I Shall Seal The Heaven Chapter 865

ตอนที่ 865

เวทผนึกอสูรรุ่นที่หก!

เจ็ดวันผ่านไป หลิงอวิ๋นจื่อและอีกสองชายชรา ค่อยๆ ลดความเร็วลง และมีสีหน้าที่จดจ่อจริงจัง ถึงแม้ว่าพวกมันจะเดินทางมายังที่แห่งนี้หลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่มา ก็ต้องเต็มไปด้วยความระมัดระวังตัวอย่างสูงสุด สถานที่แห่งนี้คือเศษซากเซียน ไม่ใช่พื้นที่แห่งอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่มีอันตรายในทุกย่างก้าว แต่ก็ยังคงมีสิ่งที่น่าตกใจ ซึ่งทำให้พวกมันรับรู้ได้ถึงวิกฤตอันร้ายแรง

ก้าวพลาดไปเพียงก้าวเดียว ก็อาจจะทำให้พวกมันต้องจบลงด้วยการถูกฝังอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้นนี่คือการต่อสู้ของคนจำนวนมาก ถ้ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น พวกมันไม่ใช่คนเดียวที่ต้องตายไป แต่คนทั้งหมดที่อยู่ด้านในแขนเสื้ออันกว้างใหญ่ของพวกมันก็จะต้องตายตามไปด้วย

ถ้าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ก็คงจะกลายเป็นคลื่นขนาดใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขาทะเลที่เก้านี้

หลิงอวิ๋นจื่อและอีกสองคนหยุดชะงักนิ่งอยู่ชั่วครู่ เพื่อขยับมือร่ายเวทการพยากรณ์ จากนั้นพวกมันก็สบตากัน และหนึ่งในนั้นก็แสดงความเห็นออกมาว่า “ชีวิตของผู้ถูกเลือกจากสำนักใหญ่ จะมีค่ามากกว่าชีวิตของคนอื่นๆ ทั้งหมดจริงๆ?”

หลิงอวิ๋นจื่อส่ายหน้าและไม่ยอมตอบคำถามนี้ ขณะที่คนทั้งสามนำผู้เข้าร่วมการต่อสู้ทั้งหมดมาด้วยตนเอง ผู้ถูกเลือกจากสำนักใหญ่ก็แค่ไปรอคอยพวกมันอยู่ที่ต้นไม้เต๋าโบราณ ที่นั่นมีการติดตั้งประตูเคลื่อนย้ายทางไกลไว้ และผู้ถูกเลือกเหล่านั้นก็ใช้ประตูนั่นเข้าไปที่ต้นไม้เต๋าโบราณได้โดยตรง

ประตูเคลื่อนย้ายทางไกลจะคงอยู่ได้แค่สิบลมหายใจเท่านั้น และรองรับได้ไม่เกินหนึ่งร้อยคน แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นอย่างมหาศาล

ค่าใช้จ่ายนี้จะถูกแบ่งเฉลี่ยกันระหว่างสำนักต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ถูกเลือกของพวกมันจะไปถึงจุดหมายได้โดยที่ไม่ต้องพบเจอกับสภาวะแทรกซ้อนใดๆ

“ยังคงมีเวลาเหลืออยู่ห้าชั่วยาม ก่อนที่ประตูทางเข้าจะปรากฏขึ้น” ชายชราที่นำผู้ร่วมการต่อสู้ขั้นตัดวิญญาณมากล่าวขึ้น “พวกเราพักกันสักเล็กน้อย ดีหรือไม่?” ด้วยเช่นนั้น มันจึงนั่งลงขัดสมาธิ

คนที่บ่นเมื่อครู่นี้คือชายชราที่นำผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งมา มันแค่นเสียงเย็นชาและมองออกไปยังที่ห่างไกล

“นำผู้เข้าร่วมการต่อสู้ออกมากันเถอะ ปล่อยให้พวกมันมองดูไปรอบๆ” หลิงอวิ๋นจื่อกล่าว “ช่วงเวลาห้าชั่วยามนี้น่าจะปลอดภัยดีอยู่” มันสะบัดชายแขนเสื้อ และผู้ฝึกตนค้นหาเต๋าหนึ่งพันคนรวมทั้งเมิ่งฮ่าวได้ปรากฏตัวขึ้นในทันที พวกมันส่วนใหญ่อ้าปากค้างเมื่อในที่สุดก็สามารถจะมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบข้างด้วยสองตาของตนเอง เห็นได้ชัดว่าจิตใจพวกมันกำลังสั่นสะท้าน แต่ก็ไม่มีใครพูดออกมาแม้แต่คำเดียว

ไม่นานต่อมา ผู้ฝึกตนตัดวิญญาณและวิญญาณแรกก่อตั้งก็ปรากฏตัวขึ้น พวกมันมองไปรอบๆ ยังสภาพแวดล้อม เสียงสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วงได้ยินออกมาจากทั่วทุกที่

“อย่าได้กระทำการวู่วามใดๆ อย่าได้ออกไปไกลมากนัก” หลิงอวิ๋นจื่อกล่าวด้วยเสียงดังก้องไปมา “ตอนนี้พวกเราอยู่ในเศษซากเซียนที่แท้จริง มีอันตรายมากมายซุกซ่อนอยู่ จากระดับพื้นฐานฝึกตนของพวกเจ้า พวกเจ้าอาจจะไม่เคยพบเห็นสถานที่เช่นนี้มาก่อน เมื่อพวกเจ้ามาอยู่ในที่แห่งนี้กับพวกเราแล้วในตอนนี้ ก็ให้ใช้โอกาสนี้ลองพิจารณาดู ให้ถือซะว่านี่คือหนึ่งในรางวัลของพวกเจ้า”

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขณะที่มองไปรอบๆ ซึ่งถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอก บางแห่งก็บางเบา บางแห่งก็หนาแน่น พื้นที่หลายแห่งกระจายแรงกดดันอันเข้มข้นออกมา เห็นได้ชัดว่ามีพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป บางพื้นที่ต้องเป็นผู้ที่มีพลังอันแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะผ่านเข้าไปได้ บางพื้นที่ก็ไม่ต้องแข็งแกร่งมากนัก

บริเวณที่พวกเขาครอบครองอยู่ ประกอบด้วยแรงกดดันที่อ่อนแอมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นสามชายชรากำลังผลักดันแรงกดดันนั้นออกไป ทำให้พลังของมันลดลงไปอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง แต่ถึงแม้ว่าพลังมากมายเหล่านั้นจะถูกสามชายชราเบี่ยงเบนไป แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เข้าร่วมการต่อสู้อีกมากมายที่จะสามารถต่อต้านได้

ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งและตัดวิญญาณส่วนใหญ่ กำลังนั่งลงขัดสมาธิเข้าฌาณ คนที่เหลือไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องต่อสู้กลับไปยังแรงกดดันนั้นอย่างเต็มที่ ต่างก็กำลังตรวจสอบไปยังรอบๆ บริเวณนั้น ท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตนค้นหาเต๋า มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งที่กำลังเข้าฌาณอยู่ ที่เหลืออยู่อีกหลายร้อยคนกำลังเคลื่อนที่ไปมาอยู่ในบริเวณนั้น

เมิ่งฮ่าวเดินตรงไปจนกระทั่งอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยจ้าง ที่นั่นเขาหยุดลง ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกว่าแรงกดดันจะเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าถ้าเขายังคงมุ่งหน้าไกลออกไป เขายืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ อยู่ชั่วขณะ ก่อนที่จะตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอากระบี่บินออกมา ค่อยๆ ส่งมันออกไป เมื่อกระบี่บินพุ่งผ่านเขตหนึ่งร้อยจ้าง เสียงแตกร้าวก็ได้ยินมา รอยแตกกระจายออกไปทั่วทั้งพื้นผิวของกระบี่ หลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจ มันก็แตกกระจายกลายเป็นเถ้าธุลี

“แค่ห้าอึดใจเท่านั้น” เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกาย กระบี่บินที่เขาเพิ่งจะใช้ออกไปเมื่อครู่นี้ เป็นของวิเศษขั้นตัดวิญญาณ แต่เมื่อมาอยู่ในที่แห่งนี้ก็สามารถทนได้นานสุดแค่ห้าอึดใจเท่านั้น

เมิ่งฮ่าวส่ายหน้าเริ่มเดินกลับออกไปจากเขตหนึ่งร้อยจ้าง แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดังก้องขึ้นมาในจิตใจ

“มา…มา…”

เมิ่งฮ่าวหยุดชะงักนิ่ง ดวงตาเริ่มสาดประกายด้วยแสงอันเจิดจ้า ขณะที่มองออกไปในเศษซากเซียน เสียงนั้นดังก้องอยู่ในจิตใจเขาอย่างต่อเนื่อง เขาหมุนตัวมองกลับไปยังกลุ่มคนที่ด้านหลัง แต่ก็เห็นได้ชัดว่า แม้แต่หลิงอวิ๋นจื่อและอีกสองคนก็ยังไม่อาจจะได้ยินในสิ่งที่เขากำลังได้ยินอยู่นี้ ดูเหมือนว่ามีแต่เขาเพียงคนเดียวที่สามารถรับรู้ได้ถึงเสียงนี้

ในเวลาเดียวกับที่เสียงนั้นดังก้องออกมา แผ่นหยกผนึกอสูรโบราณในถุงสมบัติ จู่ๆ ก็เริ่มกระจายแสงระยิบระยับออกมา

แผ่นหยกผนึกอสูรสงบนิ่งมาเป็นเวลานาน แต่ตอนนี้กำลังส่องแสงขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ มันไม่ได้พูดอะไรออกมา

เสียงจากก่อนหน้านี้ได้พูดออกมาอย่างต่อเนื่อง

“พันธมิตรผู้ผนึกอสูร…มาที่นี่…มาหาเหล่าฟู…” ขณะที่เสียงนั้นดังขึ้น กลุ่มหมอกที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าวดูเหมือนจะบางเบาลงและเปลี่ยนเป็น…เส้นทางขึ้น

จิตใจเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ขณะที่มองไปยังเส้นทางนั้น เขาไม่ได้เดินตรงไป แต่เริ่มถอยไปทางด้านหลัง เขารู้ว่าถึงแม้ระดับพื้นฐานฝึกตนของตัวเองจะอยู่ในจุดสูงสุดของกลุ่มคนรุ่นเดียวกัน แต่เขาก็อยู่เพียงแค่อาณาจักรวิญญาณเท่านั้น ซึ่งอ่อนแอเป็นอย่างมากเมื่อคิดไปถึงอาณาจักรขุนเขาทะเลทั้งหมด

เส้นทางนี้อาจจะนำไปสู่โชควาสนา แต่เมื่อพิจารณาถึงระดับพื้นฐานฝึกตนของตัวเองแล้ว โชควาสนานี้อาจจะนำเขาไปสู่ความตายมากกว่า

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวก้าวถอยไปทางด้านหลัง เสียงนั่นก็ยิ่งดังขึ้นมาอย่างเร่งรีบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“พันธมิตรแห่งผู้ผนึกอสูร…เหล่าฟูก็เป็นสมาชิกอยู่ด้วยเช่นกัน มาหาข้า ข้าจะมอบโชควาสนาให้กับเจ้า…ข้าจะให้เจ้ามีโชคชะตาที่จะก้าวเดินไปบนสวรรค์ ทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว! ทำให้เจ้ากลายเป็นเซียนได้โดยตรง!”

ยิ่งเสียงนั้นพยายามจะเกลี้ยกล่อมเขามากเท่าใด เมิ่งฮ่าวก็ยิ่งถอยไปทางด้านหลังมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเขาถอยไปได้ประมาณสิบจ้าง กลุ่มหมอกที่ด้านหน้าจู่ๆ ก็เริ่มพลุ่งพล่านปั่นป่วน ราวกับว่ามีพลังอันน่าเหลือเชื่อใกล้เข้ามา มุ่งหน้าตรงมายังเมิ่งฮ่าว

สีหน้าเขาสลดลง และเริ่มพุ่งถอยไปทางด้านหลัง หลิงอวิ๋นจื่อและอีกสองคนรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น สีหน้าคนทั้งสามเปลี่ยนไป เริ่มมีปฏิกิริยาขึ้นมาในทันที ดึงเอาผู้เข้าร่วมการต่อสู้ทั้งหมดกลับเข้าไปในชายแขนเสื้อของพวกมัน ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ก้าวเท้าเดินตรงไปยืนอยู่ที่ด้านข้างเมิ่งฮ่าว ในตอนนี้กลุ่มหมอกที่ม้วนตัวไปมา ก็กระจายออกไปเผยให้เห็นเป็นเงาร่างร่างหนึ่ง

มันเป็นผู้ฝึกตนที่ร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะเน่าเปื่อยสลายตัว ศีรษะถูกทำลายไปครึ่งหนึ่ง เสื้อผ้าฉีกขาดรุ่งริ่ง กลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณเน่าเปื่อยกระจายออกมาจากร่าง และมีกลุ่มหมอกวนไปมาอยู่รอบๆ ตัว ในมือของมันถือธงที่เก่าขาดคร่ำคร่าอยู่ ยืนอยู่ที่นั่นจ้องมองมายังหลิงอวิ๋นจื่อและอีกสองคนด้วยดวงตาที่ยังคงเหลืออยู่ข้างเดียวอย่างไร้ประกาย

หลิงอวิ๋นจื่อและชายชราอีกสองคนจ้องมองไปยังคนผู้นั้น ราวกับว่ามันเป็นศัตรูอันน่ากลัว พลังของคนทั้งสามพุ่งขึ้นมา และแสงของวิชาเวทก็เริ่มหมุนวนไปมาอยู่รอบๆ ตัว

“ท่านผู้อาวุโส ท่านได้ตายไปแล้ว” หลิงอวิ๋นจื่อกล่าว “ขี้เถ้าสู่ขี้เถ้า ตะกอนสู่ตะกอน พวกเราเหล่าผู้เยาว์รุ่นหลังยังคงมีชีวิตอยู่ แค่ผ่านทางมาเท่านั้น ได้โปรดยกโทษให้พวกเราด้วยที่มารบกวนการพักผ่อนของท่าน ผู้อาวุโส โปรดกลับไปยังสถานที่ที่ท่านจากมา!”

ร่างที่มีครึ่งศีรษะนั้นค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น ชี้นิ้วที่เน่าเปื่อยตรงมายังเมิ่งฮ่าว

“ข้า…อยากได้…มัน…”

สีหน้าหลิงอวิ๋นจื่อสลดลง เช่นเดียวกับชายชราอีกสองคน

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วง ถอยหลังไปจนกระทั่งไปอยู่ที่ด้านหลังของชายชราทั้งสาม ขณะที่เขาจ้องมองไปยังเงาร่างนั้น จิตใจก็สั่นสะท้าน ในตอนนี้เองที่เขาสังเกตเห็นว่าคนที่มีศีรษะครึ่งหนึ่งนี้…ถูกกระบี่แทงเข้าไปที่เอวของมัน

กระบี่นั้นเป็นสีดำสนิท และกระจายกลิ่นอายที่เย็นเยียบออกมา แต่เมิ่งฮ่าวก็สามารถบอกได้ว่ากระบี่นั้นประกอบด้วยพลังแห่งการผนึก ไม่นานนักเขาก็ตระหนักว่านั่นคือพลังของเวทผนึกอสูร!

ในตอนนี้เองที่แผ่นหยกผนึกอสูรโบราณในถุงสมบัติ ในที่สุดก็พูดขึ้นมาในจิตใจเขาด้วยน้ำเสียงที่เก่าแก่โบราณของมัน

“เวทผนึกอสูรรุ่นหก!”

หลิงอวิ๋นจื่อวางมือขวาลงไปบนถุงสมบัติของมันกล่าวว่า “ผู้อาวุโส โปรดอย่าได้กดดันพวกเรามากนัก!”

บุรุษครึ่งศีรษะจู่ๆ ก็มองมายังมัน และเปลวไฟก็พุ่งออกมาจากภายในดวงตาที่ยังเหลืออยู่ข้างเดียวของมัน ทันใดนั้นมันก็ถลาตรงมา กลุ่มหมอกรอบๆ ตัวมันเดือดพล่าน ราวกับว่ากลุ่มหมอกนั้นได้ประกอบด้วยวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วน กำลังกรีดร้องอย่างน่าสังเวชออกมา มันโบกสะบัดธง และเสียงกระหึ่มก็ได้ยินมา ขณะที่กลุ่มหมอกได้เคลื่อนที่ตรงไปยังสามชายชรา

สีหน้าหลิงอวิ๋นจื่อเปลี่ยนไป และส่งเสียงกู่ร้องออกมา ตบลงไปบนถุงสมบัติโดยไม่ลังเลเพื่อหยิบเอาแผ่นยันต์ออกมา

มันคือยันต์โบราณที่กระจายกลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณอย่างไร้ที่สิ้นสุดออกมา ดูเหมือนว่าจะคงอยู่มานานหลายปีจนนับไม่ถ้วน ที่วาดอยู่บนแผ่นยันต์นั้นคือรูปใบหน้าที่ยิ้มแบบธรรมดาทั่วไป แต่ทันทีที่มันปรากฏขึ้น บุรุษครึ่งศีรษะก็หยุดชะงักนิ่ง แม้แต่กลุ่มหมอกที่ใกล้เข้ามาก็หยุดด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าจะถูกตรึงอยู่กับที่อย่างถาวรตลอดไป ไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้มากไปกว่านี้

หลิงอวิ๋นจื่อสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขยับมือร่ายเวท จากนั้นก็ชี้ออกไป แผ่นยันต์นั้นลอยขึ้นไปในกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันนั้นหลิงอวิ๋นจื่อก็คว้าตัวเมิ่งฮ่าวไว้ จากนั้นก็พุ่งถอยไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว อีกสองชายชราก็ล่าถอยออกไปเช่นเดียวกัน ทิ้งให้แผ่นยันต์ลอยอยู่ที่นั่นในกลางอากาศ

“คาดไม่ถึงว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับผีดิบที่นี่ แผ่นยันต์นั่นจะต่อต้านได้นานถึงสิบชั่วยาม” หลิงอวิ๋นจื่อขมวดคิ้วและมองไปยังเมิ่งฮ่าว “เจ้าไปดึงดูดความสนใจมันได้อย่างไรกัน?”

เมิ่งฮ่าวฝืนยิ้มออกมา ไม่แน่ใจว่าจะต้องพูดอะไรออกมาดี

“อาจจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมันก็เป็นได้” ชายชราที่นำกลุ่มผู้ฝึกตนตัดวิญญาณมากล่าวขึ้น เห็นได้ว่ามันมาจากเซียนกู่เต้าฉ่าง (พิธีเต๋าเซียนโบราณ) “ผีดิบในที่แห่งนี้มักจะมองหาคนที่พวกมันคิดว่าจะสามารถช่วยให้พวกมันกลับมามีชีวิตใหม่ได้ พวกเราเคยเผชิญหน้ากับพวกมันมาก่อนแล้ว ใช่หรือไม่?”

เมิ่งฮ่าวลังเลอยู่ชั่วขณะจากนั้นก็ถามว่า “ผู้อาวุโส ผีดิบคือ…อะไร?”

“ผู้ฝึกตนโบราณบางคนเหลือเส้นใยแห่งความไม่พอใจไว้ หลังจากที่พวกมันตายไป เส้นใยเหล่านั้นจะคงอยู่ที่ด้านนอกกฎแห่งธรรมชาติของอาณาจักรขุนเขาทะเล พยายามที่จะกลับมามีชีวิตอยู่อย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือผีดิบ”

เมิ่งฮ่าวพยักหน้า มองกลับไปยังบุรุษครึ่งศีรษะ เขาอยากจะไปดึงกระบี่ออกมาจากร่างมัน แต่ก็รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเช่นนั้น จึงได้แต่แอบถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าเสียดาย

ในที่สุดห้าชั่วยามก็ผ่านไป และกลุ่มหมอกรอบๆ บริเวณนั้นก็เริ่มม้วนตัวไปมา เมิ่งฮ่าวกลับเข้าไปในชายแขนเสื้อของหลิงอวิ๋นจื่อ แต่ก็ยังคงสามารถจะมองเห็นโลกที่ด้านนอกได้ อย่างน่าตกใจยิ่งที่ห่างไกลออกไป…เป็นซากศพขนาดใหญ่อย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้

มันมีขนาดใหญ่โตจนเมิ่งฮ่าวไม่อาจจะทำอะไรได้นอกจากต้องอ้าปากค้าง ดูเหมือนจะใหญ่กว่าดวงดาวซะอีก เหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด ผู้ฝึกตนใดๆ ก็ตามถ้าไปยืนอยู่ที่เบื้องหน้ามันก็จะมีขนาดเล็กกว่ามดด้วยซ้ำ

ซากศพนั้นมีขนาดใหญ่จนแทบจะกลายเป็นทวีปที่กว้างใหญ่ไพศาล กำลังลอยตัวอยู่ที่นั่นในความว่างเปล่า

ขณะที่หลิงอวิ๋นจื่อและสองชายชราบินตรงไป พวกมันก็หยิบเอาสัญลักษณ์เวทที่ทำให้ร่างกายพวกมันกระจายแสงสีเทาออกมา พุ่งตรงไปยังร่างขนาดใหญ่โตนั้น เพียงชั่วพริบตาก็ลงไปอยู่บนร่างนั้น และพุ่งตรงไปข้างหน้าต่อไป

เมิ่งฮ่าวปากอ้าตาค้างมองไป ขณะที่หลิงอวิ๋นจื่อและสองชายชรา เดินทางต่อไปอีกหนึ่งเดือนด้วยความรวดเร็วอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้ ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ยังคงไม่อาจจะข้ามผ่านซากศพนั้นไปได้ ในที่สุดต้นไม้ก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า

มันเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารอย่างน่าตกใจยิ่ง

เห็นได้ชัดว่าต้นไม้นี้เติบโตขึ้นมาจากภายในซากศพ ราวกับว่ามันกำลังใช้เลือดเนื้อของซากศพเป็นสารอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงลำต้น

ลำต้นของมันยืดยาวสูงขึ้นไปในอากาศ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ก็มีกิ่งก้านขนาดใหญ่สองกิ่งแตกออกไปในทิศทางที่อยู่ตรงข้ามกัน ทำให้ดูคล้ายกับเป็นคราดขนาดใหญ่มหึมา

“ถึงแล้ว!” หลิงอวิ๋นจื่อกล่าว หยุดลงพร้อมกับชายชราทั้งสอง จากนั้นก็โบกสะบัดมือ ทำให้ผู้เข้าร่วมการต่อสู้ทั้งหมดลอยออกมา จากภายในชายแขนเสื้อของพวกมัน และไปยืนอยู่บนใบไม้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น