บทที่ 228
โยนความผิดได้ยอดเยี่ยมนัก!
‘ร้ายกาจนัก!’ จู่ๆ หยกนภาที่แสร้งใบ้มาเนิ่นนานก็ร้องขึ้น ‘เขาจับอาชาเวหามาเป็นสัตว์พาหนะได้!’
อาชาเวหาเป็นสัตว์วิเศษในตำนาน หนึ่งวันสามารถเดินทางได้ถึงหมื่นลี้ ต้านทานสายฟ้าได้ไม่เชื่อฟังผู้ใด นึกไม่ถึงว่าทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายผู้นี้จะขี่มันมา…
เขาดูสง่างามองนัก ท่าทางไม่คล้ายมาบุกรุกเขาถามสวรรค์ แต่เหมือนมาเดินเล่นที่สวนหลังบ้านตน ค่อยๆ ร่อนลงมาเบื้องล่าง “ข้าได้กลิ่นหอมหวน ขอร่วมวงด้วยได้หรือไม่?”
เขาถึงขั้นหอบขวดนํ้าเต้าสุราออกมาแกว่งไกวอย่างจริงใจ “ข้าจะสมทบด้วยสุรา”
หลงซือเย่มองเขาเงียบๆ กู้ซีจิ่วก็เม้มริมฝีปากเล็ก ไม่กล่าวอะไรเช่นกัน
ทว่าตี้ฝูอีกลับเป็นกันเองยิ่ง นั่งลงทางฝั่งขวาของกู้ซีจิ่วทันที นัยน์ตาหลงซือเย่สาดแสงแวบหนึ่ง กล่าวขึ้นว่า “ซีจิ่ว เจ้าไปนั่งตรงนั้นเถอะ ข้าจะพูดคุยกับท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้าย”
เขาคิดจะสลับที่กับกู้ซีจิ่ว
ตี้ฝูอีสะบัดแขนเสื้อ กดมือเล็กๆ ข้างหนึ่งของกู้ซีจิ่วไว้ ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ย “หูข้าไม่ได้หนวก ไม่ต้องสลับที่ก็ได้ยินชัดเจนดี เว้นแต่ เจ้าสำนักหลงจะกล่าวเสียงเบาราวกับยุง…อ้อ ต่อให้เป็นเสียงยุงข้าก็ฟังทำนองออก เจ้าสำนักหลงวางใจได้เลย”
เขาเหลือบมองปลาที่เติมโต๊ะแวบหนึ่ง “อาหารมื้อนี้อลังการยิ่งนัก น้องหลง สามปีก่อนหลังจากข้าได้ชิมปลาย่างของเจ้าแล้วก็ลืมไม่ลงมาตลอด เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอีก ครั้งนี้นับว่าเป็นลาภปากมื้อใหญ่แล้ว”
เมื่อสะบัดแขนเสื้อผ่านโต๊ะคราหนึ่ง เบื้องหน้าก็พลันปรากฏชุดจานชามตะเกียบใหม่เอี่ยมขึ้นหนึ่งชุด เขาขยับตะเกียบคีบปลาย่าง เป็นอันดับแรกใส่เข้าปาก พลางถอนหายใจ “รสชาติเช่นนี้แหละ!”
กู้ซีจิ่วตะลึงงัน
มือซ้ายของเธอถูกหลงซือเย่กุมไว้ ยามนี้ก็ถูกตี้ฝูอีกดมือขวาไว้อีก ไม่ว่าจะทางไหนก็ดึงไม่หลุด
ฝ่ามือหลงซือเย่เย็นเฉียบ แต่ฝ่ามือตี้ฝูอีอบอุ่น หนึ่งร้อนหนึ่งเย็น ราวกับแอบแข่งขันกันอยู่
เธอเพิ่งคีบปลาที่อยู่เต็มโต๊ะไปสองครั้ง และเพิ่งจะชิมไปนิดเดียว ท้องยังคงหิวโหยอยู่ ยามนี้กลับถูกบุรุษรูปหล่อทั้งสองขนาบข้างไว้
มือทั้งสองข้างล้วนไม่มีอิสระ จะให้เธอใช้เท้าคีบอาหารหรือยังไง?!
“เจ้าวังตี้ไห้เกียรติมาเยี่ยมเยือนเขาถามสวรรค์ของข้า ย่อมต้องเสียงดูปูเสื่ออย่างดี แต่ในเมื่อเจ้าวังตี้จะมา ก็ควรส่งเทียบเยี่ยมเยือนมาก่อน อย่างน้อยข้าจะได้ส่งลูกศิษย์ในสำนักไปต้อนรับอย่างสมเกียรติ เหตุใดถึงบุกเข้ามาโดยพลการเช่นนี้เล่า?” หลงซือเย่ เริ่มโจมตี
ทว่าตี้ฝูอีกลับไม่ไยดีเขา สาละวนอยู่กับการคีบเนื้อปลาต้มใส่จานของตนเอง สะบัดตะเกียบคราหนึ่ง กั้งด้านในทั้งหมดพลันดีดออกมา เขาค่อยๆ ละเลียดกิน แล้วเอ่ยสรรเสริญอีกหน “ปลาดี!”
ทั้งยังเหลือบมองกู้ซีจิ่วแวบหนึ่งด้วย ราวกับสงสัยเล็กน้อย “เหตุใด แม่นางกู้ถึงไม่กินเล่า? เกรงว่าหลงซือเย่จะวางยาพิษเจ้าหรือ?”
“รอกวนท่านยกมือออกหน่อย” กู้ซีจิ่วกระดิกนิ้วที่อยู่ใต้ฝ่ามือเขา
“อ้อ ขออภัยด้วย” ในที่สุดตี้ฝูอีก็ปล่อยมือเธอ พร้อมมองหลงซือเย่อีกแวบหนึ่ง “เหตุใดเจ้าสำนักหลงถึงจับมือแม่นางผู้นี้ไว้แน่นตลอดเลยเล่า? หรือเกรงว่านางจะหลบหนี? ที่แท่นเบิกสวรรค์ครั้งนั้น จู่ๆ แม่นางกู้ก็หายตัวไปไร้ร่องรอย เป็นเจ้าสำนักหลงที่ลักพาตัวมา ทำให้ข้าต้องลำบากดั้นด้นมาตามหาคนถึงที่นี่…
หลงซือเย่นิ่งงัน โยนความผิดได้ยอดเยี่ยมนัก! ทำให้เขาอับจนหนหางโต้แย้ง!
ถึงแม้กู้ซีจิ่วจะใช้วิชาเคลื่อนย้ายในยามที่กระโดดขึ้นสัตว์พาหนะของหลงซือเย่ และคิดจะทำให้หลงซือเย่เป็นแพะรับบาป แต่หลังจากผ่านประสบการณ์ทำนองนี้มาแล้ว และได้ยินตี้ฝูอีกล่าวเช่นนี้อีก เธอเลยรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
ทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายผู้นี้ทราบดีว่าเธอหลบหนีด้วยตัวเอง ซ้ำยังถูกเขาจับได้ตั้งหลายหน แต่ยามนี้กลับโยนความผิดไปให้หลงซือเย่ อย่างไม่ละอายใจ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?