Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 490

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 490 ไม่เคยเห็นใครไร้อย่างอายเท่านี้มาก่อน (ปลาย)

C

……

ขณะนั้นเองเยี่ยฉวนผุดลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันไปถามโม่อวิ๋นฉีว่า “ของที่ริบได้มีมากน้อยเท่าใด?” ……

……

คนถูกถามยิ้มยิงฟันขาว “ได้สุดยอดศิลาจิตวิญญาณถึง 1.2 พันล้านชิ้นทีเดียว!” ……

..

คนพูดแล้วก็ชี้มือออกไป และวงแหวนสัมภาระวงหนึ่งกระเด็นวูบไปตกลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย

1.2 พันล้าน!

เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของทุกคนที่อยู่ในบริเวณเริ่มมีเค้าลางความตื่นเต้น จำนวน 1.2 พันล้านชิ้น ไม่ใช่น้อยๆ เลย!

หลังจากนั้นชายหนุ่มจัดการปันส่วนสุดยอดศิลาจิตวิญญาณแบ่งใส่ลงในวงแหวนสัมภาระที่ว่างจำนวนสามวงแหวน ก่อนจะสะบัดนิ้วมือออกไปพลันวงแหวนทั้งสามจึงลอยไปตกยังสตรีคลุมหน้า ราชันย์และสิงห์ผยอง

ทั้งสามมองอีกฝ่าย ขณะที่ชายหนุ่มพูดขึ้นว่า “วงแหวนสัมภาระทุกวงมีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณวงละสามร้อยล้านชิ้น ส่วนของล้ำค่าที่เหลือเอาไว้ให้ข้าประมูลขายได้แล้วจึงจะมอบให้พวกเจ้า!”

สามร้อยล้านชิ้น!

สิงห์ผยองและราชันย์หันไปสบตากัน ก่อนต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันอย่างพอใจ จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

ทั้งสองแสดงคารวะต่อเยี่ยฉวนด้วยการห่อกำปั้น จากนั้นจึงจัดการเก็บงำวงแหวนสัมภาระที่ได้รับเข้าที่ให้เรียบร้อย

ข้างฝ่ายสตรีคลุมหน้ามองหน้าเยี่ยฉวน และเก็บสิ่งของที่ได้รับเข้าที่เช่นกัน!

ชายหนุ่มเบนหน้าไปยังบริเวณที่ไกลออกไป “พวกที่ต่างคนต่างหลบหนีและวันนี้ไม่ยอมสู้นั้น พวกเจ้าใช้โอกาสนี้จัดการพวกนั้นให้สิ้นซากเสียเลย ใครใคร่สังหาร……สามารถสังหารได้โดยอิสระเสรี ยิ่งสังหารศัตรูมาก พวกเจ้าจะยิ่งกอบโกยได้มาก”

ราชันย์และสิงห์ผยองหันไปสบตากัน ครู่ต่อมาทั้งคู่ก็นำกองกำลังพวกตนไล่ตามคนที่หนีออกจากเมืองไป

เยี่ยฉวนหันมาทางลู่ป้านจวง หญิงสาวเห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าพลางพูดว่า “ข้าจัดการเอง!”

จากนั้นนางและหลิงฮั่น รวมทั้งพวกพ้องก็ทะยานออกจากที่ไปยังอีกทิศทางทันที

เยี่ยฉวนหันหน้าไปสั่งการกับโม่อวิ๋นฉี ไป๋เจ๋อและจี้อันซื่อ “พวกเจ้าแยกย้ายกันนำกำลังขุนศึกเต๋ากลุ่มละ 30 คน พึงระลึกไว้เสมอว่าอย่าโลภและระมัดระวังตัวตลอดเวลา”

โม่อวิ๋นฉียิ้มเผล่ “ได้เลย พวกเราจะไม่ทำให้เจ้าต้องเดือดร้อนแน่”

พักใหญ่ต่อมาพวกเขาจึงนำกำลังขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานหายออกจากสถานที่ไป

การฝึกฝน!

เยี่ยฉวนกระจ่างแจ้งแก่ใจแล้วว่า ทั้งคนและขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานต้องแกร่งกล้าให้มากกว่านี้ จึงต้องผ่านสนามต่อสู้!

ด้วยบัดนี้ชายหนุ่มประจักษ์แล้วว่าทั้งขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานและโม่อวิ๋นฉียังด้อยกว่ากองกำลังรับจ้างทั้งหลาย!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีคลุมหน้าและคนติดตามนางทั้งเก้าคน คนเหล่านี้เหนือกว่าทั้งในด้านพลังปราณและสมรรถนะการต่อสู้

คนพวกนั้นต้องเคยฝึกฝนในการต่อสู้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ถ้าอยากให้กองกำลังขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานแข็งแกร่งกว่านี้ ไม่เพียงโถมอาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็นเท่านั้น ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือทักษะการต่อสู้ด้วย!

เสียงของใครคนหนึ่ง สตรีคลุมหน้าพูดขึ้นขณะเข้ามาใกล้ “ก่อนหน้าเจ้าเอาชนะเจ้าสำนักมารอสูรไม่ได้ด้วยซ้ำ!”

เยี่ยฉวนหยุดความคิดคำนึงไว้ทันที ก่อนตอบเสียงเบา “สำคัญยังไง?”

สายตาของอีกฝ่ายจ้องมองชายหนุ่มแน่วนิ่ง “ยิ่งเป็นที่สนใจมากเท่าไร จะยิ่งทำให้ตัวเองเกิดปัญหามากเท่านั้น……”

“เจ้าเข้าใจผิด!”

ชายหนุ่มส่ายหน้าขณะพูดว่า “เวลานี้ไม่ว่าจะอย่างไรคนที่หวังจะเอาชีวิตข้ายังคงมีอยู่! ในเมื่อทำไปก็เปล่าประโยชน์ สู้ทำตัวให้เป็นจุดสนใจไม่ดีกว่างั้นหรือ? นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทั้งโลกชิงฉางจะรู้จักชื่อข้าและรู้ว่าคนขั้นพลังผสานเทพสามารถเอาชนะคนในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง! อีกหน่อยเมื่อข้าเปิดเผยตัว ทุกคนจะรู้สึกเกรงกลัวข้าไง?”

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของคนฟังกระตุกน้อยๆ “แต่เจ้าไม่ได้เอาชนะเจ้าสำนักมารอสูรได้จริง ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างเชียวหรือ?”

เยี่ยฉวนยักไหล่ท่าทางไม่แยแส “ทำไมข้าต้องรู้สึก! ยังไงก็แล้วแต่ ข้ารู้สึกดี……ดีมากด้วยซ้ำ!”

อีกฝ่ายขยับปากเหมือนจะตอบโต้ พลันบนท้องฟ้าในระยะไกลบังเกิดรอยแยกแหวกออกซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่สตรีคลุมหน้าและเยี่ยฉวนหันไปมองด้วยความสนใจ ที่นั้นเอง เงาประหลาดสีขาวพุ่งวาบออกจากรอยแยกของช่องบรรยากาศที่ว่า และพุ่งวาบตรงมาด้วยความเร็วขั้นสุดเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ก่อนที่เงาประหลาดจะมาปรากฏยังเบื้องหน้าเยี่ยฉวนและสตรีคลุมหน้า!!

นั่นคือสัตว์อสูรตัวน้อย!

รูปร่างเหมือนแมวทว่ายังคงมีความแตกต่างไปจากแมวทั่วไป ด้วยมีขนสีน้ำเงิน ทั้งมีหางชี้ฟูที่ส่วนปลายแต้มสีแดง บนใบหน้ากลมมีดวงตาขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งโตและมีสีฟ้า บริเวณปากของมันมองเห็นฟันซี่หนึ่งยื่นออกมา

จากรูปลักษณ์ภายนอกมันมีหน้าตาน่ารักน่าชังทีเดียว

สิ่งหนึ่งซึ่งสังเกตเห็นได้ชัดเจนคือรอยสีแดงที่มุมปาก ราวกับว่ามันได้รับบาดเจ็บ

เจ้าสัตว์อสูรตัวน้อยมองมายังเยี่ยฉวนซึ่งขณะนั้นกำลังมองมันด้วยความรู้สึกสับสน เมื่อชายหนุ่มทำท่าจะเอ่ยปากพลันนั้นเองร่างของชายวัยกลางคนทะยานตรงเข้ามาจากระยะไกล

ผู้ทรงเกียรติลู่!

ชายคนนี้คือผู้ทรงเกียรติลู่แห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดน!

สายตาของผู้ที่เข้ามาใหม่จ้องเขม็งไปที่เจ้าสัตว์อสูร ขณะที่ตัดสินใจจะออกปะทะนั้นพลันเหลือบไปมองเยี่ยฉวนจึงว่า “เจ้านี่เอง!”

ฝ่ายชายหนุ่มเมื่อเห็นเช่นนั้นท่าทางเคร่งขรึมไปทันที ก่อนหน้าเขาไม่เคยรู้จักผู้ทรงเกียรติลู่คนนี้ ทว่าภายหลังจากพุ่งเป้าไปยังสำนักผู้ตรวจการเขตแดน เยี่ยฉวนจึงทำการสืบเรื่องของคนคนนี้ จนทำให้รู้จักผู้ทรงเกียรติลู่คนนี้เป็นอย่างดี

เหตุใดเขาจึงมาที่นี่ด้วยตัวเอง?

หรือว่าเขาอยากจะลงมือด้วยตัวเอง?

ขณะครุ่นคิดในใจ เยี่ยฉวนค่อยกำมือข้างขวาช้าๆ เขาพร้อมแล้วที่จะกระตุ้นเพื่อเปิดใช้งานหอคอยแห่งเรือนจำได้ทุกขณะ

ทว่าผู้ทรงเกียรติลู่ไม่ได้ออกปะทะอย่างที่คิด เขากลับชี้ไปยังเจ้าสัตว์อสูรน้อย “โยนมันมาให้ข้า!”

โยนงั้นหรือ?

ชายหนุ่มหันไปทางสัตว์อสูรน้อยตรงหน้า เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน! ขณะที่เยี่ยฉวนทำท่าเหมือนกำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดแสงสว่างสีฟ้าพุ่งวาบเข้าสู่ร่างกายหายไปทันที

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เยี่ยฉวนชะงักนิ่งงันด้วยความตกตะลึง

ยอดยุทธ์จากชั้นสอง!

เจ้านี่มันก็คือยอดยุทธ์ชั้นสอง!

เมื่อเห็นกับตาว่าสัตว์อสูรหายเข้าไปในร่างของเยี่ยฉวน ผู้ทรงเกียรติลู่เขม้นมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบ “เยี่ยฉวน เจ้าสัตว์อสูรตนนั้นมันเคยสังหารคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ 11 คน คนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง 2 คนและมันยังปล้นเอาทรัพย์ล้ำค่าของสำนักงานผู้ตรวจการเขตแดนมาด้วย……ถ้าเจ้าไม่ยอมส่งตัวมันมาแต่โดยดี ข้าจะขยี้เจ้าให้เละคามือเลยคอยดู!”

ชายหนุ่มขยับอ้าปากจะโต้ตอบ ฉับพลันกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งลอยละลิ่วลงมาจากหอคอยแห่งเรือนจำ บนนั้นปรากฏภาพวาดของผู้ทรงเกียรติลู่ เหนือศีรษะเป็นรูปกำปั้น!

กำปั้นของเยี่ยฉวน!

เป็นที่แน่ชัด ว่าตัวประหลาดขอร้องให้เขาต่อสู้กับผู้ทรงเกียรติลู่!

ชายหนุ่มเหยียดมุมปาก ขณะเสียงกระซิบตอบภายในใจดังขึ้นว่า “ยอดยุทธ์ท่านนี้ขอรับ……ข้าสู้เขาไม่ได้……”

ความเงียบเข้าครอบงำชั่วอึดใจ พลันหอคอยบริเวณชั้นสองเริ่มเกิดการสั่นไหว จนเยี่ยฉวนในหัวหมุนติ้ว……

ชายหนุ่มรู้สึกตระหนกและหวาดกลัวขึ้นมาทันควันจึงรีบละล่ำละลักว่า “อย่าเพิ่งอาละวาดขอรับ ข้าจะสู้ ยอมสู้แล้ว……”

อาการสั่นไหวในหอคอยแห่งเรือนจำพลันสงบลงทันที

เยี่ยฉวนกลืนน้ำลายเอื๊อก ก่อนจะมองไปยังผู้ทรงเกียรติลู่ขณะอีกฝ่ายลอยตัวอยู่บนอากาศ “ผู้ทรงเกียรติลู่ เจ้ามาก็ดีแล้ว เรามาสู้กันตัวต่อตัวเป็นไง?”

สตรีคลุมหน้ามองนิ่ง “……” ผู้ทรงเกียรติลู่ “……”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!