดสลัวลงไป เพราะว่าบุคคลเหล่านี้…กระจายกลิ่นอายของผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋าออกมา!

ตูมมมมมมม!

ขณะที่พวกมันก้าวเท้าออกไป ผู้ถูกเลือกเช่นฝานตงเอ๋อร์และคนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองไปด้วยความตกตะลึง จิตใจพวกมันเต้นรัวอย่างรุนแรง ขณะที่มองเห็นสิ่งทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้

สามชายชรายิ้มอย่างเย็นชาออกมา และเห็นได้ชัดว่าดวงตาพวกมันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง พวกมันดูคล้ายกับเป็นสามเซียนศักดิ์สิทธิ์ แข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้สวรรค์ต้องสั่นสะเทือน ระลอกคลื่นอันไร้ขอบเขตกระจายออกไปในหมู่ดาว และทุกสิ่งทุกอย่างก็สั่นสะท้าน ขณะที่พวกมันพุ่งตรงไปยังดาวตงเซิ่ง

ความรวดเร็วของพวกมันยากที่จะอธิบายออกมาได้ ดูเหมือนกับเป็นคนวิกลจริต ที่สามารถจะทำลายล้างทุกสรรพสิ่งลงไปได้ ราวกับว่าพวกมันปรารถนาที่จะปลดปล่อยความมืดมิดทั้งปวง ที่ได้สะสมมาตลอดทั้งชีวิตของพวกมันไป

ไม่ว่าสิ่งที่ตามมาหลังจากที่ตายไปแล้วจะน่ากลัวเช่นไร แต่พวกมันก็ยังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเรืองรอง!

สำนักและตระกูลทั้งหมดในขุนเขาทะเลที่เก้า มองไปยังสามชายชราด้วยความตกตะลึง และรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบอย่างน่ากลัวพุ่งขึ้นมาในจิตใจ

“ตระกูลจี้ทำเช่นนี้ได้อย่างไร, หือ…?”

“สามผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋า ลูกหลานของพวกมัน…คือสำนักทั้งหมดที่ยอมจำนนต่อตระกูลจี้มานานแล้ว!”

“ตระกูลจี้…ได้เตรียมล้มล้างตระกูลฟางมานานกี่ปีแล้ว?!”

สูงขึ้นไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ฟางโส่วเต้ามองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ และสีหน้าแปลกๆ ก็มองเห็นได้จากใบหน้าของมันซึ่งไม่มีใครจะสามารถตีความออกมาได้ เมื่อจี้ซิ่วฟางมองเห็นสีหน้านั้น นางก็ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองกำลังเต้นรัวขึ้นมาในทันที

“เจ้าไม่วิตกกังวล?” นางถามขึ้น

“ทำไมข้าต้องวิตกกังวลด้วย?” ฟางโส่วเต้ากล่าวตอบ ยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็โบกสะบัดมือ ปลดปล่อยความสามารถศักดิ์สิทธิ์ออกมา ขณะที่มันทำการต่อสู้กับจี้ซิ่วฟางต่อไป

“หรือว่ารูปปั้นนั้นไม่ใช่ไพ่ไม้ตายของมัน?” นางครุ่นคิดด้วยความรู้สึกที่สั่นสะท้าน “ฟางโส่วเต้าไปมีความเชื่อมั่นมาจากไหนกัน?! ทำไมมันถึงได้ใจเย็นนัก!?!?” รังสีสังหารสาดประกายขึ้นมาในดวงตาหงส์ของจี้ซิ่วฟาง “ไม่เป็นไร ข้าค่อยกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากที่ตระกูลฟางถูกทำลายลงไปแล้ว!”

เสียงระเบิดดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่ผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋าตกลงไปบนดาวตงเซิ่ง เต็มไปด้วยการทำลายล้างอันบ้าคลั่งและกลิ่นอายอันน่าตกใจ ท้องฟ้ามืดสลัวลงไป พื้นดินสั่นสะเทือน และแม่น้ำก็ไหลเวียนย้อนกลับ

บนพื้นดิน สามชายชราคล้ายกับเป็นดาวตก ที่กระจายบรรยากาศของความบ้าคลั่งออกมา พวกมันพุ่งตรงไปยังคฤหาสน์โบราณตระกูลฟาง ส่งแรงกดดันอันแข็งแกร่งพุ่งออกไปที่เบื้องหน้า พื้นดินสั่นสะเทือน อาคารบ้านเรือนมากมายพังทลายลงไป ทำให้ฝุ่นละอองไม่กล้าที่จะพุ่งขึ้นไปในอากาศ แต่กลับตกลงไปบนพื้นดินแทน

กลุ่มคนทั้งหมดของตระกูลฟางมองมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป หลายคนไม่อาจจะทนรับกับแรงกดดันเช่นนั้นได้ และกระอักโลหิตออกมากองโต

สามชายชราพุ่งตรงไปยังนักรบศิลา และสมาชิกที่จงรักภักดีของตระกูลฟางคล้ายกับเป็นดาวตก กลุ่มผู้ทรยศเบิกบานใจขึ้นมาในทันที และเสียงระเบิดก็ดังก้องออกไป ขณะที่คฤหาสน์โบราณเกิดการสังหารขึ้นมาอีกครั้ง

นักรบศิลามองขึ้นไป โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยนิด มันพุ่งขึ้นไปทุ่มพลังออกมาจนสุดตัว เพื่อไปขัดขวางการตกลงมาของสามชายชรา!

ทุกสิ่งทุกอย่างมืดสลัวลงไป ท้องฟ้าสั่นสะเทือน และสายลมอันรุนแรงก็พุ่งขึ้นมา

จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้านขณะที่มองเห็นนักรบศิลาบินขึ้นไปต่อสู้ เขามองเห็นท่าทางที่บ้าคลั่งและดุร้ายของสามชายชรา พวกมันแทบจะดูไม่คล้ายกับเป็นผู้ฝึกตน แต่เหมือนกับสัตว์ป่าที่ต้องการจะทำลายล้างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไปมากกว่า

ราวกับว่าพวกมันกำลังสงสัยต่อสวรรค์และปฐพีทั้งหมดนี้

“ทำไมพวกเราถึงต้องตายไป ในขณะที่คนอื่นๆ ยังมีชีวิตอยู่!? เมื่อพวกเราต้องตายไป ยิ่งสามารถนำผู้คนไปร่วมกลบฝังด้วยมากเท่าใด ก็จะยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นเท่านั้น!”

“ผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋า…” เมิ่งฮ่าวคิด ทันใดนั้นก็เข้าใจถึงเหตุผลที่ทำไมผู้แข็งแกร่งเสมือนเต๋าถึงถูกเรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่…นั่นก็เนื่องมาจากความหวาดกลัว เป็นเพราะว่า…ผู้คนที่อยู่ในอาณาจักรนี้ต่างก็บ้าคลั่งกันทั้งหมด

เพราะว่าพวกมันกำลังจะตายไป ดังนั้นพวกมันจึงไม่มีความหวาดกลัว ความมืดมิดทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมาในจิตใจของพวกมัน สามารถระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ พวกมันแต่ละคนสามารถจะกวาดล้างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไปได้

สามชายชราหัวเราะเป็นเสียงเย็นชาออกมา และเมื่อพวกมันพูดขึ้น เสียงแหบแห้งของพวกมันก็เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและบ้าคลั่งอย่างน่าเหลือเชื่อ

“รูปปั้นอันกระจ้อยร่อย! ไสหัวไป!”

“วันนี้ข้าจะใช้โลหิตล้างที่แห่งนี้! ไม่มีผู้ฝึกตนของตระกูลฟางแม้แต่คนเดียวที่จะมีชีวิตรอดจากไปได้! พวกเจ้าต้องตายไปทั้งหมด!”

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีตระกูลฟางอยู่ในขุนเขาทะเลที่เก้าอีกต่อไป! จะมีแต่ตระกูลใหม่เท่านั้น!”

เสียงระเบิดได้ยินมาขณะที่นักรบศิลากระแทกเข้าไปยังสามชายชรา ซึ่งได้ร่วมมือกันโจมตีมา พวกมันปลดปล่อยความสามารถศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างเต็มกำลัง ดวงตะวัน, จันทรา และท้องฟ้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาที่ด้านบน กลายเป็นลำแสงทำลายล้างบดขยี้ลงไปยังนักรบศิลา

เกิดเป็นเสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังก้องขึ้น ขณะที่นักรบศิลากวัดแกว่งกระบี่เล่มใหญ่นั้น ใช้พลังทั้งหมดต่อสู้กลับไปยังสามชายชรา แต่ก็ถูกบังคับให้ต้องถอยไปทางด้านหลังครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อเนื่อง เสียงแตกร้าวได้ยินออกมาจากภายในร่างมัน และร่างกายก็ปกคลุมเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว แต่ความเร็วของสามชายชราที่พุ่งเข้ามาก็ลดลงไปเป็นอย่างมาก

“นักรบศิลา!!” เมิ่งฮ่าวแผดร้องออกมา ดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำ จิตใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อได้เห็นรอยแตกร้าวบนร่างของนักรบศิลาที่บิดาบุญธรรมได้ตกทอดมาให้ คล้ายกับว่าภายในร่างกายเขาเกิดเป็นรอยฉีกขาดอยู่มากมาย แต่โชคร้ายที่นักรบศิลาไม่อาจจะต่อสู้กลับไปได้ด้วยพลังของมันเอง ยิ่งไปกว่านั้นพื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวก็ไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ในการต่อสู้เพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้ได้

กลุ่มคนตระกูลฟางต่างก็ตกอยู่ในความสิ้นหวัง บางคนก็ส่งเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมา และทำการระเบิดตัวเองเพื่อปกป้องตระกูล บางคนก็ยืนสั่นสะท้านอยู่ที่นั่นโดยที่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรดี

ลักษณะท่าทางแทบทุกชนิดได้ปรากฏขึ้นมา จากกลุ่มคนของตระกูลฟางอยู่ในช่วงเวลานี้

แต่ทันใดนั้นเอง เสียงแค่นอย่างเย็นชาก็ได้ยินขึ้น ดังก้องออกมาจากด้านนอกของคฤหาสน์โบราณ จาก…แผนกเต๋าแห่งการปรุงยา ต่อมากลิ่นอายอันน่าเหลือเชื่อก็ระเบิดออกมาจากอาณาเขตนั้นเช่นเดียวกัน ตามมาด้วยกลุ่มเมฆของแมลงอันแน่นหนา

พวกมันกลายเป็นลำแสงอันเจิดจ้าซึ่งสร้างขึ้นมาจาก…เซียนเขาเดียว!

ในท่ามกลางเซียนเขาเดียวทั้งหมดนั้นเป็นคนผู้หนึ่ง เป็นคนที่เมื่อเมิ่งฮ่าวมองเห็นก็ต้องอ้าปากค้างขึ้น

นั่นคือ…ผู้เฒ่าโอสถฟางตานอวิ๋น!

พื้นฐานฝึกตนของท่านระเบิดเป็นพลังที่คล้ายคลึงกับปรมาจารย์รุ่นหก ที่อยู่ตรงชั้นใต้ดินของตระกูลฟาง เป็นระลอกคลื่นพลังของตะเกียงวิญญาณที่ดับไปแล้วอย่างน้อยก็สิบดวงขึ้นไป ในตอนแรกดูเหมือนว่าจะไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้ผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋าต้องสั่นสะท้าน แต่ขณะที่พลังเหล่านั้นลอยออกมา เซียนเขาเดียวก็เริ่มระเบิดขึ้น พวกมันกลายเป็นลำแสงเจาะเข้าไปในร่างของฟางตานอวิ๋นอย่างบ้าคลั่ง ทำให้พื้นฐานฝึกตนของท่านพุ่งขึ้นไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่าตกใจยิ่ง

ในชั่วพริบตา ฟางตานอวิ๋นก็เริ่ม…กระจายกลิ่นอายแห่งผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋าออกมา!!

นี่ไม่ใช่การยืมพลังเพื่อที่จะใช้เพิ่มพื้นฐานฝึกตนของตัวเอง แต่นี่คือ…การปลดผนึกออก! เซียนเขาเดียวนับไม่ถ้วนจริงๆ แล้วก็คือส่วนหนึ่งของพื้นฐานฝึกตนของท่าน และตอนนี้พวกมันก็กลับเข้าไปในร่างของท่านแล้ว!

ฟางตานอวิ๋นได้บรรลุถึงขั้นสูงสุดอาณาจักรโบราณมาเมื่อหลายปีก่อนโน้น แต่โชคร้ายที่ท่านไม่อาจจะผ่านเข้าไปในอาณาจักรเต๋าได้ และจริงๆ แล้วก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋า แต่ท่านก็ไม่ได้คลุ้มคลั่ง และในที่สุดก็สามารถจะกระจายพลังที่สร้างขึ้นมาอยู่ภายในร่างออกไปได้ ท่านได้หลอมรวมพลังเข้าไปในร่างของเซียนเขาเดียว ทำให้พื้นฐานฝึกตนตกลงไป เนื่องจากเช่นนั้น ท่านจึงสามารถจะรักษาพลังชีวิตของตนเอง และป้องกันไม่ให้มันกระจัดกระจายออกไปได้!

หลังจากนั้น ท่านก็ได้อุทิศตัวเองให้กับเต๋าแห่งการปรุงยา ด้วยความหวังที่ว่าจะสามารถกลั่นสกัดเม็ดยาบางอย่าง ที่ช่วยให้ท่านสามารถค้นหาเต๋าแบบใหม่ แทนที่จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เสมือนเต๋าไป!

ตอนนี้เมื่อสามชายชราเสมือนเต๋าโจมตีมา ฟางตานอวิ๋นก็เลือกที่จะระเบิดพลังนั้นออกมาเพื่อปกป้องตระกูล ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะเร่งให้ท่านต้องตายไปเร็วขึ้น แต่ท่านก็ยังคงตัดสินใจที่จะทำเช่นนี้

ลำแสงอันเจิดจ้าพุ่งฝ่าอากาศมาร่วมกับนักรบโบราณ เพื่อต่อสู้กันอย่างดุร้ายกับสามผู้แข็งแกร่งเสมือนเต๋า

การปรากฏตัวขึ้นของฟางตานอวิ๋น ทำให้สามชายชราต้องจ้องมองไปด้วยความตกตะลึง แต่พวกมันก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนักกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ พวกมันโบกสะบัดมือ ทำให้เสียงระเบิดดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่คนทั้งสี่และหนึ่งรูปปั้น ทำการต่อสู้กันไปมาอยู่ในท้องฟ้า

เวลาเดียวกันนั้น…

ในตอนนี้เองที่ทันใดนั้น กลิ่นอายอันน่าตกใจอย่างน่าเหลือเชื่อได้ปะทุออกมาจาก…สำนักเย่าเซียน! (เซียนโอสถ)

บนดาวตงเซิ่ง ยังมีอีกหนี่งกองกำลังที่ไม่เคยเป็นปรปักษ์กับตระกูลฟางมาก่อน และนั่นก็คือ…สำนักเย่าเซียน!

จากตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา ปรมาจารย์ของสำนักเย่าเซียนได้ตัดขาดจากตระกูลฟาง และไปก่อตั้งสำนักของตนเองขึ้นมา และในที่สุดก็กลายมาเป็นสำนักเย่าเซียน อันที่จริงพวกมันยังสามารถปรุงยาได้สำเร็จโดยการใช้สูตรยาของตระกูลฟาง ซึ่งแม้แต่ตระกูลฟางก็ยังไม่อาจจะปรุงได้อีกด้วย

จริงๆ แล้วก็ยังมีข่าวลืออีกมากมายที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งดาวตงเซิ่ง ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตที่ผ่านมาของตระกูลฟางและสำนักเย่าเซียน

ในทันทีที่กลิ่นอายนั้นระเบิดออกมา ก็กระจายเต็มไปทั่วดาวตงเซิ่ง สะกดข่มผู้ฝึกตนทั้งหมดไป กลิ่นอายนี้…ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรโบราณ, ไม่ใช่อาณาจักรเสมือนเต๋า แต่เป็น…อาณาจักรเต๋า!!

ด้วยการตอบรับการปะทุขึ้นมาของกลิ่นอายนี้ สีหน้าของสามผู้แข็งแกร่งเสมือนเต๋าสลดลงไปในทันที แต่กลับกันฟางตานอวิ๋นดูเหมือนว่าจะไม่รู้สึกประหลาดใจเท่าใดนัก และยังคงต่อสู้ต่อไป

กลุ่มคนที่จงรักภักดีของตระกูลฟางทั้งหมด รู้สึกว่าโลหิตของพวกมันกำลังเดือดพล่านขึ้นด้วยความตื่นเต้นในทันที

แต่ตรงกันข้าม จิตใจของกลุ่มคนที่ทรยศของตระกูลเริ่มสั่นสะท้าน การเปลี่ยนแปลงอันน่าตกใจนี้ทำให้สถานการณ์ของพวกมันต้องสั่นสะเทือนขึ้นโดยสิ้นเชิง

เห็นได้ชัดว่า อาวุธลับทั้งหมดของพวกมันได้ถูกทำลายลงไปแล้ว!!

“ตระกูลจี้ การต่อสู้นี้จบลงแล้ว!” เสียงเก่าแก่โบราณเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น ดังก้องออกมาจากภายในสำนักเย่าเซียน ทำให้ทุกสรรพสิ่งต้องสั่นสะเทือนคล้ายกับเป็นเสียงฟ้าผ่า นี่คือปรมาจารย์ที่ตัดขาดจากตระกูลไปเมื่อหลายปีก่อนโน้น ทันใดนั้น บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีสีหน้าที่สงบนิ่งเยือกเย็น ก็ปรากฏตัวขึ้นในทันที ขณะที่ท่านก้าวเท้าออกมา กลุ่มคนผู้ทรยศทั้งหมดของตระกูลก็กระอักโลหิตออกมา และลอยละลิ่วปลิวไปทางด้านหลังในทันที

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: