บทที่ 515 คนในโลกนี้ใครก็ฆ่าข้าไม่ได้!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรียกความสนใจให้ผู้คนมามุงดูด้วยความตื่นเต้น ด้วยนานทีจะได้เห็นอะไรอย่างนี้สักครั้ง……
พลันปรากฏชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ตรงประตูทางเข้าเมือง เขาคือลู่เฟิงเจ้าเมืองอวิ๋นคง!……
เมื่อเห็นภาพของลู่ซวนหมิงที่กำลังกอดก่ายสุกรตัวหนึ่งจากในระยะไกล อีกทั้งยังไม่เลิกการเสพสังวาสกับเดรัจฉาน สีหน้าของลู่เฟิงแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ เขาจึงสะบัดมือข้างขวาออกไปครั้งหนึ่งทำให้เจ้าสุกรตัวนั้นระเบิดแหลกไปทันที
ทว่าทันใดนั้นลู่ซวนหมิงก็พุ่งตัวเข้าหากลุ่มคนที่กำลังรุมล้อมมุงดูตนเอง ท่าทางเหมือนคนบ้าก็ไม่ปาน เมื่อเห็นเช่นนั้นบรรดาชาวเมืองที่อยู่โดยรอบต่างหน้าถอดสี วงแตกพากันกระถดถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิงตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด “กล้าดียังไงถึงได้ทำตัวแบบนี้!”
ว่าแล้วก็วิ่งถลันเข้าไปยังลู่ซวนหมิงและใช้ฝ่ามือข้างขวาขยุ้มท้ายทอยของอีกฝ่าย กระชากร่างออกมาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้ลู่ซวนหมิงตัวสั่นอย่างแรง ทันใดนั้นนัยน์ตาแดงก่ำจึงค่อยๆ กลับสู่สภาพปกติ
ลู่ซวนหมิงเมื่อคืนสติกลับมาก็หันไปมองคนที่ล้อมรอบตนเองอย่างงงงัน ก่อนที่สายตากวาดไปทางซากสุกรที่แน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน ครู่ต่อมาเขาค่อยผงกศีรษะขึ้นและคำรามเสียงสั่นด้วยความแค้น “ใครแกล้งข้า? ใครทำ?!”
ยามนี้ใบหน้าของลู่เฟิงทั้งหมองทั้งคล้ำ ขณะสายตาเบนไปมองยามประตูสองคนซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกลออกไปนัก เมื่อเห็นเช่นนั้นมันสองคนถึงกับหน้าถอดสีพลันเข่าทรุดฮวบลงบนพื้น หนึ่งในนั้นละล่ำละลักขึ้นว่า “ท่านเจ้าเมือง คุณชายสั่งไม่ให้พวกเราเข้าไปในจวนขอรับ พวกเราก็เลย……”
“พวกเจ้ามันไม่ได้เรื่อง!”
เสียงลู่เฟิงแสดงถึงอารมณ์โกรธจัดเดือดดาล ฉับพลันเขายกมือข้างขวาสะบัดไปทางยามประตูทั้งสอง เหล่ายามเคราะห์ร้ายถึงคราวร่างระเบิดเหลวแหลกไปในทันที
ลู่เฟิงเหลือบมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่รอบๆ คนอื่น เมื่อเห็นดังนั้นต่างก็พากันหน้าซีดเผือด ก่อนจะหันหลังวิ่งกระจัดกระจายหนีหายไปอย่างไม่คิดชีวิต
คนต้นเหตุยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ปากประตูเช่นนั้น ขณะที่มือสองข้างเกร็งกำหมัดแน่น ใบหน้าถมึงทึงน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันลู่ซวนหมิงเองหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
น่าอับอาย!
น่าอับอายที่สุดในชีวิต!
อีกไม่นานคนทั้งแผ่นดินชิงจะต้องหัวเราะเยาะใส่เห็นเขาเป็นตัวตลกแน่ ยิ่งกว่านั้นคราใดที่นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า……
“ฮึ่ม……”
ลู่ซวนหมิงเดือดจัดจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง มือกำแน่นและเค้นเสียงคำรามอย่างน่ากลัว
ในตอนนั้นเองลู่เฟิงหันหน้ามองไปอีกด้านหนึ่ง ซึ่งที่นั่นมีชายชราปรากฏตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ
คนที่เพิ่งมาค้อมตัวแสดงคารวะ ก่อนจะพูดกับคนที่อยู่ต่อหน้าว่า “เหตุการณ์ในครั้งนี้ต้องเป็นฝีมือของเยี่ยฉวน!”
“เยี่ยฉวนมันเป็นใคร?”
เสียงของลู่ซวนหมิงถามมาจากอีกด้าน ขณะหันไปจ้องเขม็งชายชราด้วยสายตาอาฆาตพยายาทฉายชัด
อีกฝ่ายตอบเสียงแห้งว่า “คนผู้นี้เป็นศัตรูที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนหมายหัว อีกทั้งยังเป็นพี่ชายของเยี่ยหลิงด้วย ส่วนที่เขาทำทั้งหมดนี่ก็คงมีสาเหตุจากเรื่องเยี่ยหลิงนั่นเอง!”
“เยี่ยหลิง!”
ลู่ซวนหมิงหน้าง้ำแววตาเหี้ยมเกรียม ต่อมาเขาหันไปพูดกับลู่เฟิงว่า “ข้าจะแต่งงานกับเยี่ยหลิงวันนี้ใช่ไหม? ดี ถ้างั้นก็ไปรับตัวเจ้าสาวกันเถอะ! ข้าจะทำให้น้องสาวของมันได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าที่ข้าได้รับในวันนี้!”
ลู่เฟิงพยักหน้า “เราต้องเอาคืนให้สาสม!”
จากนั้นคนพูดหันไปอีกด้าน พร้อมออกคำสั่ง “สั่งคนของเราให้เตรียมพร้อม ข้าจะไปรับตัวเจ้าสาวที่สำนักเหมันตอุดร”
คนที่อยู่อีกทางชายชรามีสีหน้าลังเลเหมือนไม่แน่ใจ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเกรงว่าเยี่ยฉวนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง อนุญาตให้ข้าตามไปด้วยเถอะขอรับ!”
จากนั้นคนทั้งหมดจึงหันกลับไป
ต่อมาเรือเหาะลำใหญ่ยักษ์ค่อยๆ เคลื่อนออกจากท่าของเมืองอวิ๋นคง ยามนี้เรือเหาะได้ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟและสิ่งประดับห้อยแขวน ราวกับมีพิธีเฉลิมฉลองอย่างไรอย่างนั้น
และครั้งนี้จุดหมายปลายทางของเรือเหาะคือที่สำนักเหมันตอุดร!
ที่ร้ายกว่านั้น เหตุการณ์ที่ลู่ซวนหมิงเสพสังวาสกับฝูงภูตสุกรถูกลือสะพัดไปทั่วทั้งเมืองอวิ๋นคง ข่าวลือกระจายจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งอย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง
ถึงแม้ในแผ่นดินชิงลู่ซวนหมิงอาจไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าท่านลุงของเขาเป็นที่รู้จักกันดี!
ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ที่ผู้ทรงเกียรติลู่จะถูกนำมาข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทว่ายิ่งข่าวลือแพร่กระจายไปหลายแห่งหลายที่ กลับกลายเป็นว่าผู้ทรงเกียรติลู่เป็นคนที่เสพสังวาสกับสุกรเสียเอง
ณ สำนักผู้ตรวจการเขตแดน
ภายในคฤหาสน์ ผู้ทรงเกียรติลู่สีหน้าหมองคล้ำซ้ำยังบูดบึ้ง
แปลได้ว่าเขาได้รับรู้เหตุการณ์ที่เมืองอวิ๋นคงแล้ว
ขณะนั้นผู้ทรงเกียรติลู่มองไปยังชายชราคนหนึ่ง ซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่ที่พื้นต่ำลงไป “เจ้าไม่ได้ข่าวเลยหรือว่าเยี่ยฉวนมันอยู่ที่ไหน?”
อีกฝ่ายสั่นศีรษะและตอบว่า “ภายหลังจากเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนมันจะหายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย พวกเราไม่ได้ข่าวอีกเลยขอรับ ข้าคิดว่าบางทีเขาอาจจะซ่อนเร้นลมหายใจก็เป็นได้ มิเช่นนั้นเราต้องได้ยินข่าวคราวของเขาบ้าง อีกอย่างมันโผล่ไปที่จวนเจ้าเมืองอวิ๋นคง แต่ยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงกลับไม่รู้ว่ามันไปที่จวนเจ้าเมืองด้วยซ้ำ”
“ซ่อนเร้นลมหายใจ!”
ผู้ทรงเกียรติลู่นิ่วหน้าหัวคิ้วย่นเข้าหากัน พลางรำพึงเบาๆ “แม้แต่ยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงยังตามมันไม่ทัน”
ชายชราผงกศีรษะ “เขาน่าจะสำเร็จขั้นพลังผนึกยุทธ์ ซึ่งคนในขั้นผนึกยุทธ์จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ ดังนั้นยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพก็คงตามไม่ทัน ดูเหมือนการฆ่ามันจะเจออุปสรรคเข้าให้เสียแล้ว”
ผู้ทรงเกียรติลู่กล่าวเสียงเรียบนิ่ง “ไม่เห็นจะยาก เยี่ยฉวนมาถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพราะเหตุใด? เพราะน้องของมัน เยี่ยหลิงกำลังตกที่นั่งลำบาก เยี่ยฉวนจะไม่หนีไปไหนแน่ตราบใดที่เยี่ยหลิงยังอยู่ที่สำนักเหมันตอุดร ซ่วนหมิงไปสำนักเหมันตอุดรและพาคนไปด้วย รับรองเยี่ยฉวนมันต้องโผล่ไปที่นั่นแน่!”
ชายชรามีท่าทีอึกอักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ผู้ทรงเกียรติลู่ ถ้าเซียนกระบี่ปรากฏตัวออกมา……”
เซียนกระบี่!
คนถูกถามหรี่นัยน์ตาลงจากนั้นจึงนิ่งไปเป็นนาน ในที่สุดจึงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “คนของเราที่ส่งไปยังดินแดนจักรวาลดวงดาวคงจะถึงแล้ว อีกไม่ช้าน่าจะได้ข่าวของสตรีลึกลับผู้นั้น ส่วนเยี่ยฉวนถ้ามันเผยตัวออกมาข้าจะเด็ดหัวมันอย่างไม่ลังเลเลย ถ้าสตรีลึกลับนั่นมาด้วย……”
เขายื่นมือออกไปพร้อมชี้นิ้ว พลันลำแสงสีขาวกระจ่างพุ่งทะยานสู่เบื้องหน้าของชายชรา
“สิ่งนี้คืออะไร ขอรับ?” ชายชราสีหน้าฉงน
ผู้ทรงเกียรติลู่จึงกล่าวว่า “สิ่งที่อยู่ข้างในคือส่วนของพระวรกายของฝ่าบาท ซึ่งฝ่าบาททรงส่งมาให้ใช้ในการต่อสู้กับสตรีลึกลับ! จงจำเอาไว้ว่าอย่านำออกมาใช้ก่อนที่นางจะปรากฏตัว มิเช่นนั้นสำนักผู้ตรวจการเขตแดนของเราจะไม่มีอะไรไปสู้กับนางอีกเลย”
ชายชรารับสิ่งที่ส่องแสงเจิดจ้าไปด้วยความระมัดระวัง เขาทำท่าเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างจึงถามอีกฝ่ายทันทีว่า “ผู้ทรงเกียรติลู่ ฝีมือเยี่ยฉวนมิใช่ธรรมดา เหตุใดท่านจึงไม่ลงมือสังหารเขาเอง จะได้ไม่เปิดโอกาสให้เขากลับมาแก้แค้นเล่าขอรับ?”
ฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามเหลือบตามองชายชราแวบหนึ่ง “ข้ามีเรื่องจะต้องไปจัดการ ถ้าเจ้ายังรู้สึกกังวลกับเรื่องนั้น ก็ให้พาคนยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงไปด้วยสักสองคน ข้าไม่เชื่อว่าเยี่ยฉวนคนเดียวจะกล้าแกร่งถึงขนาดสังหารยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงได้หรอก”
ชายชราจึงไม่พูดอะไรอีก และหันกลับออกไปทันที
ภายในหอโถงเงียบสนิท ผู้ทรงเกียรติลู่ค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ ในห้วงความคิดตนภาพของสตรีลึกลับปรากฏออกอีกครั้งอย่างชัดเจน……
ข้อเท็จจริงก็คือเขาก็อยากไปที่นั่นด้วยตนเอง ทว่าความเกรงกลัวต่อสตรีลึกลับยังคงมีอยู่
สตรีลึกลับ ครั้งหนึ่งนางเคยสังหารคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงภายในระยะเวลาอันสั้น แม้แต่ตนเองยังทำไม่ได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น!
ที่สำคัญเมื่อคราวประมือกันบนโลกชิงฉาง สตรีลึกลับใช้เพียงหนึ่งกระบวนท่าก็สามารถทำลายวิชาขบวนเวทย์ของฝ่าบาทได้เสียแล้ว……
แม้ว่าฝ่าบาทจะมอบส่วนของพระวรกายให้กับผู้ทรงเกียรติลู่ เขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีว่าจะสามารถจัดการเยี่ยฉวนได้
ด้วยความน่าเกรงขามของสตรีลึกลับยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ
ถ้าเขาเป็นคนไปที่นั่นและนางปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง แล้วส่วนของพระวรกายฝ่าบาทกลับใช้ไม่ได้ผล เขาเป็นอันต้องจบชีวิตอย่างแน่นอน
จู่ๆ เขาชักอยากเห็นตอนที่เยี่ยฉวนตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ล่อแหลม และสตรีลึกลับจะปรากฏตัวออกมาช่วยอีกครั้ง!
หากนางไม่มาปรากฏตัวย่อมน่าจะเป็นการดี ลำพังยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพคงสังหารเยี่ยฉวนได้ไม่ยากเย็น ทว่าถ้านางมาจริงล่ะก็ ผู้ทรงเกียรติลู่ต้องหาทางหนีทีไล่เอาตัวรอดไว้ก่อน
ครู่ต่อมาเขาจึงขยับลุกขึ้นจากที่และเดินออกไปบริเวณด้านหลังคฤหาสน์ ที่นั่นมีประตูลับดำมืด ลึกเข้าไปหลังบานประตูเป็นท้องฟ้ามืดมิดพราวพร่างไปด้วยหมู่มวลดารา
ผู้ทรงกียรติลู่ค้อมตัวลงต่ำก่อนกล่าวว่า “ฝ่าบาท”
ความเงียบงันเข้ามาแทนที่อยู่เพียงครู่เดียว เสียงแหบห้าวดังก้องมาจากประตู “ใช้พลังกล้าแกร่งของเจ้าจับตัวนางมาให้ได้ นางบังอาจทำลายแผนการของข้าเสียป่นปี้ ข้าจะขยี้ร่างของนาง จองจำวิญญาณและปล่อยให้นางต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนานชั่วกัปชั่วกัลป์……”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง สตรีสวมชุดยาวกระพือเปลือกตาลืมขึ้นทันควัน ขณะกำลังอยู่ภายในอารามแห่งแผ่นฟ้าจักรวาลดารา สายตาเพ่งมองไปเบื้องหน้าพลันสีหน้าค่อยแปรเปลี่ยนเย็นชา เสียงพึมพำแผ่วผ่าน “เวทย์สัจจะภินิหารเหลวไหลทั้งเพ……เขากล้าใช้เวทย์กับข้า……ท่ามันจะอยากตายเต็มทีแล้วสินะ?”
จากนั้นจึงเผยฝ่ามือเนียนเรียบออกมาเบื้องหน้า พลันกระบี่เสกปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ!
สตรีชุดยาวเรียบลุกขึ้นยืนและเดินตรงออกไปภายนอกอาราม ขณะที่กระบี่ซึ่งถืออยู่เริ่มสั่นรุนแรงขึ้น ขณะริมฝีปากแต้มสีแดงสดใสเผยอเพียงเล็กน้อย “ในนามกระบี่แห่งข้า ขอเชิญดวงวิญญาณภูตแห่งจักรวาลที่ถูกข้าเอ่ยนาม จงปรากฏ!”
สิ้นเสียงของสตรี กระบี่ที่นางถืออยู่ทะยานออกไปทันทีจากนั้นก็พุ่งหายลับไปในท้องฟ้ามืดมิดพราวพร่างดวงดารา ครู่ต่อมานั้นเองท้องฟ้าพราวพร่างเริ่มสั่นไหว
“บังอาจ!”
ขณะนั้นเสียงแสดงความกราดเกรี้ยวของใครคนหนึ่งดังออกมาจากท้องฟ้ามืดมิดดาราพราว “ใครบังอาจรบกวนบัญชาแห่งจักรวาลดารา? อยากตายนักหรือไง?”
ที่ประตูอารามแห่งนั้น สตรีสวมชุดยาวแหงนหน้ามองไปที่ท้องฟ้าที่มืดมิดเต็มไปด้วยดวงดาวเบื้องบน นางเหยียดมุมปากยกยิ้ม เสียงเยาะหยันดังขึ้นว่า “ถามว่าข้าอยากตายงั้นหรือ? ถ้าข้าอยากอยู่ คนในโลกนี้ใครก็ฆ่าข้าไม่ได้! ถ้าข้าอยากให้ใครตาย มันผู้นั้นก็ต้องตาย!”



