พลิกปฐพี 692

ตอนที่ 692

พบกันอีกครั้ง สาวงามยังคงงามเช่นเดิม

“งานยิ่งใหญ่ดีจริง” มู่ชิงเกอพูดหน้าตาเฉย

ท่าทางของมู่ชิงเกอเช่นนี้กลับทำให้หลีเฉาร้อนตัวเล็กน้อย เขาเพิ่งเคยเห็นคนเข้ามาในถิ่นของราชาเทวะอย่างกล้าหาญชาญชัย สง่าผ่าเผย เพื่อแย่งผู้หญิงของราชาเทวะเป็นครั้งแรก

หลีเฉามองเงาหลังมู่ชิงเกอ คาดเดาไม่ถูกจริงๆ ว่าเขาคิดจะทำอย่างไรต่อ

ถล่มงานแต่งงานของราชาเทวะจื่อกวง แล้วจะกู้สถานการณ์คืนได้?

แน่ใจว่าจะไม่โดนไล่สังหารหนักกว่าเดิมหรือ

“ราชาเทวะน้อย” เสียงที่คุ้นเคยดึงความสนใจของมู่ชิงเกอกลับมา

นางเลื่อนสายตาไปยังชายที่เดินมาหาตัวเอง

อินผิง

มู่ชิงเกอเลิกคิ้ว ไม่นึกว่าเขาจะเป็นคนหนึ่งที่รับผิดชอบดูแลแขกเหรื่อวันนี้

“ราชาเทวะน้อย ท่านมาแล้ว ที่นั่งของท่านอยู่โน่น ข้านำท่านไปดีไหม” อินผิงเดินมาเบื้องหน้ามู่ชิงเกอแล้วพูดอย่างประจบประแจง

เขาเกาะติดมู่ชิงเกอ หรืออาจเพราะยังไม่รู้ถึงทีท่าราชาเทวะจื่อกวงที่มีต่อมู่ชิงเกอ ดังนั้นขณะอยู่กับมู่ชิงเกอจึงยังคงเอาอกเอาใจอย่างเต็มที่

มู่ชิงเกอผงกศีรษะ ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเขา

อินผิงรีบนำพวกมู่ชิงเกอไปยังที่นั่งพวกเขาทันที

คนที่มาส่งเทียบเชิญนั้นเคยพูดไว้ก่อนแล้วว่า งานแต่งงานครั้งนี้เพียงแค่จัดในดินแดนเล็กๆ ไม่ได้เชิญคนนอก ที่พวกเขามาร่วมก็เพราะพอดีสบโอกาสกำลังเป็น ‘แขก’ ในดินแดนจื่อกวง ดังนั้นคนที่เข้ามาในตำหนักส่วนมากล้วนเป็นลูกศิษย์ดินแดนจื่อกวง ไม่เห็นคนนอกแม้เพียงคนเดียว

พวกมู่ชิงเกอที่เป็นคนดินแดนฮ่วนเยวี่ยถูกจัดให้นั่งอยู่ในจุดที่เห็นเด่นชัดของตำหนัก ที่ว่าเห็นเด่นชัดก็คืออยู่ใกล้กับบัลลังก์ของราชาเทวะมาก ทั้งยังอยู่ค่อนข้างสูง

ที่นั่นจัดโต๊ะยาวไว้ห้าตัว ชัดเจนมากว่าหนึ่งคนต่อโต๊ะหนึ่งตัว ตัวหน้าสุดก็แสดงให้เห็นถึงฐานะที่แตกต่าง

แน่นอนว่าจัดไว้สำหรับมู่ชิงเกอราชาเทวะน้อยฮ่วนเยวี่ย

“ราชาเทวะน้อย เชิญนั่ง” อินผิงพูดยิ้มแย้ม ไม่ลืมที่จะเชิญที่เหลืออีกสี่คน บอกพวกเขาว่า “ทุกท่านเชิญนั่ง”

เมื่อทั้งห้าเข้าประจำที่แล้ว อินผิงจึงยิ้มให้มู่ชิงเกออย่างประจบประแจงว่า “ราชาเทวะน้อย หากต้องการสั่งอะไร ขอให้เรียกข้าได้”

มู่ชิงเกอผงกศีรษะนิดๆ มองเขาแล้วถามว่า “งานเลี้ยงวันนี้ มีใครมากันบ้าง”

อินผิงตอบทันทีว่า “นอกจากราชาเทวะน้อยกับทุกท่านแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นลูกศิษย์ในดินแดน อ้อ ยังมีบางคนที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเกาะจื่อหลิน”

พูดแล้วเขาก็ชี้ไปยังที่นั่งเบื้องล่าง แนะนำให้มู่ชิงเกอฟังว่า “กลุ่มนั้นต่างเป็นลูกศิษย์ตำหนักหน้าดินแดนจื่อกวง ส่วนที่นั่งคุยกันอยู่ท้ายสุดนั้นเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเกาะจื่อหลิน”

มู่ชิงเกอฟังเขาแนะนำจบแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ดินแดนจื่อกวงยังไม่ได้แต่งตั้งราชาเทวะน้อย

อีกทั้งราวกับตั้งแต่ราชาเทวะจื่อกวงคนปัจจุบันขึ้นครองตำแหน่งแล้วก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องแต่งตั้งราชาเทวะน้อยเลย

อินผิงแนะนำไปแล้วรอบหนึ่ง มู่ชิงเกอก็พอจะเข้าใจ และพบว่าคนที่มาร่วมงานแต่งงานนั้นไม่มีคนนอกเลยจริงๆ

เวลานี้ จวงซานก็ถามขึ้นคำหนึ่งว่า “ราชาเทวะจื่อกวงแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ เหตุใดจึงไม่เชิญคนจากดินแดนเทพอื่นๆ อีกเล่า”

ใครจะรู้ว่าพอเขาถามคำถามนี้ อินผิงก็ยิ้มพิกลออกมา ยังดีที่เขาไม่ได้เสียมารยาทเกินไปรีบเก็บความรู้สึกอย่างรวดเร็ว

เขามองซ้ายมองขวา เมื่อพบว่าไม่มีใครสนใจจึงกระซิบกระซาบอธิบายว่า “นี่เป็นงานเลี้ยงแต่งงานครั้งที่ 290 ของราชาเทวะของพวกเราแล้ว คนดินแดนเทพอื่นไหนเลยจะมาอีก ราชาเทวะพวกเราเองก็เบื่อจะรับรอง ที่บอกว่าเป็นงานแต่งงานความจริงเป็นเพียงการประกาศให้รู้เท่านั้น เพื่อไม่ให้มีคนในดินแดนใฝ่ฝันถึงหญิงสาวของราชาเทวะโดยไม่ยอมลืมหูลืมตา”

“290 ครั้ง!”

ทั้งสี่คนต่างตกตะลึง

โดยเฉพาะซวนเฉียงที่สายตาแสดงความรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง

“แค่ก แค่ก ราชาเทวะน้อย หากไม่มีเรื่องอะไรอีก ข้าขอตัวไปก่อนแล้ว” อินผิงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ถอยออกไปอย่างรู้ตัว

ถึงอย่างไรการซุบซิบเรื่องของราชาเทวะตัวเองใต้จมูกราชาเทวะนั้นก็ต้องมีใจที่กล้าพอสมควร

“ราชาเทวะจื่อกวงคนนี้ที่แท้ก็บ้าตัณหาเช่นนี้” หลังจากอินผิงออกไปแล้ว ซวนเฉียงก็อดไม่ได้พูดขึ้น

ถึงแม้นางบำเพ็ญวิถีลืมรัก แต่ไม่ได้หมายความว่านางสามารถยอมรับชีวิตที่มั่วสุมกับกามารมณ์ได้

“เจ้าเจ็ดระวังคำพูดด้วย” หลีเฉาเตือนไปคำหนึ่ง

ซวนเฉียงเม้มปาก กระซิบว่า “เวลานี้ข้าเห็นด้วยกับเจ้าสามที่จะถล่มงานแต่งงานนี้”

มู่ชิงเกอมองมาเอ่ยหยอกนางว่า “เจ้าเจ็ดช่างเป็นผู้กล้าผดุงความเป็นธรรม”

ซวนเฉียงมองเขาไม่ได้เอ่ยอะไร นางหลุบตาลง ใบหน้ายังคงเย็นเฉียบราวนํ้าแข็ง ไร้ความรู้สึกใดๆ

ห้าคนพูดคุยกันเสียงเบา เวลานี้ที่นั่งที่มีคนนั่งอยู่แล้ว บางครั้งก็มีคนมองมา พวกเขาย่อมรู้ตัว เพียงแต่ไม่ได้สนใจเท่านั้น

สายตามู่ชิงเกอกวาดไปที่มุมหนึ่งในตำหนักก็พบเงาร่างของเหยาชิงไห่

เขาซ่อนตัวเองในมุมหนึ่งยังไม่ถูกใครพบเห็น ขณะที่มู่ชิงเกอมองไป สายตาทั้งคู่ก็สบกันกลางอากาศ เพียงแวบเดียวก็เบนออกอย่างไร้พิรุธใด

“ราชาเทวะมาถึง…ลุกขึ้น…” ทันใดนั้นก็มีคนร้องเสียงดัง

ตำหนักใหญ่เงียบสงบลงทันที ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนต้อนรับราชาเทวะจื่อกวงด้วยความเคารพ

พวกมู่ชิงเกอทั้งห้าย่อมปฏิบัติตามคนอื่น ต่างลุกขึ้นยืน

เพียงแต่บนใบหน้ากลับไม่ได้แสดงท่าทีเคารพเช่นเดียวกับคนอื่น บนบัลลังก์ราชาเทวะนั้นมีแสงเจิดจ้าแผ่ลงมา พร้อมกันนั้นทุกคนในตำหนักก็รู้สึกถึงพลังกดดันที่อัดลงมาทันที ทำให้อดไม่ได้ที่อยากจะงอเข่าและหลังทั้งก้มศีรษะลง

ทุกคนที่ขึ้นอยู่กับดินแดนจื่อกวงต่างเป็นเช่นนี้ คงมีเพียงพวกมู่ชิงเกอห้าคนเท่านั้น พวกเขายังคงยืนตรง แม้แต่ศีรษะก็ยังไม่ก้มลงแม้เพียงนิดเดียว

แสงรัศมีหายไป บัลลังก์ราชาเทวะพลันปรากฎเงาร่างสีม่วงเพิ่มมาคนหนึ่งซึ่งก็คือราชาเทวะจื่อกวงนั้นเอง วันนี้เป็นงานมงคลของเขา แต่การแต่งกายของเขากลับไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เขาคงจะเคยชินแล้วกับงานเช่นนี้จึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษ

“นั่งลงเถอะ” ราชาเทวะจื่อกวงสะบัดแขนเสื้ออย่างยโส กริยาเย่อหยิ่ง เขามองเห็นมู่ชิงเกอ แววตานั้นยังคงเย็นเฉียบราวกับกำลังสอบถามว่า ‘หลังจากวันนี้ เจ้าควรจะมีคำตอบให้ข้าได้แล้ว’

มุมปากมู่ชิงเกอเชิดขึ้น ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด เวลานี้ก็มีคนเอ่ยขึ้นอีกว่า “เชิญเจ้าสาวเข้าตำหนัก รับการแต่งตั้ง…”

ทุกคนต่างมองไปนอกตำหนัก มู่ชิงเกอกับเหยาชิงไห่เองก็เช่นเดียวกัน

นอกตำหนักปรากฎเงาร่างของคนห้าคน คนตรงกลางสวมชุดแต่งงานสีแดง ใส่เครื่องประดับลํ้าค่าบนศีรษะ ใบหน้างดงามเหนือคนทั้งปวง ร่างกายนางแข็งทื่อ ใบหน้าแสดงออกถึงความเจ็บปวดสิ้นหวัง ไม่มีความยินดีแม้แต่นิด

สาวใช้สี่คนที่อยู่ซ้ายขวาสองข้าง ในมือต่างถือเชือกเส้นเล็ก ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งนั้นผูกไว้ที่ข้อมือและข้อเท้าของซีเซียนเสวี่ย

“เจ้าสาวสวยจริงๆ”

“เป็นสาวงามแห่งยุคแท้ๆ ราชาเทวะช่างมีวาสนาดีแท้”

“สาวงามเช่นนี้ มีเพียงราชาเทวะถึงคู่ควรได้ไว้แนบกาย”

เสียงชื่นชมยินดีดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ตาดำมู่ชิงเกอหดลง มองเชือกทั้งสี่เส้น ‘ถึงกับใช้วิชาหุ่นเชิดควบคุมเชียวรึ!’

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น