I Shall Seal The Heaven Chapter 181

0 Comments

ตอนที่ 181

ยอดขุนพลพบกับอัจฉริยะ

เฉินฟ่านมาถึงในเวลาเดียวกับที่คำพูดของมันดังขึ้น ร่อนลงตรงหน้าเมิ่งฮ่าว จ้องขึ้นไปยังบุรุษแซ่หลี่อย่างเย็นชา

ใบหน้าบุรุษแซ่หลี่เริ่มค่อนข้างน่าเกลียดขึ้น มันจ้องมายังเฉินฟ่าน และดวงตาของมันก็ดูเหมือนจะจดจำมีดบินสีดำนั่นไว้โดยเฉพาะ

“เจ้าคิดว่าจะสามารถปกป้องมันได้ตลอดไป?” มันพูดพร้อมแค่นเสียงเย็นชาออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ขณะที่มันมองไปยังเมิ่งฮ่าว “มันไร้ค่ายิ่งกว่าขยะ ถ้ามันยังคงหลบซ่อนอยู่ด้านหลังคนอื่นเช่นนี้ ดูเหมือนว่าขั้นกลางพื้นฐานลมปราณจะเป็นจุดสิ้นสุดของมัน!”

“ตราบเท่าที่ข้ายังอยู่ที่นี่ ข้าก็จะไม่ยอมให้ท่านแตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผมของศิษย์น้องข้า!” เฉินฟ่านพูด ด้วยเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่นเพียงพอที่จะตอกตะปูและเฉือนเหล็กกล้า

คนแซ่หลี่จ้องอย่างเกลียดชังมายังเมิ่งฮ่าว การดูถูกเหยียดหยามของมันเข้มข้นมากขึ้น “ถ้าไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ของเจ้า ข้าก็จะสังหารเจ้าด้วยการโบกมือเพียงแค่ครั้งเดียว มาดูกันว่าเจ้าจะหลบซ่อนตัวไปได้อีกนานเท่าไหร่!” มันหันหลัง โบกสะบัดแขนเสื้อ และหายลับตาไป

เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ ขณะที่มองมันจากไป เขาได้อ่านสีหน้าของมัน แน่นอนว่า ไม่อาจทำอะไรได้ การสังหารมันช่างง่ายดายนัก แต่สองครั้งแล้วในตอนนี้ เฉินฟ่านได้ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ทำให้ยากที่จะต่อสู้กับมันได้

เฉินฟ่านมองกลับมายังเมิ่งฮ่าว ซึ่งกำลังยิ้มอย่างเต็มฝืนอยู่

เฉินฟ่าน แน่นอนว่า ได้ตีความสีหน้าของเมิ่งฮ่าวผิดไป “ไม่ต้องกังวล ศิษย์น้อง” มันพูดปลอบใจ “เจ้าหลี่นั่นไม่มีอะไร มีข้าอยู่ที่นี่ มันต้องไม่กล้ามาทำร้ายเจ้า” ด้วยสีหน้าท่าทางห่วงใยของมัน ทำให้เมิ่งฮ่าวไร้คำพูดจะกล่าว “โชคร้ายนัก ท่านอาจารย์ไปเข้าฌาณเพียงลำพังเมื่อเดือนก่อน และดูเหมือนจะไม่ออกมาภายในไม่กี่เดือนนี้ ข้าส่งข้อความไปถึงท่านแล้ว คิดว่า ท่านน่าจะได้รับมัน ทันทีที่ท่านออกมา”

“หลังจากที่เจ้าและข้ากลับมาจากตระกูลซ่ง เจ้าก็คงได้สังกัดสำนักกูตู๋เจี้ยนอย่างเป็นทางการ เมื่อนั้นคนแซ่หลี่คงไม่กล้าจะมารบกวนเจ้าอีก แต่ในระหว่างนี้ เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น แต่ยังไงข้าก็จะอยู่ข้างกายเจ้าที่นี่ ดังนั้นมันคงไม่มีเรื่องอันใด”

ความห่วงใยของเฉินฟ่าน ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกอบอุ่นอยู่ในจิตใจ “ขอบคุณมาก ศิษย์พี่” เขากล่าว ประสานมือ และโค้งตัวคารวะ

“มีอะไรต้องขอบคุณ? ไม่ต้องมากมารยาท! มา มา พวกเรามาสนทนากันใต้แสงเทียนตลอดทั้งคืนเถอะ” มันหัวเราะเสียงดัง ขณะที่ลากเมิ่งฮ่าวเข้าไปในบ้าน เมื่อถึงด้านใน มันก็ตบไปที่ถุงสมบัติ และหยิบเอาไหสุราออกมาสองไห

“ศิษย์พี่ของเจ้าไม่ค่อยมีสุรามากนัก แต่เมื่อข้าไปหาท่านอาจารย์ ข้าก็คว้าไหของสุรากระบี่นี้มาสองไห รสชาติของมันค่อนข้างดี ข้าคิดว่ามันคงเหมือนกับเมื่อหลายปีที่ผ่านมา” มันยื่นส่งไหใบหนึ่งให้เมิ่งฮ่าว จากนั้นก็เปิดฝาไหของมันเอง และดื่มไปคำใหญ่

เมิ่งฮ่าวรับไหสุรามา และดื่มลงไป ใบหน้าเขาทันใดนั้นก็เริ่มเป็นสีแดง และตลอดทั้งร่างก็รู้สึกร้อนขึ้นมา เหงื่อไหลออกมาเต็มไปหมด เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ปล่อยให้มันไหลออกมาอย่างช้าๆ

เขารู้สึกราวกับว่า ทั่วทั้งร่างเพิ่งจะถูกชำละล้างไป เหงื่อไหลออกมา เขายังคงสูดลมหายใจเข้าออกต่อไป ดวงตาดูเหมือนจะเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น มองไปยังเฉินฟ่าน

“นี่เป็นสุราอะไร?”

“ท่านอาจารย์หมักบ่มมันด้วยตัวเอง ฮิ ฮิ มา, ดื่ม สุรานี้จริงๆ แล้วก็ดีต่อผู้ฝึกตน โดยเฉพาะสำหรับขั้นพื้นฐานลมปราณ มันเทียบได้กับเม็ดยา!” มันยิ้ม และดื่มลงไปอีก “ข้าดื่มสุรานี้มาตลอดเวลา โอ, ศิษย์น้อง ข้าเห็นพลังฝึกตนของเจ้าอยู่ในขั้นกลางพื้นฐานลมปราณ อย่าลืมว่า พวกเราเหล่าผู้ฝึกตน กำลังสร้างภูเขาอยู่ เจ้าต้องสร้างรากฐานที่มั่นคงหนักแน่น” คำพูดของมันจริงจัง ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องวางไหสุราลง และนั่งฟังอย่างครุ่นคิด เขาพยักหน้าเห็นด้วยเป็นครั้งคราว “อย่าได้ละโมบรีบพุ่งผ่านเข้าไปในขั้นต่างๆ และไม่สนใจพื้นฐานของเจ้า”

“ยกตัวอย่างเช่น ข้าสามารถที่จะสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ และผ่านเข้าไปในขั้นกลางของพื้นฐานลมปราณได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่อนุญาต ท่านมักจะกล่าวว่า การสร้างเสาแห่งเต๋า ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้อยู่ในเรือ มันไม่สามารถยกเลิกได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือเป็นไปตามขั้นตอน และทำด้วยความระมัดระวัง การสร้างเสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ไม่ได้สำคัญเท่ากับ การกลั่นสกัดเสาแห่งเต๋าต้นที่สาม เมื่อไหร่ที่มันเต็มและสมบูรณ์ เสาแห่งเต๋าต้นที่สี่ก็จะสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างถูกต้องเอง”

“ยังมีอีกอย่าง” เฉินฟ่านกล่าว ด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นอย่างมาก “ตลอดช่วงของการฝึกฝน พวกเราต้องเผชิญกับข้อบาดหมางกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ แต่เจ้าก็ไม่อาจจะแก้ปัญหาทั้งหมดโดยการสังหารได้! เจ้าต้องเข้าใจว่า เจ้ากำลังพูดถึงวิชาเวท หรืออาวุธเวท พวกมันต่างก็เป็นหนทางในการปกป้องเต๋า! พวกมันเป็นการป้องกัน ไม่ใช่เต๋าโดยตัวของมันเอง!”

“อะไรคือเต๋า? พลังฝึกตนของข้ายังไม่สูงพอ ดังนั้น ข้าก็ไม่ควรแม้แต่จะไปพูดถึงมัน แต่ท่านอาจารย์ได้บอกข้าว่า ถึงแม้ท่านจะไม่ค่อยเข้าใจมันมากนัก แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่ควรจะลืมเลือน การสังหารและวิชาเวท ทั้งหมดต่างก็เป็นการป้องกัน!”

“อย่าปล่อยให้เต๋าของเจ้าจมอยู่ในการสังหาร เจ้าจำเป็นต้องรับฟังจิตใจ และปฏิบัติตามหลักการของเจ้า” เฉินฟ่านมองไปยังเมิ่งฮ่าว “เจ้ารู้หรือไม่, ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีรังสีสังหารอันเข้มข้นนัก”

ในขณะที่คำพูดดังออกมาจากปากของเฉินฟ่าน ก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากด้านในของถุงจักรวาลของเมิ่งฮ่าว

“ถูกต้อง! ถูกต้อง! ข้าบอกแล้วว่ารังสีสังหารของเจ้าเด็กผู้นี้รุนแรงมาก เจ้าพูดถูก เจ้ามีสัมผัสที่ดีมาก คำพูดของเจ้าถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง!” เสียงที่ดังขึ้นในทันใดนั้น ทำให้เฉินฟ่านตกตะลึง

ใบหน้าเมิ่งฮ่าวหมองคล้ำลง ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรออกมา ประกายแสงหลากสีก็แวบออกมาจากถุงจักรวาล และกลายเป็นนกแก้ว มันกระพือปีกขณะที่บินไปรอบๆ ห้อง

ผีโต้งนกแก้วก่อนหน้านี้อยู่ในหน้ากากสีโลหิต กำลังเทศน์อบรมปรมาจารย์ตระกูลหลี่อยู่ แต่ตอนนี้ มันบินไปรอบๆ ห้อง และจากนั้นก็เกาะไปบนไหล่ของเมิ่งฮ่าว

“นั่นคืออะไร…?” เฉินฟ่านถาม ยังคงอยู่ในอาการตกใจ

“ข้าเก็บมันมา และพบว่าไม่อาจโยนมันทิ้งไปได้…” เมิ่งฮ่าวตอบ ก่อนที่เขาจะพูดจบ ผีโต้งนกแก้วก็พูดแทรกเขาขึ้นมา

“เด็กน้อย, เจ้าพูดไม่ถูกต้อง” มันกล่าว มองไปยังเฉินฟ่านด้วยท่าทางขะมักเขม้น “รังสีสังหารของเมิ่งฮ่าวรุนแรงมาก มันไม่ถูกต้อง! ผิดศีลธรรม! มา มา, พวกเรามาคุยกัน ข้าคิดว่า ข้ากำลังชอบเจ้าแล้ว”

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และมองไปยังเฉินฟ่านด้วยความเห็นอกเห็นใจ เขาคาดเดาว่าเฉินฟ่านคงจะต้องทุกข์ทรมานในอีกไม่นานนี้เป็นแน่

“เจ้าคงเป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณของศิษย์น้องข้า” เฉินฟ่านกล่าว มองอย่างอยากรู้อยากเห็นไปยังนกแก้วที่อยู่บนไหล่ของเมิ่งฮ่าว “ยินดีที่ได้พบ ข้ายินดีที่จะได้พูดคุยกับเจ้า”

เมื่อได้เห็นแสงที่เปล่งประกายออกมาจากดวงตาของเฉินฟ่าน เมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจกับตัวเองออกมา เขาไม่อาจจะช่วยเหลือได้อย่างไรจริงๆ…แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่อาจฝืนทนถ้าไม่ทำอะไรบ้างเลย

“ศิษย์พี่, นกนี้…”

“ศิษย์น้อง, เจ้าพูดผิดแล้ว” เฉินฟ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่ไม่ใช่นก มันคือนกแก้ว และสามารถพูดได้! เจ้าสามารถเห็นจากดวงตาที่ชาญฉลาดของมัน มันเป็นวิญญาณ! จริงๆ แล้ว เจ้าต้องดูแลมันเป็นอย่างดี”

ผีโต้งดูเหมือนเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมา หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเฉินฟ่าน ดูเหมือนว่าในที่สุดมันก็ได้พบกับเครือญาติของมัน

“เจ้าพูดถูกต้องแล้ว เจ้ามีสัมผัสที่ดีมากเป็นอย่างยิ่ง ทำไมข้าถึงไม่เจอกับเจ้าก่อน? อ้ายยยย ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนั้น ตอนนี้ ทำไมพวกเราถึงไม่พูดเรื่องความหมายของชีวิต?”

“ความหมายของชีวิต? ตกลง!” เฉินฟ่านพูดด้วยความตื่นเต้น “ข้ามักต้องการจะพูดเกี่ยวกับความหมายของชีวิตอยู่เสมอมา แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ท่านอาจารย์ของข้ามักจะเข้าฌาณเพียงลำพังเป็นประจำ อันที่จริง พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้าก็เหมือนกัน เดิมทีข้าคิดว่าจะคุยเรื่องนี้กับศิษย์น้องในคืนนี้ แต่ถ้าเจ้าต้องการคุยด้วย ข้าก็ยินดี ทำให้มันมีความหมายมากยิ่งขึ้น”

“การพูดคุยเกี่ยวกับความหมายของชีวิต จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศด้วย ยกตัวอย่างเช่น…ทำไมพวกเราไม่พูดเกี่ยวกับอากาศเมื่อเช้านี้? มีเพียงคนที่ได้รับการศึกษามาอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะสามารถพูดคุยเกี่ยวกับลมฟ้าอากาศได้…”

“หือ? อากาศ? อืม…ตกลง ข้าคิดว่าอากาศเมื่อตอนเช้าช่างวิเศษยิ่ง แต่เจ้ารู้หรือไม่ ข้าคิดว่าจะมีประโยชน์มากกว่า ถ้าเรามาพูดถึงรังสีสังหารที่กระจายออกมาจากร่างของศิษย์น้องข้า”

“อี๋? ข้าเห็นด้วยกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เจ้าพูดถูก เจ้ามีสัมผัสที่ดีเยี่ยม ข้ามักจะพูดว่า ถ้าอากาศเลวร้าย มันก็จะมีอิทธิพลในทางลบกับอารมณ์ของเจ้า ข้าหมายถึง, ข้าหมายถึง, เจ้าเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่…?”

“อืม นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเรื่องเช่นนั้น” เฉินฟ่านกล่าว “แต่จริงๆ แล้ว มันก็สมหตุสมผลดี ข้าจำได้ว่า ในวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ข้าถูกส่งไปยังด้านนอก และพลังฝึกตนของข้าก็ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่ ข้ากระวนกระวายใจอยู่ตลอดทั้งวัน ใช่แล้ว ข้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก”

“สมเหตุสมผล? เจ้าคิดว่าข้าพูดมีเหตุผล?! สวรรค์! สวรรค์ที่รัก! ในชีวิตของข้า และชีวิตก่อนหน้านี้ และชีวิตก่อนหน้าของก่อนหน้านี้ ข้าไม่เคยพบใครที่พูดเช่นนี้มาก่อน เจ้าคิดว่าข้ามีเหตุผล…” ผีโต้งนกแก้วกำลังตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น มันบินออกไปจากไหล่ของเมิ่งฮ่าว ไปยืนตรงหน้าเฉินฟ่าน

การพูดคุยของพวกมันกลายเป็นเสียงหึ่งๆ เต็มอยู่ในสองหูของเมิ่งฮ่าว ขณะที่เขามองไปด้วยความงุนงง ดวงตาของทั้งเฉินฟ่าน และนกแก้วเริ่มส่องแสงเจิดจ้า พวกมันทั้งคู่ต่างก็ได้พบกับคนชนิดเดียวกัน และขณะที่พวกมันพูด ก็ค่อยๆ กลายเป็นการแข่งขันพูดกันไปทีละน้อย

เมิ่งฮ่าว ทันใดนั้น ก็เริ่มตัวสั่น และขยับตัวไปด้านหลัง

เขาขยับไปไกลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ออกไปไกลยังมุมห้อง ไปนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณ เขาเกรงว่าถ้ายังคงนั่งฟังต่อไป เขาก็จะรำคาญมากขึ้นไปอีก เสียงพูดพล่ามของเจ้านกโดยตัวมันเองแล้วก็เลวร้ายพออยู่แล้ว แต่ในตอนนี้…

ขณะที่เมิ่งฮ่าวมองไปยังเฉินฟ่าน และผีโต้งนกแก้ว ความคิดก็แวบขึ้นมาในจิตใจ “พบคู่แข่งแล้ว, ยอดขุนพลพบกับอัจฉริยะ…”

เวลาผ่านไป และเมิ่งฮ่าวก็ทำได้ดีที่สุดก็คือ ไม่สนใจเสียงพูดของพวกมัน หนึ่งชั่วยามผ่านไป และในที่สุด เขาก็ลืมตาขึ้น เขาคิดว่าการพูดคุยคงใกล้จะจบลงแล้ว แต่เมื่อเขาแอบมองไป ก็พบว่าพวกมันกำลังพูดคุยกันอย่างมีรสชาติ

“ถูกหรือไม่? บอกข้า, ข้าถูกหรือไม่…?”

“ถูกต้องอย่างแน่นอน จริงๆ แล้ว นั่นก็ทำให้ข้าคิดไปถึงวันหนึ่งของปีที่แล้วเมื่อข้า…”

“แน่นอน! นั่นเป็นสิ่งที่ข้าพูดก่อนหน้านี้! โอ ถูกแล้ว พวกเรามิใช่กำลังพูดถึงความหมายของชีวิต? เช่นนี้เป็นอย่างไร หลังจากที่พวกเราพูดจบเกี่ยวกับอากาศเมื่อเช้านี้ พวกเราก็มาพูดถึงดวงตะวันในยามเที่ยง…”

“ความคิดที่ยอดเยี่ยม พวกเรามาจดจำความหมายของชีวิต ในตอนสุดท้ายของการพูดคุยนี้กันเถอะ ถ้าให้ดีที่สุดก็ควรจะรอจนกระทั่งพลบค่ำ เวลาที่ดีที่สุดในการพูดเกี่ยวกับชีวิต ก็คือการพูดคุยใต้แสงสนธยา…”

เสียงหึ่งๆ ดังอยู่ในสองหูของเมิ่งฮ่าว เขาจ้องไปยังเฉินฟ่านที่มีสีหน้าตื่นเต้น และใบหน้ากระตือรือล้นของผีโต้งนกแก้วด้วยความงุนงง หนึ่งคน หนึ่งนก ดวงตาของพวกมันสาดประกายด้วยความมุ่งหวัง…ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องตัวสั่น และหลับตาลงอีกครั้งเพื่อเข้าฌาณ ด้วยความหวาดกลัวที่จะถูกลากเข้าไปในการพูดคุยครั้งนี้

เวลา ค่อยๆ ผ่านไปอย่างช้าๆ…

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 215
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 214
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: