Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 565

I Shall Seal The Heaven Chapter 565

ตอนที่ 565

พบกับสหายเก่า

เมิ่งฮ่าวยืนขึ้น มองไปยังซากศพของศิษย์สายในฉือหลงชั่วครู่ จากนั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป หันหลังและเดินไปตามเส้นทางเดิม ที่เขาได้เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ เร่งความเร็วจากไป

เขาไม่อาจจะยกเลิก ไม่สนใจบุคคลที่แปลกๆ นั้นได้

อาณาจักรเซียนอสูรโบราณอาจจะเป็นสถานที่อันตราย แต่เขาก็มาอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว เมื่อเลือกเส้นทางที่อันตราย ก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า ‘ค้นหาชื่อเสียงและความมั่งคั่งได้ในท่ามกลางอันตรายเท่านั้น’ มีเพียงหนทางเดียวที่จะรักษาความได้เปรียบ ในอาณาจักรที่สองนี้ไว้ได้ต่อไป ก็คือ เลือกสิ่งที่แตกต่างกันตั้งแต่ตอนนี้

ถ้าเมิ่งฮ่าวให้ความสนใจต่อความปลอดภัยมากกว่า และไม่ต้องการที่จะเสี่ยง แล้วเขาจะมายังสถานที่แห่งนี้ไปทำไม? การที่ต้องมานั่งจ้องมองภูเขาสมบัติ โดยที่ไม่อาจจะทำอะไรได้ แม้แต่มนุษย์ธรรมดาก็ยังต้องทอดถอนใจด้วยความเศร้าเสียใจออกมา อย่าว่าแต่เป็นผู้ฝึกตน!

เมิ่งฮ่าวต้องทุ่มสุดกำลังเพื่อความเสี่ยง มากกว่าที่จะต้องมากังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีโอกาสที่จะต่อสู้เพื่อโชคชะตา!

ไม่มีใครยินดีที่จะเป็นคนธรรมดา สมาชิกของตระกูลฟางเคยทดลองใช้ตัวตนของศิษย์สายในฉือหลงมานานแล้ว และแน่นอนว่าได้ครอบครองโชควาสนาบางอย่าง ถึงแม้พวกมันจะทำได้ไม่สมบูรณ์แบบนักก็ตามที

เกี่ยวกับช่วงเวลาต่างกันที่อาจจะเกิดขึ้น และเจ็ดเส้นทางที่ใช้ฉือหลงเป็นร่างอาศัย ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในแผ่นหยก หลังจากที่มองดู เมิ่งฮ่าวก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่เคยทำมาก่อนหรือไม่ ดังนั้น ถ้าเขาเลือกที่จะเข้าไปด้วยตัวตนของศิษย์สายในผู้นี้ สิ่งที่เขาจะได้ครอบครองทั้งหมดก็คือ เวทแห่งเต๋าที่ตระกูลฟางเคยได้รับมานานแล้ว

บางสิ่งบางอย่างอาจจะยากลำบาก หลายครั้งที่การเริ่มต้นจะเป็นตัวกำหนดจุดหมายปลายทางสุดท้ายเห็นได้ชัดว่าแต่ละรุ่นของตระกูลฟางเป็นผู้ที่ชาญฉลาด และได้ทำในสิ่งที่ควรทำไปหมดแล้ว สิ่งที่จะได้รับนอกเหนือไปจากนี้ก็มาจากความโชคดีเท่านั้น เท่าที่เมิ่งฮ่าวคิด เขาต้องพึ่งพาโชคชะตาของตัวเองเพื่อให้ได้รับโอกาสของตนเอง

ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะไม่สนใจเส้นทางของศิษย์สายในฉือหลง ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ขณะที่เขาใช้วิธีของฟางอวี๋ที่จะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ด้วยความปลอดภัย ใช้เวลาประมาณสองชั่วยามก่อนที่จะออกมาได้ในที่สุด โดยไม่แม้แต่จะมองกลับไปที่ด้านหลัง เมิ่งฮ่าวมุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขาลูกที่สี่ในทันที

หลังจากที่คำนวนเวลา เขาก็คิดกับตัวเอง “ข้ายังมีเวลาเหลืออยู่อีกสิบเจ็ดชั่วยาม” เขาใช้ความเร็วทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ มุ่งหน้าผ่านซากปรักหักพังและซากศพต่างๆ ไปด้วยความระมัดระวังตัว

เวลาผ่านไป ห้าชั่วยามหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็ไปอยู่ที่ยอดเขาลูกที่สาม ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มองไม่เห็นใคร แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาต้องหยุดคิดแม้แต่น้อย ช่วงเวลาสามสิบหกชั่วยามผ่านไปแล้วมากกว่าครึ่ง เมิ่งฮ่าวคิดว่าผู้คนส่วนใหญ่คงจะค้นพบร่างอาศัยที่กำลังค้นหาไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังเฝ้ารอคอยอยู่ที่นั่น

“เหลืออีกสิบสองชั่วยาม” เขาคิด มองตรงไปยังยอดเขาลูกที่สี่ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ผลักดันตัวเองให้มีความเร็วมากขึ้น

อีกห้าชั่วยามได้ผ่านไป และเมิ่งฮ่าวก็ผ่านไปได้ครึ่งทางระหว่างยอดเขาที่สามและสี่ ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังทำลายความเงียบขึ้นมา จากเสียงอันเบาบางของมัน ก็เห็นได้ชัดว่าดังมาจากเส้นทางที่อยู่ห่างออกไปไกล แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังรู้สึกได้ในทันที

เมื่อรวมเข้ากับเสียงของพลังเวทและวิชาเวทที่สั่นกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น เมื่อตอนที่เสียงเหล่านี้มาถึงเมิ่งฮ่าว ถึงแม้จะจางเบาบางลงไปบ้าง แต่เขาก็ยังคงรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอยู่ภายในนั้น

เมิ่งฮ่าวหยุดนิ่งชั่วขณะ และจากนั้นก็ขมวดคิ้ว หลังจากที่ตรวจสอบกลิ่นอายนั้นมากขึ้น คิ้วที่ขมวดอยู่นั้นก็ยิ่งเป็นปมมากกว่าเดิม เขารู้ว่ากลิ่นอายนี้เป็นของใคร

“จ้าวฟางแห่งเผ่าอวิ๋นเทียนอันยิ่งใหญ่” เมิ่งฮ่าวมองออกไปยังที่ห่างไกล แววตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ตอนนี้มีเวลาเหลืออยู่แค่เจ็ดชั่วยามเท่านั้น ที่อาณาจักรแห่งแรกจะปิดตัวลง

เขารู้ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาถึงห้าชั่วยามในการที่จะออกจากสถานที่ในตอนนี้ เพื่อไปให้ถึงภูเขาลูกที่สี่ นั่นก็หมายความว่าเขามีเวลาเพียงแค่สองชั่วยามที่จะไปให้ถึงยอดเขา เวลาเหลืออยู่ค่อนข้างน้อย และเขาก็ไม่อาจจะสูญเสียมันไป

เมิ่งฮ่าวเร่งเดินทางด้วยความรีบร้อน แต่หลังจากที่ไปได้ประมาณหนึ่งร้อยจ้าง ทันใดนั้นเขาก็หันร่างและมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของกลิ่นอายจ้าวฟาง สีหน้าเย็นเยียบเป็นอย่างยิ่ง เขาได้ให้คำสัญญากับปรมาจารย์อวิ๋นเทียนไว้ และทั้งสองก็ตกลงกันได้แล้ว การทำตามคำสัญญาก็คือการทำให้ผู้อื่นเคารพในข้อตกลง

ไม่มีใครมาควบคุมตรวจสอบ แต่มันก็คงอยู่ในจิตใจ

หากปฏิบัติตนด้วยความสัตย์ซื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องละอายใจใดๆ

เมิ่งฮ่าวพุ่งฝ่าอากาศไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วเวลาธูปไหม้หมดไปครึ่งดอก ในที่สุดเขาก็มองเห็นสองผู้ฝึกตนกำลังต่อสู้กันในซากปรักหักพังที่ด้านหน้า

หนึ่งในนั้นก็คือจ้าวฟาง ซึ่งอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบ มีสีหน้าเต็มไปด้วยโทสะ เสื้อผ้าเปื้อนไปด้วยโลหิตและใบหน้าก็ซีดขาว เห็นได้ชัดว่ากำลังได้รับบาดเจ็บ

มันต่อสู้อยู่กับบุรุษที่สวมใส่ชุดยาวสีขาว ผมยาว มีรูปร่างที่สมส่วนและหน้าตาหล่อเหลา ซึ่งเป็นลักษณะของบุรุษที่หญิงสาวมักจะชายตามองมา มีเหล็กแหลมสามเล่มบินหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างมัน เกิดเป็นประกายแสงหลากสีขณะที่พุ่งฝ่าอากาศไปมา และยังได้กระจายกลิ่นอายอันแหลมคม ทำให้บุรุษชุดขาวมีท่าทางสง่างามมากยิ่งขึ้น

อันที่จริงที่เบื้องหน้าขึ้นไป ไม่ได้มีแค่สองคนเท่านั้น ด้านหลังของบุรุษชุดขาวห่างออกไปประมาณสิบจ้าง เป็นหญิงสาวที่สวยงามอยู่ในชุดสีม่วง พร้อมกับรอยยิ้มที่หลักแหลม กระจายบรรยากาศอันปราดเปรื่องออกมา ใครก็ตามที่มองไปยังนาง ก็จะบอกได้ในทันทีว่านางเป็นคนที่ฉลาดเจ้าความคิด

นางมองไปยังการต่อสู้ด้วยวิชาเวทพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า ไม่ได้เคลื่อนที่เพื่อไปโจมตีใดๆ แต่เมื่อนางมองไปยังบุรุษชุดขาว แววตาอันลึกล้ำก็แวบขึ้นมาเป็นระยะในดวงตา ไม่ใช่การชื่นชมแบบคนรัก แต่มีความหมายอื่นซุกซ่อนอยู่

“ร่างอาศัยนี้เป็นของเผ่าอวิ๋นเทียน!” จ้าวฟางร้องออกมา “พวกเจ้าต้องการปล้นมันไปจากข้า? มากเกินไปแล้ว!”

เสียงระเบิดอีกเสียงก็ได้ยินมา จ้าวฟางกระอักโลหิตออกมากองโต ถอยโซเซไปทางด้านหลัง จ้องมองไปยังบุรุษที่อยู่ในชุดขาว รังสีสังหารสาดประกายอยู่ในดวงตา เช่นที่มันพูด เผ่าอวิ๋นเทียนได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้ แต่แทบจะในทันทีที่มันมาถึง บุรุษและสตรีคู่นี้ก็ปรากฏกายขึ้นโจมตีมาที่มัน

เห็นได้ชัดว่า พวกมันต้องการจะได้ครอบครองสถานที่แห่งนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าหญิงสาวนางนั้นได้ยั้งมือหลังจากที่แอบโจมตีในตอนแรก มันก็คงต้องตายไปแล้วอย่างแน่นอน

“ไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งใดๆ ในสำนักเซียนอสูรแห่งนี้” บุรุษชุดขาวกล่าวเสียงราบเรียบ มองไปยังจ้าวฟางด้วยความเย็นชาและดูถูก “ถ้าเจ้ายืนกรานว่าข้า, หวัง กำลังปล้นชิง ข้าก็จะปล้นชิงจริงๆ ยังไม่ไสหัวไปอีก? ถ้าเจ้าลงมือต่อข้าอีกครั้ง ข้าจะสังหารเจ้า”

จ้าวฟางเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์มากที่สุดกว่าใครๆ ในเผ่าอวิ๋นเทียน ถึงแม้ว่าโชคชะตาจะเป็นสิ่งที่สำคัญในสำนักเซียนอสูรโบราณแห่งนี้ แต่พรสวรรค์ก็สำคัญเช่นเดียวกัน การมีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ ก็จะยิ่งง่ายต่อการได้รับความรู้แจ้ง ที่เกี่ยวข้องกับมรดกและวิชาเวทต่างๆ

ก่อนที่จะถูกส่งมายังที่แห่งนี้ จ้าวฟางอยู่ในขั้นกลางวิญญาณแรกก่อตั้ง ก่อนที่จะจากมา ปรมาจารย์ของเผ่ามันได้ใช้วิชาเวทต่างๆ ช่วยทำให้มันเข้าไปอยู่ในขั้นสุดท้ายสูงสุดวิญญาณแรกก่อตั้งชั่วคราวด้วยตัวเอง ซึ่งจะอยู่ได้นานถึงสามเดือน

ซากศพที่มันกำลังปกป้องอยู่นี้ ไม่ใช่เป็นแค่ศิษย์สายในธรรมดา แต่เป็นศิษย์ที่หายากมากซึ่งอยู่ครึ่งทางจากการเป็นศิษย์หลัก เหตุผลก็คือว่าศิษย์ผู้นี้มีความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสซึ่งเป็นศิษย์หลักไปเรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เช่นนั้น เป็นสิ่งที่เผ่าอวิ๋นเทียนต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อที่จะได้มา

ดวงตาจ้าวฟางเป็นสีแดงก่ำ โชคร้าย บุรุษที่มันกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ อยู่ในขั้นสุดท้ายวิญญาณแรกก่อตั้งอย่างแท้จริง ขณะที่ตัวมันเองบรรลุถึงขั้นนี้ได้โดยการใช้กำลังช่วยเหลือ มันอาจจะต่อสู้กลับไปได้ แต่ศัตรูของมันก็มีอาวุธเวทอยู่มากมาย ทำให้มันรู้ดีว่าไม่อาจจะต่อสู้ด้วยได้

นั่นยังไม่ได้กล่าวถึงหญิงสาวนางนั้น ถึงแม้นางจะอยู่เพียงแค่ขั้นต้นวิญญาณแรกก่อตั้ง แต่จ้าวฟางก็รับรู้ได้ถึงภัยคุกคามบางอย่างที่ดูจะน่ากลัวกว่าบุรุษผู้นั้น เป็นความรู้สึกที่แปลกๆ จนทำให้มันต้องตกตะลึง

ขณะที่จ้าวฟางกำลังกัดฟันแน่น พยายามข่มเพลิงโทสะ เตรียมตัวที่จะจากไป เสียงปะทุทันใดนั้นก็ได้ยินมา ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วทุกทิศทาง ตามมาด้วยแรงกดดันที่กระเพื่อมไปมา ทำให้สีหน้าของบุรุษชุดขาวสลดลง และดวงตาก็เบิกกว้างขึ้น

หญิงสาวที่มีใบหน้าสวยงามชุดสีม่วง ก็มีท่าทางตื่นตระหนกด้วยเช่นกัน เงยหน้าขึ้นมองไปยังที่ห่างไกล

จ้าวฟางอ้าปากค้าง ขณะที่กลุ่มควันสีเขียวพุ่งฝ่าอากาศมา ภายในกลุ่มควันเป็นดวงจันทร์สีดำ เคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ขณะที่ใกล้เข้ามา

ทันทีที่มองเห็นดวงจันทร์สีดำ จ้าวฟางก็แทบจะคลุ้มคลั่งด้วยความยินดี ช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเข้ามายังอาณาจักรเซียนอสูรโบราณนี้ ปรมาจารย์อวิ๋นเทียนได้ส่งข่าวเกี่ยวกับ ข้อตกลงในการให้ความช่วยเหลือของเมิ่งฮ่าวมาให้มัน

“พี่เมิ่ง ได้โปรดช่วยข้าด้วย!”

แทบจะในเวลาเดียวกับที่คำพูดของมันดังก้องออกมา กลุ่มควันสีเขียวและดวงจันทร์สีดำก็มาถึง ดวงจันทร์หายไป และกลุ่มควันก็กระจัดกระจายไป เผยให้เห็นเป็นเมิ่งฮ่าว ที่สวมใส่ชุดยาวสีเขียว ยืนอยู่ที่นั่นมองไปรอบๆ ยังคนทั้งสามด้วยความเย็นชา

เมื่อหญิงสาวในชุดสีม่วงมองเห็นเมิ่งฮ่าว ดวงตานางก็เบิกกว้างด้วยท่าทางประหลาดใจ และความไม่อยากจะเชื่อก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า รวมถึงบางสิ่งที่ยากจะพบเห็นบนสีหน้าท่าทางของนาง เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกและความสับสนอย่างรุนแรง

“เมิ่ง…เมิ่งฮ่าว?” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง จิตใจเต็มไปด้วยคลื่นยักษ์ที่กำลังส่งเสียงดังกระหึ่ม

เมื่อบุรุษชุดขาวมองเห็นเมิ่งฮ่าว มันก็จ้องมองมาด้วยความงุนงงเช่นเดียวกัน มันพบว่ารูปร่างหน้าตาของเมิ่งฮ่าวช่างคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นเขาจากที่ไหนมาก่อน แต่เมื่อมันได้ยินสิ่งที่หญิงสาวกล่าวมา ทันใดนั้นมันก็ตระหนักได้ว่าเมิ่งฮ่าวคือใคร

จิตใจจ้าวฟางกำลังเต้นรัว ไม่คาดคิดว่าคนทั้งสองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับเมิ่งฮ่าว

สีหน้าเมิ่งฮ่าวเรียบเฉยไม่แยแส ขณะที่มองไปยังหญิงสาวชุดม่วง หลังจากนั้นก็ยิ้มออกมา“สหายเต๋าหานเป้ย ไม่ได้พบกันนาน ท่านก็ยังดูงดงามเหมือนเช่นเคย”

หญิงสาวในชุดสีม่วงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็น หานเป้ยผู้แปลกประหลาดแห่งสำนักชิงหลัว นางยืนอยู่ที่นั่นสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วง ท่าทางไม่อยากจะเชื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้า เมื่อนางได้ยินคำพูดของเมิ่งฮ่าว

“เป็นท่านจริงๆ?” หานเป้ยกล่าว นางรู้สึกประทับใจต่อเมิ่งฮ่าวอย่างลึกล้ำตลอดทั้งหลายปีที่ผ่านมา ในความทรงจำของนาง เขาได้สร้างความมหัศจรรย์ขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนแรกเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ด้านในกระถางทรงสี่เหลี่ยม ในดินแดนแห่งความสงบสุขสำนักชิงหลัว จากนั้นก็เป็นการกระทำในฐานะตานติ่งต้าซือ (เจ้าโอสถจอมกระถาง) ในสำนักชิงหลัว และในที่สุดก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่ด้านนอกของถ้ำกำเนิดใหม่ เมื่อเขาสังหารเต้าจื่อตระกูลหลี่ และสมาชิกลำดับขั้นแห่งตระกูลจี้ สิ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดเป็นคลื่นยักษ์แห่งการเปลี่ยนแปลง กวาดออกไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้

เหตุการณ์แต่ละอย่างเหล่านั้น ทำให้หานเป้ยเต็มไปด้วยความตกตะลึงโดยสิ้นเชิง ถึงแม้จะผ่านไปนานหลายปีแล้วก็ตามที ความประทับใจก็ยังคงมีอยู่อย่างลึกล้ำและเข้มข้น แน่นอนว่า ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับคำตักเตือน และข้อวิเคราะห์แห่งวิญญาณของปรมาจารย์ตระกูลหาน

“พื้น…พื้นฐานฝึกตนของท่าน!!” นางกล่าว จิตใจหมุนคว้าง เกิดความตกตะลึงหลังจากที่รับรู้ได้ถึงระดับพื้นฐานฝึกตนของเขา ซึ่งมีความเข้มข้นกว่าก่อนหน้านี้มากนัก จริงๆ แล้วเมิ่งฮ่าวก็อยู่ในขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่วิญญาณแรกก่อตั้ง!

นางรู้ดีว่า เต้าจื่อในสำนักและตระกูลของดินแดนด้านใต้ในตอนนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นต้นวิญญาณแรกก่อตั้ง มีน้อยมากที่อยู่ในขั้นกลางวิญญาณแรกก่อตั้ง และมีเพียงเต้าจื่อตระกูลหวัง, หวังลี่ไห่เท่านั้นที่อยู่ในขั้นสุดท้ายวิญญาณแรกก่อตั้ง ถึงแม้ว่ามันจะพยายามปกปิดความจริงนี้มาเกือบตลอดเวลา และเพิ่งจะมาเปิดเผยในตอนที่อยู่ในอาณาจักรเซียนอสูรโบราณนี้เท่านั้น

เมื่อใดที่ความจริงนี้กระจายออกไปในดินแดนด้านใต้ ฐานะของหวังลี่ไห่ก็จะถูกยกย่องให้เป็นบุคคลอันดับหนึ่งในรุ่นของมันนี้

แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวมายืนอยู่ในที่แห่งนี้ หานเป้ยก็ได้แต่สะท้านใจ และแทบไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเอง

เมิ่งฮ่าวมองไปยังบุรุษชุดขาว ซึ่งมีท่าทางตื่นตระหนกเช่นเดียวกับหานเป้ย เมื่อพิจารณาว่าใบหน้าของบุรุษผู้นี้มีความคล้ายคลึงกับหวังเถิงเฟยเป็นอย่างมาก เมิ่งฮ่าวก็รู้ในทันทีว่ามันคือใคร

นี่ก็คือพี่ชายของหวังเถิงเฟย เต้าจื่อตระกูลหวัง บุคคลที่เคยแสร้งตายในการแข่งขันล่าขุมทรัพย์เซียนโลหิต!

หวังลี่ไห่!

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: