พลิกปฐพี 747

ตอนที่ 747

คำฝากฝังของโห่ว

เป็นอาณาเขตเฟิ่งหวงจริงๆ!

มู่ชิงเกอมองสถานที่ที่ชูเนี่ยนชี้แล้วคิดอยู่ในใจ

“อาณาเขตเฟิ่งหวง” ชูเนี่ยนจำสถานที่ที่นางชี้ในแผนที่ได้ และเห็นตัวหนังสือเล็กๆ ที่แกะสลักไว้ เพียงแต่พอนางรู้ว่าจะไปไหนแล้วกลับรู้สึกเกินความ คาดหมาย

“เป็นอาณาเขตเฟิ่งหวง” ชูเนี่ยนรำพึงรำพัน

มู่ชิงเกอมองดูนางแล้วบอกนางว่า “พวกเรา เข้าไปก่อนเถอะ เดินทางมานานแล้วยังไม่ได้พบตลาดของเผ่าอสูรเลย พวกเราพักกันที่นี่ก่อน”

เวลานี้ ตัวหนังสือเล็กๆ ข้างแผนที่ทำให้มู่ชิงเกอสนใจ

บนนั้นเขียนว่าตลาดไป่เซียงเป็นตลาดแห่งแรกหลังจากเข้ามายังป่าอสูรจากฝั่งแผ่นดินเทพ ภายในนี้ไม่เพียงแต่มีเผ่าอสูรแต่ยังมีมนุษย์ที่เข้ามาขายของใช้ เผ่ามนุษย์ มนุษย์ที่เข้ามาภายในนี้จะต้องเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ ของตลาดไป่เซียง หากมีใครฝ่าฝืนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะถูกห้ามเข้ามาในตลาดไป่เซียงตลอด ชีวิต

นี่เป็นข้อห้ามข้อหนึ่งที่เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของเผ่าอสูร ชัดเจนกระชับและตรงไปตรงมา

เข้ามาในตลาดไป่เซียงแล้ว มู่ชิงเกอจึงสังเกตเห็นว่าที่นึ่ไม่เหมือนเมืองภายนอกที่มีถนนตัดตรงกว้างขวาง ถนนหนทางที่นี่ล้วนคดเคี้ยวเลี้ยวลดทั้งยังสร้างชิดติดภูเขา

“ได้ยินว่าถนนหนทางต่างๆ ในตลาดป่าอสูร ล้วนเกิดจากเผ่าหม่างใช้ร่างกายบดอัดขึ้นมา บ้านถํ้าเหล่านั้นก็บุกเบิกโดยเผ่าหมี บ้านต้นไม้บนต้นไม้สร้างโดยเผ่านก ส่วนพวกบ้านคนสร้างโดยเผ่ามนุษย์ที่มาค้าขาย” ชูเนี่ยนเลิกใจลอยแล้วอธิบายให้มู่ชิงเกอรู้

ถึงแม้นางจะไม่เคยมาป่าอสูร แต่ก็อยู่มาแล้วหลายพันปีย่อมจะต้องรู้อะไรมากกว่ามู่ชิงเกอ

เผ่ามนุษย์สองคนนี้พอเข้ามาในตลาดไป่เซียงก็ไม่ได้เป็นที่ผิดสังเกตของเผ่าอสูรหรือเผ่ามนุษย์ พวกเขาอาจมองมากหน่อยเพราะลักษณะภายนอกที่โดดเด่นของมู่ชิงเกอกับชูเนี่ยน แต่ไม่ใช่เพราะฐานะเผ่าเทพของพวกนาง

ใจคอชูเนี่ยนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ข้าวของในตลาดก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจของมู่ชิงเกอได้ ทั้งคู่จึงเดินในตลาดพักเดียวก็หาโรงเตี๊ยมที่เปิดโดยเผ่ามนุษย์ แห่งหนึ่งและเช่าไว้สองห้อง

“ชิงเกอ เจ้าว่าเหตุใดเสียงนั้นจึงให้ข้าไปยังอาณาเขตเฟิ่งหวง” เมื่อมาถึงระเบียงทางเดินหน้าห้องแล้วชูเนี่ยนก็ถามอย่างอดไม่ได้

เสี่ยวเอ้อร์ที่นำทางไม่รู้อาศัยอยู่ในป่าอสูรมาแล้วนานเท่าไร พอได้ยินคำพูดชูเนี่ยนจึงเตือนด้วยความหวังดีว่า “ท่านผู้เข้าพัก ทุกคนในป่าอสูรต่างรู้ดีว่า อาณาเขตเผ่าเฟิ่งหวงกีดกันบุคคลภายนอกอย่างยิ่ง ปกติใครก็เข้าไปไม่ได้ หากท่านคิดเพียงจะมาหาประสบการณ์ในป่าอสูร ควรเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่นอย่าไปหาเรื่องที่เผ่าเฟิ่งหวงจะดีกว่า”

“อาณาเขตเผ่าเฟิ่งหวงเข้าใกล้ยากนักหรือ” มู่ชิงเกอถามต่อ

เสี่ยวเอ้อร์ผงกศีรษะ ใบหน้าซื่อๆ ของเขา แสดงออกถึงความหวาดหวั่น “ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใกลได้ยากนะ หากไม่มีสายเลือดเฟิ่งหวง ใครที่เข้าใกล้ล้วนต้องถูกไฟคลอกตาย เผ่าเฟิ่งหวงนอกจากกีดกันบุคคลภายนอกแล้วยังปกป้องคนผิด เวลาไม่มีเหตุมีผลขึ้นมา ใครก็ทำอะไรไม่ได้”

“ดี ขอบใจเจ้ามาก” มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ หยิบหยกเทพชิ้นเล็กหนึ่งก้อนยื่นให้เสี่ยวเอ้อร์

เสี่ยวเอ้อร์ใช้สองมือรับไปอย่างหน้าชื่นตาบานแล้วถอยลงไป

ก่อนจากไปยังกำชับอย่างไม่วางใจ “ภายในป่าอสูร อาณาเขตเฟิ่งหวงไปไม่ได้ อาณาเขตเผ่ามังกรไปไม่ได้ ทั้งยังมีผีป่าเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างพิสดารในป่าอสูร สบประมาทไม่ได้เชียว”

พูดจบแล้วเขาก็เดินจากไป

มู่ชิงเกอพึมพำ “ผีป่าหรือ”

ยังมีอาณาเขตเผ่ามังกรที่ไปไม่ได้นั้นหมายความว่าอะไรกัน

‘ท่าทางป่าอสูรนี่คงเป็นสถานที่ที่น่าสนใจมากจริงๆ’ มู่ชิงเกอยิ้มในใจ แต่เข้ามาในป่าอสูรนานมากแล้ว ตามปกติหยินเฉินควรรับรู้ได้ว่านางมาแล้ว เหตุใดจึงยังไม่มาสมทบกับนางอีก

ขณะที่มู่ชิงเกอกำลังคิด ชูเนี่ยนก็เอ่ยว่า “ชิงเกอ ข้าจะเข้าไปพักผ่อนแล้วนะ”

“เจ้าไม่เป็นไรนะ” มู่ชิงเกอถามด้วยความเป็นห่วง

ชูเนี่ยนอมยิ้มสั่นศีรษะ “ข้าไม่เป็นไร เพียงแค่รู้สึกปวดศีรษะ ถ้าพักสักครู่คงดีขึ้น”

ถึงแม้นางไม่ได้พูดแต่มู่ชิงเกอก็ดูออก นางกำลังวุ่นวายใจว่าเหตุใดเผ่าเฟิ่งหวงจึงต้องเรียกนาง เหตุผลนี้มู่ชิงเกอรู้มาจากโห่วแล้ว แต่ไม่รู้จะบอกชูเนี่ยนอย่างไรดี ไหนๆ เวลานี้ก็อยู่ในป่าอสูรแล้ว ไม่นานนางก็จะหาคำตอบให้ตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องบอกนางให้มากเรื่อง จะทำให้นางกังวลใจเปล่าๆ

“ดี เช่นนั้นเจ้าไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้พวกเราออกเดินทางไปยังอาณาเขตเผ่าเฟิ่งหวง” มู่ชิงเกอบอก

ชูเนี่ยนชะงัก มองนางว่า “รีบเช่นนั้นเลยหรือ”

“ในเมื่อช้าเร็วก็ต้องไปอยู่แล้ว จะมัวโอ้เอ้ชักช้าด้วยเหตุใด หรือเจ้าไม่อยากรู้ว่าเหตุใดเสียงนั้นจึงเรียกเจ้ามาไวๆ” มู่ชิงเกอพูด

“ไม่ ข้าอยากรู้” ชูเนี่ยนตอบอย่างแน่วแน่

มู่ชิงเกอพยักหน้านิดๆ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าไม่ต้องคิดมาก พักผ่อนดีๆ สักคืน พรุ่งนี้พวกเราออกเดินทางแต่เช้า”

“ชิงเกอ ขอบใจมาก” ชูเนี่ยนพูดอย่างจริงใจ

มู่ชิงเกอยิ้มแล้วสั่นศีรษะช้าๆ

ชูเนี่ยนผงกศีรษะนิดๆ หมุนตัวผลักประตูห้องเดินเข้าไป

มู่ชิงเกอมองดูจนนางปิดประตูห้องแล้วจึงเดินไปยังห้องติดกันผลักประตูห้องเข้าไป

พอผลักประตูห้อง นางก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติภายใน

เสียงหยินเฉินดังขึ้นมาจากในห้อง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเจ้ามีสิ่งที่ทำให้คนเชื่อถือพึ่งพากระทั่งยึดติด ทำให้คนใกล้ชิดเจ้าเห็นเจ้าเป็นนายโดยไม่รู้ตัว”

มู่ชิงเกอยิ้มแล้วเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทางปกติ ปิดประตูแล้วมองไปที่หยินเฉินซึ่งนั่งอยู่ข้างโต๊ะในห้อง “เจ้าหมายถึงชูเนี่ยนหรือ”

“ไม่ ข้าหมายถึงทุกคน” หยินเฉินสั่นศีรษะช้าๆ แก้ไขคำพูดของมู่ชิงเกอ

“หากข้าร้ายกาจดังเจ้าว่าก็คงไม่มีศัตรูแล้ว” มู่ชิงเกอยิ้มอย่างขำขันแล้วเดินไปนั่งข้างโต๊ะด้วยกัน

ส่วนเหตุใดหยินเฉินจึงมารอนางก่อนที่นี่ นางไม่แปลกใจแม้แต่นิด

“ศัตรูเป็นเพียงหินหนุนเท้าเจ้า เจ้าถูกลิขิตให้เป็นผู้ที่ไปถึงจุดสูงสุดอยู่แล้ว อุปสรรคทุกอย่างสำหรับเจ้าแล้วเป็นเพียงขวากหนามที่จะต้องทำลายเท่านั้น” นัยน์ตาสีเลือดของหยินเฉินมองมู่ชิงเกออย่างจริงจัง

มู่ชิงเกอยิ้ม “ไม่เจอปีเดียวเจ้าพูดเก่งขึ้นอีกแล้ว”

หยินเฉินกลับพูดว่า “ในหนึ่งปีนี้ข้าวิ่งไปมาอยู่ในแผ่นดินเทพทั้งสี่สมุทร ทั้งมาป่าอสูรด้วยความรู้สึกที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ข้ารู้สึกดีใจที่เจ้าให้ข้าอยู่ข้างตัวเจ้าแต่แรก”

มู่ชิงเกอโบกมือบอกหยินเฉินว่า “หาโห่วพบไหม เจ้าอย่าบอกข้าว่าที่เจ้าเปลี่ยนแผนเดิมกะทันหัน เข้ามาป่าอสูรก่อนไม่ใช่เพราะเขานะ”

แววตาหยินเฉินเปล่งประกายผงกศีรษะว่า “รู้อยู่แล้วว่าปิดเจ้าไม่ได้ ข้าได้รับสัญญาณจากโห่วจริงๆ ว่าให้ข้ารีบมายังป่าอสูรด่วน”

“แล้วเจ้าได้พบเขาไหม” มู่ชิงเกอถาม

หยินเฉินผงกศีรษะ สีหน้าเปลี่ยนเป็นน่าเกลียด

ตาดำมู่ชิงเกอหดลงทันทีและถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“ขณะที่ข้าพบเขา เขาบาดเจ็บสาหัสมาก” หยินเฉินพูดเสียงเครียด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น