Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 817

I Shall Seal The Heaven Chapter 817

ตอนที่ 817

ไปเลย เสี่ยวชิง!

เวทปลิดดาวทันใดนั้นก็มีปฏิกิริยาขึ้นมา ก่อนที่ฝานตงเอ๋อร์จะสามารถหลบหนีออกไปจากลานวิหาร นางถูกจับตัวไว้ได้และถูกลากกลับไปยังเมิ่งฮ่าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างดุร้าย และนางก็เริ่มใช้สองมือขยับร่ายเวทอย่างรวดเร็ว ทำให้หอยสังข์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง!

แต่ในขณะที่นางกำลังจะเป่ามัน เมิ่งฮ่าวก็โยนนางตรงไปยังบ่อน้ำที่อยู่ในลานวิหารอย่างรุนแรง

“ทำไมเจ้าถึงไม่ลงไปในบ่อ และเป่าหอยสังข์ให้เสี่ยวชิงฟัง!” เขากล่าว

ใบหน้าฝานตงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่นางจะทันได้เป่าหอยสังข์ นางก็ตกลงไปในบ่อน้ำ ไม่อาจจะควบคุมร่างกายได้โดยสิ้นเชิง

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็ขยับมือร่ายเวท เรียกขุนเขาที่เก้าออกมา และส่งให้มันตกลงไปที่บ่อน้ำเกิดเป็นเสียงดังกระหึ่มกึกก้องขึ้น

เสียงแผดร้องโหยหวนดังก้องออกมาจากภายในบ่อน้ำ ขณะที่ขุนเขาที่เก้ากระแทกลงไป และปิดผนึกปากบ่อไว้ ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้อง เมิ่งฮ่าวลอยขึ้นไปอยู่บนยอดเขา นั่งลงขัดสมาธิ ใบหน้าค่อนข้างซีดขาว แสงอันดุร้ายในดวงตาข้างขวาหายไป และกลุ่มหมอกสีดำนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากร่าง จากนั้นก็กลายเป็นร่างจริงที่สองของเขาขึ้นอีกครั้ง

โลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปากของเมิ่งฮ่าว และดวงตาของร่างจริงที่สองก็ค่อนข้างจะสลัวเลือนลางลงกว่าปกติ

นี่เป็นผลของปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการบังคับให้แยกตัวออกมา ก่อนที่จะหลอมรวมเข้าด้วยกันโดยสมบูรณ์

คนทั้งหมดที่ด้านนอกลานวิหาร ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน และจ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจ

“มัน…มันผนึกเสินหนี่ว์ (สตรีศักดิ์สิทธิ์) จากอาณาจักรแห่งท้องทะเลที่เก้า ไว้ในบ่อได้จริงๆ?”

“ถ้าข้าจำไม่ผิด…ศีรษะที่คล้ายกับว่าจมอยู่ในน้ำมานานนับล้านปี…ได้ออกมาจากบ่อนั่น!”

“บัดซบ! ข้าน่าจะสังหารมันไป ก่อนที่มันจะกระทำต่อเสินหนี่ว์เช่นนั้น!”

ขณะที่เสียงพูดคุยดังเต็มอยู่ในอากาศ ดวงตาจ้าวอีฝานก็แวบขึ้น มันจ้องไปยังเมิ่งฮ่าว ความต้องการต่อสู้ของมันเริ่มเข้มข้นมากขึ้น นอกจากนี้ มันยังมีชีวิตอยู่เพื่อการต่อสู้เท่านั้น!

“เจ้าสามารถสะกดฝานตงเอ๋อร์ไว้ได้ ข้า…คงไม่อาจจะรอให้ถึงยามรุ่งอรุณแล้ว!” มันคิด

ซ่งหลัวตานอ้าปากค้างต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างช่วยไม่ได้ เช่นเดียวกับหวังมู่, หลี่หลิงเอ๋อร์, ฟางตงหาน และคนอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อพวกมันเห็นเมิ่งฮ่าวต่อสู้กับฝานตงเอ๋อร์ และสามารถผนึกนางไว้ได้ ฉับพลันนั้นก็ทำให้จิตใจพวกมันต้องประทับความทรงจำนี้ไว้อย่างแนบแน่น จนไม่อาจจะลบล้างออกไปได้ตลอดกาล

สีหน้าไท่หยางจื่อเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ยินดีที่จะถูกสะกดข่ม มันแค่นเสียงอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “เจ้าก็แค่เอาชนะได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมเท่านั้น ถ้าเจ้าก้าวเท้าออกมาที่ด้านนอก ข้าจะบดขยี้กระดูก ละลายโลหิต เผาวิญญาณ และสังหารเจ้าไป!”

ผู้ถูกเลือกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์และสำนักอื่นๆ ในตอนนี้มีความเข้าใจต่อเมิ่งฮ่าวมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้พิทักษ์เต๋า ซึ่งมีดวงตาที่สาดประกายเจิดจ้า

ยามราตรีเริ่มดึกสงัดมากยิ่งขึ้น เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่บนยอดเขา รับฟังเสียงกรีดร้องของฝานตงเอ๋อร์ดังก้องขึ้นมาจากด้านล่าง

นางอยู่ในบ่อน้ำ จมลงไปครึ่งตัว หนังศีรษะด้านชาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่เส้นผมของเสี่ยวชิงหมุนพันไปรอบๆ ตัวนาง ถึงแม้ว่ารอบๆ บริเวณนั้นจะถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่เนื่องจากนางมีพื้นฐานฝึกตนที่แข็งแกร่ง จึงสามารถมองเห็นศีรษะที่เปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ กำลังจ้องมองมายังนางได้อย่างลางเลือน

ใครก็ตามที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็จะรู้สึกว่าโลหิตเริ่มเย็นเฉียบ และเส้นผมต้องลุกขึ้นตั้งชี้ชันอย่างแน่นอน ฝานตงเอ๋อร์ไม่อาจจะทำให้ตนเองต้องหยุดกรีดร้องออกมาได้

เส้นผมสีดำเริ่มม้วนพันไปรอบๆ ตัวนาง และศีรษะที่เปียกโชกก็เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ…

“เมิ่งฮ่าว ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!” นางแผดร้องออกมา แต่ไม่ว่านางจะใช้ความสามารถศักดิ์สิทธิ์หรือวิชาเวทใดๆ ออกมาก็ตามที ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้นางสามารถออกไปจากบ่อน้ำนี้ได้ อันที่จริง ยิ่งนางใช้วิชาเวทมากเท่าใด เส้นผมสีดำก็จะยิ่งพันไปรอบๆ ร่างนางมากขึ้นเท่านั้น และในตอนนี้ ศีรษะที่กำลังลอยอยู่ก็แทบจะมาสัมผัสโดนศีรษะของนางแล้ว

ความรู้สึกที่เย็นเยียบราวน้ำแข็งกระจายออกไปทั่วผิวหนัง และฝานตงเอ๋อร์ก็กรีดร้องออกมาด้วยเสียงแหลมเล็กมากขึ้นกว่าเดิม

ขณะที่เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่บนยอดเขา ได้แค่นเสียงออกมาและกล่าวว่า “เสี่ยวชิง ช่วยดูแลหญิงสาวนางนี้ด้วย ข้าขอส่งมอบนางให้กับเจ้า!”

ตอนนี้เขาได้ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้เกือบทั้งหมดแล้ว และมองเข้าไปในห้องโถงวิหาร ยังตะเกียงสัมฤทธิ์นั่น โชคดีที่ฝานตงเอ๋อร์ไม่อาจจะผ่านเข้าไปในห้องโถงได้ ทำให้มันยังไม่ดับลง

แสงแปลกๆ สาดประกายขึ้นมาในดวงตา และทันใดนั้นความเขินอายก็ปรากฏขึ้น

“ผู้ถูกเลือกเหล่านี้ ต่างก็มีของวิเศษอยู่กับตัว…” เขาเลียริมฝีปากและยิ้มออกมา ทำให้ฝูงชนที่ด้านนอกรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

“เมิ่งฮ่าวยิ้มเช่นนั้นเพื่ออะไร?”

“หือ, ยิ้มนั่นเหมือนจะ…เขินอาย! ข้าคิดว่าคงมีเรื่องไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้น…”

เมิ่งฮ่าวลอยลงมาจากบนภูเขา ขณะที่คนทั้งหมดมองไป เขาก็ขุดเป็นหลุมขึ้น และวางเม็ดยาเปลือกสีดำลงไปด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็ยืนไปบนหลุมนั้นด้วยความรอบคอบ มองขึ้นไป และยื่นมือออกมา กระถางสายฟ้าก็ปรากฏขึ้น

ประจุสายฟ้าสาดประกายเจิดจ้า กระจายออกไปทั่วทั้งร่างเขา และรอยยิ้มอันเขินอายก็ยิ่งกว้างขึ้นจนเห็นได้เด่นชัด ขณะที่เขามองออกไปยังกลุ่มฝูงชนด้วยความมุ่งหวัง

“บัดซบ เจ้าเมิ่งฮ่าวกำลังจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอีกแล้ว!”

“มันมีกระถางเคลื่อนร่างย้ายตำแหน่งนั่น และมีเม็ดยาเปลือกสีดำอยู่ใต้เท้าของมัน ถ้ามีใครเหยียบไปบนเม็ดยานั้นเบาๆ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ามันสับเปลี่ยนตำแหน่งกับใครบางคน พลังแค่เล็กน้อยก็จะทำให้มันระเบิดขึ้น!!”

“ท่านย่ามันเถอะ! ทำไมมันถึงได้ชั่วร้ายเช่นนี้!?”

“ไร้ยางอายนัก! ข้าไม่เคยเห็นใครที่บัดซบไร้ยางอายเช่นมันมาก่อน!”

คนทั้งหมดในกลุ่มฝูงชนเริ่มถอยไปด้านหลัง ใบหน้าพวกมันเปลี่ยนไปด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน สายตาเมิ่งฮ่าวในที่สุดก็ไปหยุดนิ่งอยู่บนร่างไท่หยางจื่อ ซึ่งมีใบหน้าที่ซีดขาวขึ้นมาในทันที ดวงตามันเบิกกว้าง ก่อนที่มันจะทันได้กล่าวอะไรออกมา สายฟ้าจากกระถางของเมิ่งฮ่าวก็แวบขึ้น และเขาก็สลับตำแหน่งกับไท่หยางจื่อในทันใด

ทันทีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ไท่หยางจื่อก็ไปปรากฏกายขึ้นในจุดตรงกลางของลานวิหาร แผดร้องออกมา เห็นได้ชัดว่าวิธีที่ผ่านเข้าไปในลานวิหารเช่นนี้ ไม่ได้ไปทำให้เวทป้องกันเกิดการทำงานขึ้น ดังนั้นมันจึงไม่ได้กลายเป็นแอ่งโลหิตไปในทันที แต่เมื่อเท้ามันเหยียบลงไปบนเม็ดยา ยาสี่ถึงห้าเม็ดก็ระเบิดขึ้นในทันใด และมันก็ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกสีดำไป

ไท่หยางจื่อแผดร้องออกมาเป็นเสียงโหยหวน ตามมาด้วยละอองโลหิต ร่างจริงที่สองของเมิ่งฮ่าวเข้ามาใกล้มันในทันที

สำหรับเมิ่งฮ่าว ทันทีที่เขาไปปรากฏกายขึ้นที่ด้านนอกลานวิหาร เขาก็รีบหยิบเอารถศึกออกมา เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่เขาพุ่งกลับเข้าไปในลานวิหาร

มีแต่ภาพเงาทับซ้อนหลงเหลืออยู่ในจุดที่เขาเพิ่งจะปรากฏกายขึ้น ซึ่งจากนั้นก็เต็มไปด้วยความสามารถศักดิ์สิทธิ์และวิชาเวทต่างๆ ขึ้นในทันใด

“ไม่ต้องมากมารยาท, สหายเต๋าทั้งหลาย!” เมิ่งฮ่าวร้องตะโกนออกมา มองกลับไปยังกลุ่มฝูงชนและโบกไม้โบกมือ “ไม่ต้องมากมารยาท ไม่ต้องส่ง, ไม่ต้องส่งแล้ว!” ระลอกคลื่นจากแรงระเบิดไม่อาจจะไล่ตามเขาทันได้ ปล่อยให้กลุ่มคนเหล่านั้นหงุดหงิดจนต้องร้องด่าออกมา

“ไร้ยางอาย!!”

“เจ้ามีพื้นฐานฝึกตนที่สูงเยี่ยม แต่ทำไมถึงได้ต่ำทรามเช่นนี้!?” เสียงก่นด่าเช่นนี้มากมายดังเต็มอยู่ในอากาศ

เมิ่งฮ่าวแค่ยิ้มอย่างเมินเฉย และครวญเป็นเสียงเพลงเบาๆ อยู่ในลำคอ ขณะที่มองร่างจริงที่สองคว้าจับไท่หยางจื่อและมัดมันไว้

เมื่อไท่หยางจื่อมองเห็นเมิ่งฮ่าวเข้ามาใกล้ มันก็เริ่มสั่นไปทั้งร่าง ดวงตาสาดประกายด้วยแสงเจิดจ้า

“ข้ามาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาไท่หยาง! ผู้ก่อตั้งคือปรมาจารย์ไท่หยางซาน…”

เพียะ!

เมิ่งฮ่าวตบไปที่ใบหน้าของไท่หยางจื่อซีกหนึ่ง ทำให้โลหิตกระจายออกมาจากปากมัน ตามมาด้วยฟันสองซี่ มันหันหน้ากลับมามองยังเมิ่งฮ่าว ด้วยสีหน้าที่คลุ้มคลั่งดุร้าย

“ตั้งแต่ที่ข้าเริ่มฝึกตนมา” เมิ่งฮ่าวกล่าว “ข้าได้ยินผู้ถูกเลือกเช่นเจ้ากล่าวเช่นนี้ในตอนที่พวกมันกำลังจะตายไป เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันน่ารำคาญมากแค่ไหน!?” เมื่อคิดไปว่าเขาได้ยินคำพูดที่เปล่งออกมาจากปากของไท่หยางจื่อเช่นเดียวกันนี้มาบ่อยครั้งแค่ไหน ก็ทำให้เขาต้องเตะไปที่ไท่หยางจื่อด้วยเท้าขวาอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าไม่ใช่เพิ่งพูดว่า จะบดขยี้กระดูก ละลายโลหิต และเผาวิญญาณข้า?” เมิ่งฮ่าวเตะลงไปอีกครั้ง

กลุ่มฝูงชนมองมาด้วยความตกตะลึง ขณะที่เสียงแผดร้องของไท่หยางจื่อดังมาเข้าหูของพวกมัน ผู้พิทักษ์เต๋าและผู้ฝึกตนอื่นๆ จากภูเขาไท่หยางต่างก็มีโทสะ และพวกมันหลายคนก็บินออกไป

“ยั้งมือด้วย!!”

“บัดซบ ถ้าเจ้าทำร้ายมัน ก็จะเป็นการนำหายนะมาให้กับตนเอง และตระกูลของเจ้าทั้งหมด!”

“เมื่อไหร่ที่ตะวันขึ้น เจ้าต้องตาย! ไม่มีใครจะช่วยเจ้าได้!”

สองผู้พิทักษ์เต๋าแห่งภูเขาไท่หยางยืนอยู่ที่ด้านนอกของลานวิหาร จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว และข่มขู่เขาด้วยคำพูดที่น่ากลัว เมิ่งฮ่าวเตะไปที่ไท่หยางจื่ออีกครั้งเพื่อตอบโต้ ทำให้เกิดเป็นเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจออกมาอีก จากนั้นก็หันหน้าไปจ้องมองยังสองผู้พิทักษ์เต๋า

“ข้ามาจากพิธีเต๋าเซียนโบราณ! บิดาข้าคือ…” ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็หยุดพูด และกระแอมไอออกมา แววตาเกลียดชังไม่น้อยปรากฏขึ้นอยู่ท่ามกลางกลุ่มฝูงชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่มาจากภูเขาไท่หยาง เห็นได้ชัดว่าเมิ่งฮ่าวเพิ่งจะล้อเลียนคำพูดของไท่หยางจื่อจากเมื่อครู่นี้

เมิ่งฮ่าวคว้าจับไปที่ร่างไท่หยางจื่อและลากมันไปที่บ่อน้ำ เขายกภูเขาขึ้นและจากนั้นก็กล่าวว่า “เจ้าน่าจะไปพบกับนางที่ด้านล่างนั่น!”

ดวงตาไท่หยางจื่อเบิกกว้าง และส่งเสียงร้องด้วยความตกใจกลัวออกมา ขณะที่ดิ้นรนต่อต้านเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวกระแอมไอออกมา จากนั้นก็กล่าวขึ้น “อย่าได้บอกว่าข้าไม่ได้ให้โอกาสเจ้า เจ้ามีอาวุธเวทอยู่มากมาย ใช่หรือไม่?”

“ปล่อยข้าไป เจ้าก็จะได้พวกมันทั้งหมด!” ไท่หยางจื่อโพล่งออกมา มันรู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริง ที่ด้านล่างมันมองเห็นฝานตงเอ๋อร์และศีรษะที่เปียกโชกนั้น เห็นได้ชัดว่ามีวิญญาณปีศาจอันลี้ลับ เชื่อมต่ออยู่กับวิหารพิธีเต๋านี้

“ข้าเป็นคนที่มีเกียรติและรักษาสัจจะ!” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด “ทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้าจะยอมให้กรรมของข้าต้องแปดเปื้อนด้วยการขโมยอาวุธเวทของเจ้า!?” สีหน้าเขาเริ่มเย็นชาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไท่หยางจื่อต้องอ้าปากค้างด้วยความตกใจ อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักจิตใจมันก็แวบขึ้นด้วยความเข้าใจ และมันก็รีบปลดถุงสมบัติออกมาอย่างรวดเร็วและชูขึ้นมา

“ข้าให้เจ้าเป็นของกำนัล!”

เมิ่งฮ่าวรับมาเปิดดู มองเข้าไปยังสิ่งที่อยู่ด้านใน ดวงตาแวบขึ้น หลังจากนั้นก็หันหน้ามองไปยังเหรียญคำสั่งซึ่งแขวนอยู่ที่ข้างเอวของไท่หยางจื่อ กล่าวว่า

“นี่ดูเหมือนจะไม่เลว…”

“ข้าให้เจ้า!”

“อี๋? นี่ก็ดีเหมือนกัน”

“เจ้า…เจ้าเอาไปเลย!”

“ข้าไม่เคยเห็นของชิ้นนี้มาก่อน…”

“ข้าให้เจ้าเช่นกัน…” ไท่หยางจื่อแทบจะร้องไห้ออกมา ขณะที่มันยื่นส่งสิ่งของที่เป็นของมันให้กับเมิ่งฮ่าวทีละชิ้น

เมิ่งฮ่าวกำมือไปรอบๆ ก้อนศิลาสีทองที่มีขนาดเท่ากำปั้น ซึ่งกระจายความร้อนอันเข้มข้นและแสงที่เจิดจ้าออกมา จากความรู้สึกที่ก้อนศิลานั้นคายออกมา แทบจะเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังนอนหลับอยู่ด้านใน เมื่อเมิ่งฮ่าวใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์กวาดผ่านไป บทเพลงแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ก็เต็มอยู่ในจิตใจ และเขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่อันตรายกระจายออกมาเป็นระยะ

แทบจะราวกับว่าศิลาก้อนนี้คือ…ดวงตะวัน!

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเบิกกว้าง ขณะที่มองไป เขาไม่เคยจะเห็นสิ่งใดๆ เช่นนี้มาก่อน

เขาค่อยๆ หยิบก้อนศิลาออกมาจากถุงสมบัติของไท่หยางจื่อ

ทันใดนั้น กลุ่มคนที่ด้านนอกก็เริ่มออกความเห็นกันด้วยความประหลาดใจ

“ของวิเศษอันล้ำค่า! มันคือของวิเศษแห่งภูเขาไท่หยาง!!”

“นี่เป็นครั้งแรกที่ภูเขาไท่หยางต้องสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่…”

ใบหน้าไท่หยางจื่อซีดขาว ขณะที่มันมองอย่างขมขื่นไปยังก้อนศิลาที่อยู่ในมือเมิ่งฮ่าว มันไม่เคยจะมีโอกาสได้นำก้อนศิลานี้ออกมาใช้ ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะนำไปจากมัน

เมิ่งฮ่าวหลับตาลง ขณะที่ตรวจสอบก้อนศิลาด้วยความรู้สึก หลังจากผ่านไปชั่วขณะ ความร้อนที่กระจายออกมาจากก้อนศิลานั้น ก็ดูเหมือนจะลดน้อยลง และเมิ่งฮ่าวก็เก็บมันไว้ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมามองไปยังไท่หยางจื่อ ดวงตาหดเล็กลง เขาหยิบเอากระดาษและพู่กันออกมาจากเสื้อ จากนั้นก็ยื่นส่งไปให้กับไท่หยางจื่อ ซึ่งดวงตาเริ่มเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: