พลิกปฐพี 713

ตอนที่ 713

แยกทางกันไป

“พอแล้ว!”

มู่ชิงเกอหน้าเครียดเอ่ยตัดบทเหลียนเฉียว

เหลียนเฉียวไม่ได้พูดต่อ แต่ใบหน้าไม่ได้ดูดีขึ้น ส่วนเหยาชิงไห่ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่รู้ว่าควรร้องไห้ หรือหัวเราะดี

เขาถอนหายใจพลางปลอบใจตัวเอง “อย่างน้อยก็หาผู้อาวุโสบรรพบุรุษเจอแล้ว”

บรรยากาศในห้องพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

ซูหมิงมนุษย์ธรรมดายืนอยู่ตรงกลางคนเดียว จึงรู้สึกลำบากใจมาก ราวกับหายใจไม่ออก

มู่ชิงเกอมองที่เหลียนเฉียว พูดเสียงเย็นเฉียบว่า “เจ้าแอบหนีออกมา เข้ามาที่แผ่นดินเทพ มารอย่างเอาแต่ใจ เจ้ารู้ไหม เพราะความเอาแต่ใจของเจ้าทำให้เหยาชิงไห่กับซีเซียนเสวี่ยที่ยังไม่ทันผ่านเคราะห์อัสนีสามครั้งถูกดูดเข้ามาในแผ่นดินเทพด้วย อยู่ที่นี่ฝีมือทั้งหมดที่มีกลายเป็นคนชั้นตํ่าที่สุด โดนดูถูกดูหมิ่น เผชิญอันตรายหลายครั้ง เวลานี้เจ้ากลับยังไม่รู้สึกผิด เอ่ยคำพูดทำร้ายผู้คนเช่นนี้อีก”

เหลียนเฉียวแค่นเสียงไปทีหนึ่ง ไม่ได้พูดต่อ

เหยาชิงไห่รู้สึกซาบซึ้ง ในใจเขาเหตุใดจะไม่รู้สึกถึงความอยุติธรรม เพียงแต่คำพูดเหล่านี้ เขาจะไม่มีวันพูดให้เหลียนเฉียวได้ยิน เมื่อมู่ชิงเกอช่วยเขาพูดออกมาก็ทำให้เขาซาบซึ้งใจยิ่งนัก

“เจ้าเองก็รู้ฐานะตัวเองดี รู้ว่ามีคนร้ายกาจเหนือชั้นมากมายคอยจับจ้องเจ้าอยู่ เจ้ายังจงใจมาที่นี่ ครั้งนั้นเทพโอสถใช้พลังทั้งหมดส่งเจ้าลงไป เวลานี้เจ้ากลับมายํ่ายีมันเช่นนี้หรือ” มู่ชิงเกออบรมเสียงเครียด

น้อยครั้งมากที่นางจะอบรมสั่งสอนคนอื่นเช่นนี้ แต่การเอาแต่ใจของเหลียนเฉียวทำให้นางโมโหมากจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นเทพโอสถที่สิ้นชีพไปแล้ว หรือเจ้าสำนักวิถีโอสถ หรือเหยาชิงไห่ ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็เพื่อต้องการคุ้มครองเหลียนเฉียวให้ดี

แม้แต่ตัวเองก็ต้องดูแลเหลียนเฉียวให้ดี เพราะคำกำชับของเทพโอสถ

ส่วนนางเองเล่า

นอกจากไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกของทุกคน

ยังคอยเอาแต่หลบหนีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ครั้งที่แล้ว นางหลบอยู่ในหม้อผลาญสวรรค์ ตามนางออกจากสำนักวิถีโอสถ ครั้งนี้ยิ่งร้ายหนักออกจากโลกแห่งยุคกลาง วิ่งเข้ามาในแผ่นดินเทพมาร

“พวกเจาล้วนโกหกข้า ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมบอกคำตอบข้า ข้าก็ต้องหามันด้วยตัวเอง อีกทั้งที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะมาตามหาเจ้า” เหลียนเฉียวพูดอย่างเย็นชา

มู่ชิงเกอสีหน้าเย็นเฉียบ

คำพูดของเหลียนเฉียวไม่ทำให้นางแปลกแต่อย่างใด ขณะที่คาดเดาว่าคนที่ติดตามซูหมิงเป็นไปได้มากว่าจะเป็นเหลียนเฉียวนั้น นางก็คาดเดาไว้แล้วว่าจุดประสงค์ที่เหลียนเฉียวจะไปดินแดนฮ่วนเยวี่ยก็เพื่อตามหาตัวเอง

แต่แรกนั้น เพื่อได้ตัวมู่เทียนอิน มู่ชิงเกอทำให้ชื่อเสียงตัวเองเป็นที่รู้จักไปทั่วหล้า

เหตุใดเหลียนเฉียวจะไม่รู้

เพียงแต่ซูหมิงกับนางเป็นอะไรกันแน่

“ที่ไม่บอกเจ้าย่อมมีเหตุผลที่ไม่บอก อีกอย่างเจ้ากับนางเป็นอะไรกันแน่” มู่ชิงเกอชี้ไปที่ซูหมิงแล้วถามเหลียนเฉียว

เหลียนเฉียวมองไปที่ซูหมิง ฝ่ายหลังตะลึงจนแน่นิ่งไปแล้ว

เก็บสายตากลับมาแล้วเหลียนเฉียวพูดเรียบๆ ว่า “นานมาแล้ว ต้นตระกูลนางเคยได้รับบุญ คุณจากข้า นางไปดินแดนฮ่วนเยวี่ยพร้อมข้าถือว่าเป็นการชดใช้บุญคุณ ยังมี…”

แววตาเหลียนเฉียวเปลี่ยนแปลงวูบวาบ สักพักจึงว่า “สุราที่ตระกูลนางหมักได้นั้น สามารถทำให้คนเข้าสู่ความฝันได้ ในฝัน ข้าสามารถกลับไปสู่วันเวลาที่ข้าชื่นชอบที่สุดได้”

คำอธิบายของเหลียนเฉียวทำให้มู่ชิงเกอเข้าใจแล้วว่าทำไมซูหมิงจึงมาพัวพันในเรื่องนี้ด้วย

ชัดเจนว่า ซูหมิงเข้าใจดีถึงฐานะของเหลียนเฉียว ก็เพราะรู้จึงป้องกันสุดกำลังที่จะไม่ให้ใครพบนาง เกรงว่าคนที่รู้ฐานะนางจะเกิดใจคิดร้าย

“เจ้าช่างทำให้คนอื่นลำบากกันจริงๆ” มู่ชิงเกอถอนใจอย่างสุดทน ใบหน้าที่เย็นเฉียบไม่ได้ผ่อนคลายลงแม้แต่นิด “นิสัยเจ้ามุทะลุ ที่ไม่บอกเจ้าไม่ใช่ว่ากลัวอะไรเจ้า แต่เกรงว่าพอเจ้ารู้แล้วจะทำเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ขึ้นมาต่างหาก”

เหลียนเฉียวตะลึงถลึงตาโต จ้องมู่ชิงเกอถามว่า “เจ้าหมายความว่าอะไร เจ้าไม่ใช่หาเขาพบแล้วหรือ!”

มู่ชิงเกอสูดลมหายใจลึกมองเหลียนเฉียวด้วยแววตานิ่งสงบ

แววตานางปั่นป่วนราวกับรอคำตอบจากมู่ชิงเกอ ทั้งเกรงกลัวคำตอบนั้น

“เขาตายแล้ว” แต่มู่ชิงเกอก็ยังพูดออกมา

“ชิงเกอ!” เหยาชิงไห่คิดห้ามปราม แต่ไม่ทันแล้ว

“เจ้าว่าอะไรนะ” ร่างเหลียนเฉียวพลันบังเกิดพลังรุนแรง พุ่งมาที่มู่ชิงเกอ

แต่ครั้งนี้มู่ชิงเกอเพียงแค่โบกมือเบาๆ ก็พัดพลังที่รุนแรงนี้จนสูญสลายไป ทำให้ห้องสงบลงอีกครั้ง

สองตาเหลียนเฉียวจ้องนางเย็นวาบ ราวกับจะคุกคามให้นางถอนคำพูดนั้นคืนกลับไปให้หมด

แต่มู่ชิงเกอกลับไม่ได้สนใจท่าทีนั้นของนาง พูดต่อว่า “เจ้าเคยบอกข้าว่าหากเขาตายแล้ว เจ้าจะไม่อยู่คนเดียว เจ้าจะให้ข้าหลอมเจ้าเป็นยาพิษ ให้คนที่ต้องการตัวเจ้าจะฆ่าฟันกันเอง แล้วเจ้าจึงจะให้คนสุดท้ายตายด้วยพิษของเจ้าใช่ไหม”

เหยาชิงไห่มองเหลียนเฉียวด้วยความตกใจอย่างยิ่งยวด เขายังไม่รู้ว่าเหลียนเฉียวมีความคิดที่สุดกู่เช่นนี้

มิน่า มิน่าที่โลกแห่งยุคกลางมู่ชิงเกอจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ได้บอกความจริงออกไป

“ความจริง ความเป็นความตายของเจ้า สำหรับข้าแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่ข้ารับปากอาจารย์ไว้ว่าจะดูแลเจ้าให้ดี ไม่ให้เจ้าทำเรื่องโง่ๆ” มู่ชิงเกอพูดต่อ

คำพูดของนางช่างเย็นชา ฟังแล้วชวนให้ปวดใจ ซูหมิงมองนางอย่างไม่พอใจ ทั้งมองเหลียนเฉียวด้วยความปวดใจ

“เจ้าพบเขาแล้ว” เหลียนเฉียวเงยหน้าอย่างไร้สติมองไปที่มู่ชิงเกอ

หลายปีที่เฝ้าหา หลายปีที่มีความหวัง หลายปีที่รอคอย สุดท้ายแล้ว สิ่งที่รอคอยก็คือคำตอบที่ไม่ต้องการฟังมากที่สุด

เหลียนเฉียวรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาโดยพลัน นางไม่ใช่มนุษย์ เป็นเพียงราชันย์โอสถจอมเทพ แต่กลับรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของความรัก เจ็บปวดจนลึกถึงไขกระดูก เจ็บปวดจนความตายยังไม่อาจเทียบ

มู่ชิงเกอพูดเรียบๆ ต่อว่า “ครั้งก่อนเจ้าเคยถามข้าว่าได้อะไรในสุสานเทพมาบ้าง ขณะนั้นข้าไม่ได้ตอบ ครั้งนี้ข้าจะบอกเจ้า ข้าได้พบเขาจริงๆ อีกทั้งสิทธิ์แห่งเทพของข้าเวลานี้ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นของเขา”

“เช่นนั้นเจ้าจะต้องรู้ว่าใครฆ่าเขา!” อารมณ์เหลียนเฉียวพลุ่งพล่านขึ้นมา

“ข้าไม่บอกเจ้า” มู่ชิงเกอส่ายหน้าช้าๆ

พูดจบ นางก็หันกายเดินออกไปข้างนอก

“มู่ชิงเกอ!” ทันใดนั้น เหลียนเฉียวก็ตะโกนเสียงดัง

มู่ชิงเกอหยุดอยู่กับที่ เหลียนเฉียวมองเงาหลังนางแล้วพูดอย่างเจ็บปวดว่า “หากเจ้าเป็นข้า เจ้าจะอยู่คนเดียวอย่างสบายใจได้ไหม”

นัยน์ตามู่ชิงเกอเปล่งประกาย นิ่งเงียบไม่พูด

เห็นนางไม่มีปฏิกิริยา เหลียนเฉียวจึงตะโกนเสียงดังอีกครั้ง “เจ้าเคยรับปากข้า!” รับปากว่าจะหลอมนางเป็นยาพิษ รับปากว่าจะช่วยนางแก้แค้น!

มู่ชิงเกอยืนนิ่งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง สุดท้ายแล้ว ภายใต้สายตาเฝ้ารอของเหลียนเฉียวนางก็เดินออกไป โดยไม่ได้ให้คำตอบใดๆ

นัยน์ตาเหลียนเฉียวมืดครึ้มลงทันใด

นางระบายอารมณ์ใส่ซูหมิงกับเหยาชิงไห่ที่อยู่ในห้อง

“ไป! ไสหัวไปให้หมด! พวกเจ้าหลอกลวงข้า ต่างหลอกลวงข้า…,

มู่ชิงเกอเดินออกจากห้อง ถอนหายใจออกมา

เมื่อใช้ปัญญาเทวะรับรู้แล้ว นางก็เดินไปที่หน้าประตูห้องของหลีเฉา บอกเขาจากหน้าประตูว่า “ใหญ่น้อย พรุ่งนี้พวกเราแยกทางกันไป เจ้าพาพวกเขากลับดินแดนฮ่วนเยวี่ยเถอะ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น