I Shall Seal The Heaven Chapter 919

0 Comments

ตอนที่ 919

แรงกระตุ้น

เมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ใบหน้าซีดขาว ตอนแรกเขาพยายามจะไม่คิดคำนวนว่าตนเองต้องสูญเสียไปมากมายเท่าใด แต่สุดท้ายก็ไม่อาจจะควบคุมตัวเองได้ จิตใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อตัวเลขจำนวนมหาศาลของคะแนนความดี และเขาก็แทบจะกระอักโลหิตออกมา

“ขาดทุน! ช่างขาดทุนนัก!!” เขารู้สึกแทบอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ทำได้แต่ก่นด่าสาปแช่งต่อความโชคร้ายของตัวเอง ที่ต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้รับคะแนนความดีไป

ในตอนนี้เขาแหงนหน้าขึ้นและส่งเสียงกู่ร้องออกมา ทำให้วิหคที่อยู่ใกล้กับบริเวณนั้นต้องกระจัดกระจายบินจากไป

ร่างเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน จิตใจราวกับมีโลหิตไหลหยดหยาด ใบหน้าหมองคล้ำ รู้สึกหดหู่ไร้ความสุข หมดแรงไปโดยสิ้นเชิง ในตอนนี้เองที่จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นใครบางคนกำลังบินฝ่าอากาศมาจากด้านหลัง

เขาหมุนตัวไปอย่างอ่อนแรง และมองเห็นหญิงสาวเยาว์วัย ท่าทางไร้ชีวิตชีวาของเขาทำให้หญิงสาวนางนั้นต้องจ้องมองมาด้วยความตกตะลึง

นางมีความงดงามและดูสง่าเป็นอย่างยิ่ง สวมใส่ชุดยาวสีชมพู มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และทำให้รู้สึกน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

นางมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความตกตะลึงอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่จะถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ “เอ่อ ท่านคือ…ฟางฮ่าวจู๋เซียง?” (ลูกพี่ลูกน้องที่มีอายุมากกว่า)

เมิ่งฮ่าวพยักหน้าอย่างเซื่องซึม ภายในใจยังคงคิดอยู่แต่เรื่องที่ต้องสูญเสียคะแนนความดีไปเป็นจำนวนมากมาย ราวกับว่าแม้แต่ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีดำสนิทไปโดยสิ้นเชิง

ใบหน้าของหญิงสาวเยาว์วัยเริ่มเคร่งขรึมด้วยความนับถือขึ้น ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว นางคิดกับตัวเองว่าคนผู้นี้ได้พยายามอย่างเต็มที่ก่อนที่จะยอมแพ้ไป เขาได้ทุ่มเทอุทิศตนให้กับทักษะด้านพืชสมุนไพรอย่างสุดตัว ทำให้นางมองเห็นความมุ่งมั่นที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวอยู่ในตัวของเมิ่งฮ่าว ซึ่งนางไม่อาจจะมีได้

“ฟางฮ่าวจู๋เซียง ข้าเห็นท่านอยู่ในศาลาโอสถเมื่อครู่นี้ หว่านเอ๋อร์ช่างเลื่อมใสท่านนัก” นางประสานมือและโค้งตัวลง จากนั้นก็ยื่นตำราให้กับเมิ่งฮ่าว “นี่…คือตำราที่ท่านผู้เฒ่าโอสถให้ข้านำมามอบให้กับท่าน”

เมิ่งฮ่าวยังคงตกอยู่ในความงุนงง ใบหน้าว่างเปล่า พูดพึมพำกับตัวเอง “คาดไม่ถึงว่าจะมีคะแนนความดีอยู่มากมายที่เบื้องหน้า แต่ข้าก็ไม่อาจจะเอามันมาได้…ช่างน่าเสียดายนัก!!”

หญิงสาวเยาว์วัยอ้าปากค้างอยู่ชั่วขณะ ไม่แน่ใจถึงความหมายในสิ่งที่นางเพิ่งจะได้ยินมา “จู๋เซียง ท่านพูดว่าอะไร?”

เมิ่งฮ่าวส่ายหน้ารับตำรามาด้วยท่าทางหดหู่ จากนั้นก็หมุนตัวไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ มุ่งหน้าออกไปยังที่ห่างไกล หญิงสาวเยาว์วัยมองดูจนเขาหายลับตาไป ด้วยความรู้สึกที่ชื่นชมขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“มันคู่ควรที่จะเป็นหลานคนโตของตระกูลหลักอย่างแท้จริง ฟางฮ่าวจู๋เซียงคิดแต่เรื่องเต๋าแห่งการปรุงยา มันได้สร้างต้นสมุนไพรขึ้นมาได้มากกว่าเจ็ดหมื่นชนิด บนชั้นที่เจ็ดของศาลาโอสถ แต่ก็ยังคงรู้สึกเสียใจ ราวกับว่าได้สูญเสียความเชื่อมั่นและความคิดไป บุคคลเช่นนี้ช่างหาได้ยากเย็นยิ่งอย่างแท้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมท่านผู้เฒ่าโอสถถึงให้ข้านำตำรามามอบให้กับมัน”

“หว่านเอ๋อร์ เจ้าต้องพยายามและศึกษาให้มากกว่านี้ ให้เหมือนกับจู๋เซียง!” นางกล่าวให้กำลังใจกับตัวเอง มองการจากไปของเมิ่งฮ่าวด้วยความเคารพนับถือ

เมิ่งฮ่าวไม่รู้ว่าสีหน้าของเขาได้ให้กำลังใจต่อหญิงสาวเยาว์วัยที่บอบบางนางนั้นมากแค่ไหน เขามุ่งหน้าตรงไปยังคฤหาสน์โบราณอย่างต่อเนื่อง ด้วยความง่วงนอนอย่างแปลกประหลาด

ในทันทีที่เขาผ่านเข้าไปในคฤหาสน์โบราณ อารมณ์ก็เริ่มเลวร้ายลง ขณะที่กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไป มีกลุ่มคนเจ็ดถึงแปดคนกำลังเดินอยู่ที่เบื้องหน้า ส่งเสียงพูดคุยและหัวเราะกันไปมา

ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นหญิงสาวเยาว์วัย ซึ่งเมิ่งฮ่าวจดจำได้ในตอนที่เขามาถึงประตูสวรรค์ตะวันออกเป็นครั้งแรก นางคือผู้ฝึกตนหญิงสาวที่มีนามว่าฟางหง นางมีความงดงามตามธรรมชาติ และสวมใส่ชุดยาวโทนสีอ่อนอยู่ในตอนนี้ ยกมือขึ้นมาปิดปากและหัวเราะออกมา ขณะที่เดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางกลุ่มคนที่เดินไปพร้อมกับนาง มีอยู่สามคนที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ที่ขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า ซึ่งเทียบเท่ากับเซียนเทียม ยังมีอีกสองสามคนที่อยู่ในอาณาจักรวิญญาณ

คนทั้งหมดนี้คือกลุ่มคนที่เมิ่งฮ่าวเคยเห็นในตอนที่พวกมันได้ติดตามฟางเว่ยเข้าไปในวิหาร

ด้านหลังพวกมันติดตามมาด้วยชายชราที่มีเส้นผมสีดอกเลาและมีสีหน้าที่เฉื่อยชา กุมมือทั้งสองข้างอยู่ที่เบื้องหน้า ซุกเข้าไปอยู่ในชายแขนเสื้อ ติดตามกลุ่มคนเหล่านี้ไปด้วยการโค้งตัวลงเล็กน้อย แทบจะราวกับว่ามันเป็นข้าทาส

มันไม่ได้เป็นสมาชิกของตระกูลฟาง แต่ใช้แซ่อื่น และได้มาอาศัยอยู่ในตระกูลฟางด้วยการเป็นผู้พิทักษ์เต๋าให้กับกลุ่มคนรุ่นเยาว์ของตระกูล

ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่อยู่รอบๆ ฟางหงพูดคุยและหัวเราะกันไปมา

“หงเอ๋อร์ ข้าได้ข่าวว่าตอนที่ท่านออกไปฝึกฝนในครั้งนี้ ท่านได้คารวะท่านสุ่ยอวิ๋นเป็นอาจารย์ ผู้อาวุโสสุ่ยอวิ๋นอาจจะเป็นแค่ผู้ฝึกตนเร่ร่อน แต่พื้นฐานฝึกตนของท่านก็ช่างน่าเหลือเชื่อนัก ขอแสดงความยินดีด้วย! ตอนนี้เมื่อท่านกลับมาแล้ว ก็ไม่ต้องรีบร้อนออกไปอีก อีกไม่นานก็จะเป็นวันครบรอบหนึ่งร้อยปีของตงเซิงจือหยาง (ตะวันรุ่งบูรพา) เว่ยกงจื่อเป็นผู้ดูแลศาลารุ่งบูรพา และมันก็ได้เรียนเชิญผู้ถูกเลือกจากสำนักอื่นๆ ไม่น้อยให้มาร่วมรับรู้ เมื่อถึงเวลานั้น ท่านก็จะได้พบกับพวกมันทั้งหมด”

“นั่นก็ใช่แล้ว หงจวิ้นจู่ (ท่านหญิงหง) ผู้ถูกเลือกทั้งหมดในตระกูลฟาง น้อยคนนักที่จะมีพื้นฐานฝึกตนเหนือล้ำกว่าท่าน ท่านจะต้องเป็นดวงตะวันอันเจิดจ้าอยู่ในศาลารุ่งบูรพาอย่างแน่นอน”

ด้วยการตอบรับกับสิ่งที่คนทั้งหมดกำลังพูดออกมา หญิงสาวเยาว์วัยยิ้มน้อยๆ และส่ายหน้าไปมา แต่ถึงกระนั้นสีหน้านางก็ยังแสดงให้เห็นถึงร่องรอยแห่งความภาคภูมิใจ กล่าวว่า

“เว่ยกงจื่อและหานกงจื่อทั้งสอง ต่างก็มีพื้นฐานฝึกตนที่สูงกว่าข้า สำหรับพวกท่าน เทากงจื่อและไห่กงจื่อ ด้วยพื้นฐานฝึกตนของพวกท่าน ตราบเท่าที่มีการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม พวกท่านก็น่าจะสามารถใช้ต้นเถาวัลย์ประกายเซียนได้แทบทุกเมื่อ”

“ไม่ใช่เช่นนั้น” หนึ่งในสหายของนางกล่าวขึ้น “ถึงตระกูลจะมีต้นเถาวัลย์ประกายเซียนอยู่ แต่ก็หาได้ยากยิ่ง มีให้คนรุ่นนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าไม่ใช่หนึ่งในสามคนหลักของรุ่นปัจจุบันนี้ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะได้มันมา คือต้องจ่ายด้วยคะแนนความดีมากมายมหาศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างแท้จริง”

“นั่นไม่เหมือนกับท่าน, หงเอ๋อร์ ด้วยการช่วยเหลือจากท่านสุ่ยอวิ๋น ทำให้ท่านมีโอกาสมากกว่าพวกเราทั้งหมด” เสียงถอนหายใจได้ยินมา เป็นเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวได้บินผ่านไป กลุ่มคนที่ด้านล่างมองขึ้นมา และสามบุรุษหนุ่มที่มีพื้นฐานฝึกตนเทียบเท่ากับเซียนเทียมต่างก็ขมวดคิ้ว

แม้แต่หญิงสาวเยาว์วัยฟางหงก็กำลังขมวดคิ้วอยู่เช่นกัน

ในคฤหาสน์ตระกูลฟาง มีเพียงสองคนเท่านั้นในกลุ่มผู้เยาว์ที่มีคุณสมบัติจะบินได้ หนึ่งคือฟางเว่ย และอีกคนก็คือ…เมิ่งฮ่าว

“เฉินเหล่า (ผู้เฒ่าเฉิน) ข้าไม่ชอบให้ใครมาบินอยู่เหนือศีรษะข้า” ฟางหงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ชายชราตอบรับด้วยการมองขึ้นไป และดวงตาที่สงบนิ่งของมันก่อนหน้านี้ ก็เริ่มสาดประกายเจิดจ้าขึ้น มันมองขึ้นไปยังเมิ่งฮ่าวที่กำลังบินฝ่าอากาศไป

“ลงมาให้กับข้า!” มันร้องตะคอก ไม่ได้โจมตีออกไปแค่พูดขึ้นมาเท่านั้น เสียงของมันไม่ได้ดังก้องออกไปไกลมากนัก พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าวเพียงผู้เดียว และประกอบไปด้วยกฎธรรมชาติ ที่ต้องทำตามคำสั่งของมัน เสียงนั้นกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับเป็นสายฟ้าที่ระเบิดออกมา ซึ่งมีแต่เมิ่งฮ่าวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน

ตูม!

ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็ต้องหยุดชะงักนิ่งอยู่ในกลางอากาศ ขณะที่พลังอันมหาศาลได้ก่อตัวขึ้นมาอยู่รอบๆ ร่าง ราวกับว่าอากาศรอบๆ ตัวเขาได้ถูกจำกัดไว้ และบังคับให้ลงไปที่ด้านล่างในทันที มีบางสิ่งที่คล้ายกับเป็นหัตถ์ยักษ์ได้กดทับลงมา บังคับให้เขาต้องออกไปจากท้องฟ้า

ร่างกายเขาสั่นสะท้าน รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันน่าเหลือเชื่อ ที่เหมือนกับเป็นจุดสูงสุดของขั้นเซียน ซึ่งก็คือเซียนขั้นที่เจ็ด

“หือ?” ชายชราคิดพร้อมกับขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่ามันไม่อาจจะสะกดเมิ่งฮ่าวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง มันแค่นเสียงเย็นชาและระเบิดพลังพื้นฐานฝึกตนออกไป แรงกดดันอันมหาศาลม้วนกวาดออกไป และเมิ่งฮ่าวก็ไม่อาจจะควบคุมร่างกายตนเองได้โดยสิ้นเชิง ต้องตกลงมาจากท้องฟ้าในทันที

จนกระทั่งเขาลงไปอยู่บนพื้นดิน แรงกดดันนั้นจึงได้จางหายไป สีหน้าชายชราสงบนิ่ง ขณะที่มันก้มหน้าลง แทบจะราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

ฟางหงและผู้ติดตามของนางทั้งหมด มองไปยังเมิ่งฮ่าว

ทันใดนั้น ผู้ติดตามของฟางหงก็พูดขึ้น

“เจ้าคือฟางฮ่าว ที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายทั้งหมดขึ้นในแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา?”

“อย่าลืมว่า ถึงผู้เฒ่าสูงสุดให้สิทธิ์เจ้าบินอยู่ในคฤหาสน์โบราณนี้ แต่ถ้าเจ้าไม่มีพลังที่เพียงพอ ก็อย่าได้บินอยู่เหนือศีรษะผู้อื่นเช่นนี้”

“ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว”

กลุ่มคนเหล่านี้ไม่รู้มากนักเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าว นอกจากนั้นสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากที่กลับเข้ามาในตระกูลก็คือ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา

สิ่งที่พวกมันรู้ทั้งหมดก็คือลำแสงสายโลหิตที่สูงหนึ่งหมื่นจ้างของเขา ซึ่งทำให้พวกมันรู้สึกประหม่าอยู่เล็กน้อย เมื่อพูดถึงเรื่องเต๋าแห่งการปรุงยา พวกมันก็มองว่าเป็นเต๋าอันกระจ้อยร่อย ไม่คู่ควรที่จะมาใช้ขั้นร่วมกันกับการฝึกตน

เมื่อพูดจบ พวกมันก็พูดคุยและหัวเราะกันต่อไป ไม่สนใจเมิ่งฮ่าวเลยแม้แต่น้อย ขณะที่เดินผ่านเขาไป

เมิ่งฮ่าวกำลังอยู่ในอารมณ์ที่หงุดหงิด เขาเพิ่งจะบินมาคิดแต่เรื่องกิจการของตัวเอง แต่จู่ๆ ก็ถูกบังคับให้ลงมาอยู่บนพื้น ด้วยบุคลิกส่วนตัวของเขาแล้ว เขาจะรับเรื่องราวเช่นนี้ได้อย่างไร? ดวงตาสาดประกายเย็นชา และรอยยิ้มก็ค่อยๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างช้าๆ

ถึงจะเป็นรอยยิ้ม แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาเป็นอย่างยิ่ง

“เมื่อพบกับข้าแล้ว กลับไม่มาแสดงความคารวะ! ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะลืมกฎของตระกูลไปหมดแล้ว!” เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ

กลุ่มคนทั้งแปดขมวดคิ้ว หยุดชะงักนิ่ง ค่อยๆ หันหน้ากลับมามองยังเมิ่งฮ่าว

“เฉินเหล่า ทำไมยังไม่ไล่มันออกไป” ฟางหงกล่าวขึ้น

สีหน้าเฉินเหล่าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่พยักหน้าให้ จากนั้นก็ก้าวเท้าตรงมายังเมิ่งฮ่าว ผลักมือข้างขวาออกไป ทำให้พลังอันน่าเหลือเชื่อระเบิดขึ้นตรงมายังเมิ่งฮ่าว เป้าหมายของมันก็คือผลักดันให้เมิ่งฮ่าวออกไป

ขณะที่มันก้าวเดินไปข้างหน้า เสียงกระหึ่มกึกก้องก็ดังขึ้นมา เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดชายแขนเสื้อ ทำให้ลำแสงสีดำลอยออกมากลายเป็นจระเข้ สะบัดหางออกไป ทำให้พลังอันน่าเหลือเชื่อพุ่งขึ้นมา

สีหน้าชายชราเปลี่ยนไป ขณะที่หางจระเข้กระแทกเข้าไปบนร่างมัน ทำให้เกิดเป็นเสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังเต็มอยู่ในอากาศ

“ข้าทาสคนนอกกลับกล้ามาลงมือต่อข้า?!” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ จากนั้นก็ก้าวเท้าตรงไปยังกลุ่มคนทั้งแปด

สีหน้าของผู้ฝึกตนเยาว์วัยทั้งแปดสลดลง ขณะที่ตอนแรกพวกมันมองเห็นชายชรากำลังต่อสู้อยู่กับจระเข้ และจากนั้นก็เห็นเมิ่งฮ่าวเดินตรงมายังพวกมัน

“และพวกเจ้า! เมื่อเห็นข้าแล้ว กลับไม่ยอมแสดงความเคารพ!” เขาเดินหน้าตรงไปยังพวกมัน พลังพุ่งขึ้นมาและแสงอันเย็นชาก็แวบออกมาจากดวงตา

สามบุรุษหนุ่มที่มีพื้นฐานฝึกตนเทียบเท่ากับเซียนเทียม ก้าวตรงมาในทันที

“เจ้ามีความสำคัญอะไรที่พวกข้าต้องแสดงความเคารพ?” หนึ่งในพวกมันกล่าวขึ้น

“ข้ามีความสำคัญอะไรที่พวกเจ้าต้องแสดงความเคารพ? เพราะข้าคือหลานคนโตของสายโลหิตหลัก! ไม่ว่าพวกเจ้าจะมาจากสายโลหิตใด หรือว่าสาขาไหน คนทั้งหมดในรุ่นนี้ต้องเรียกข้าว่าพี่ใหญ่!” ขณะที่เสียงเมิ่งฮ่าวดังก้องขึ้น เขาก็ฟาดมือขวาออกไป

บุรุษหนุ่มทั้งสามแค่นเสียง และกำลังจะพยายามต่อสู้กลับไป แต่ทันใดนั้นเอง สีหน้าพวกมันก็ต้องสลดลง พวกมันไม่อาจจะทำอะไรได้โดยสิ้นเชิง คลื่นพลังอันน่าตกใจของเมิ่งฮ่าวทำลายความสามารถศักดิ์สิทธิ์และวิชาเวททั้งหมดของพวกมันไป

เสียงระเบิดดังก้องออกมา ขณะที่ฝ่ามือเมิ่งฮ่าวฟาดลงไปบนใบหน้าของคนทั้งสามอย่างต่อเนื่อง โลหิตกระจายออกมาจากปากพวกมัน ขณะที่ลอยละลิ่วปลิวไปทางด้านหลัง

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็ก้าวเท้าตรงไป สะบัดเท้าจนดูเลือนลางไปกลายเป็นสายลมหมุน ขณะที่เตะไปยังสามบุรุษหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงระเบิดรวมเข้ากับเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจดังขึ้นมา ขณะที่พวกมันพุ่งถอยไปทางด้านหลัง กระแทกลงไปบนพื้นดิน

เสียงแตกร้าวได้ยินมา ขณะที่กระดูกมากกว่าครึ่งของพวกมันแตกหักไป

“เจ้าคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่!?” หนึ่งในพวกมันกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าซีดสลด “พวกเราอยู่ในตระกูล เจ้า…”

“เจ้าก็รู้ว่าพวกเราอยู่ในตระกูลฟางด้วย” เมิ่งฮ่าวกล่าวด้วยเสียงเย็นชา “อย่าบอกข้านะว่าพวกเจ้าลืมไปว่าข้าก็แซ่ฟางด้วย!?” เขาก้าวเท้าตรงไปอีกครั้ง จากนั้นก็โบกสะบัดมือขวา ทำให้สหายขั้นตัดวิญญาณของฟางหงกระอักโลหิตออกมา ขณะที่กระดูกมากมายในร่างกายของพวกมันถูกบดขยี้ไป เสียงแผดร้องโหยหวนดังก้องออกมา

“เจ้าเห็นข้าแต่ก็ยังไม่ยอมแสดงความคารวะ!? ข้าคือหลานคนโต ดังนั้นข้าคิดว่าสิ่งที่พอจะทำได้ทั้งหมดนี้ก็คือสอนให้พวกเจ้ารู้จักกฎของตระกูล และยังมีเจ้า…” เขาหันไปเผชิญหน้ากับฟางหง ทันทีที่เขาก้าวเท้าตรงไป เสียงหนึ่งก็ตะโกนออกมาจากที่ห่างไกล

“ยั้งมือด้วย!”

สีหน้าฟางหงเปลี่ยนไป นางรีบยกมือขวาขึ้นไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้กระถางภาพลวงตาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น บนกระถางมองเห็นตัวอักษร ‘ฟาง’ ปรากฏอยู่ บดขยี้ลงมายังเมิ่งฮ่าวในทันที

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: