ตอนที่ 11
แค้นฝังใจ
“ไม่ไหวแล้ว…” เจินเจินเอ่ยเสียงเบาหวิว เหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นโดยรอบบริเวณที่หน้าผากกลมมน
“พอเถอะ…นะ…พอก่อน” หญิงสาวกล่าวพลางส่งสายตาหวานเยิ้มเชิงออดอ้อนไปทางชายหนุ่มที่นั่งทำหน้าตาถมึงทึงมองมาทางนางอย่างไม่ลดละ ดวงตาคมเข้มสีดำนิลเปี่ยมเสน่ห์ของเขา บัดนี้ฉายแววอามหิตอย่างอาฆาตมาดร้ายออกมาอย่างชัดเจน
เขายังคงนั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะตัวเดียวกันกับนางยามนี้
“ท่านจะโกรธข้าไปถึงเมื่อไหร่กัน” เจินเจินยังคงออดอ้อนตัดพ้อไปทางหลี่เซียวเหยาที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันเพียงโต๊ะกั้นกลาง
หญิงสาวเห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆเพียงแต่ส่งสายตากราดเกรี้ยวบนใบหน้าเรียบเฉยอยู่อย่างนั้น นางจึงจำต้องยืดตัวขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาคัดบทสวดมนต์ที่มีมากมายนับไม่ถ้วนตามคำสั่งของเขาลงในกระดาษต่อไปอย่างจนใจ
นี่เป็นบทลงโทษที่หลี่เซียวเหยาได้มอบให้นาง หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อวาน
ทำอะไรก็ผิดไปหมด แล้วอย่างนี้จะเอาชนะใจเขาได้อย่างไรเล่า ฮือ…
หลี่เซียวเหยายังคงนั่งนิ่งหน้าตึงขรึมเคร่งจ้องมองไปทางเจินเจินที่กำลังขบเม้มริมฝีปากน่าจูบนั่นอย่างขัดเคือง
เมื่อวานเขาถูกสตรีต่ำช้าน่าสมเพชนางหนึ่งใส่ยาปลุกกำหนัดลงไปในน้ำชาให้เขาดื่มกิน เมื่อยาออกฤทธิ์ เขามีอาการร้อนรุ่มดังไฟสุมทรวง
เขาพยายามประคองอารมณ์พลุ่งพล่านของตนเองจนสุดกำลัง
และเมื่อสตรีตรงหน้าของเขาขณะนี้ได้เข้ามาในห้องนั้นเมื่อเหตุการณ์เมื่อวาน
เขาดีใจมาก
ดีใจเสียจนมิรู้ได้ว่าจะดีใจทำไมกัน
ฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดนั่นก็ช่างรุนแรง เมื่อเห็นสตรีนางนี้เดินเข้ามา เขาถึงกับห้ามอารมณ์พลุ่มพล่านปรารถนาของตนเองเอาไว้ไม่อยู่
เขารู้สึกว่าต้องการนางในเวลานั้น
เขาต้องการนาง
อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัด
ทำให้เวลานั้นเขาต้องการนางมาก
แต่นาง…
นาง…
นางให้เขานั่งทำสมาธิ
นางบังคับให้เขาหลับตา
ใครจะไปหลับลง!
เขาพยายามจะร่วมรักกับนาง
ในเมื่อก่อนหน้านี้มีข่าวเกี่ยวกับเขาและนางถึงขั้นอาจจะได้สมรสพระราชทาน เขาจึงมีสิทธิ์ในตัวของนางกึ่งหนึ่ง
แต่เมื่อวาน
นาง…
นางทำเขาทรมานเหมือนตายทั้งเป็น
นางคล้ายกับกำลังกลั่นแกล้งเขา
นางยั่วเย้าเขา
ทำท่าทางยั่วยวนเขาที่กำลังจะคลุ้มคลั่ง
นางทำคล้ายกับจะตอบสนองเขาแต่แล้วก็ปฏิเสธ
นางทำอย่างนั้นสลับกันไปมา จนเขาปวดหนึบสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง
และสุดท้าย
ฮึ!
แค้นนี้ต้องชำระ!
นางต้องชดใช้ให้เขาอย่างสาสม
ย้อนกลับไปเหตุการณ์เมื่อวานหลังจากหลี่เซียวเหยาพาเจินเจินเข้าห้องนอนมาด้วยอารมณ์เพศที่พลุ่งพล่านเกินยับยั้ง
“ท่าน…” เจินเจินพยายามเรียกสติของหลี่เซียวเหยา
“มีสติไว้ ทำสมาธิ ใช่ ต้องทำสมาธิ” หญิงสาวเอ่ยออกไปขณะพยายามแกะมือที่คล้ายคีบเหล็กออกจากตัวเพื่อพาเขาไปนั่งลงที่เตียงนอน
นางยังคงกล่าวต่อเนื่อง “หลับตา ท่านหลับตาก่อน ตั้งสมาธิ เร็ว!”
เจินเจินดึงกระชากร่างที่กำลังร้อนระอุของหลี่เซียวเหยาให้ไปนั่งลงที่เตียงนอน
หญิงสาวจับบังคับร่างกายของชายหนุ่มให้นั่งทำสมาธิโดยที่ตัวของนางเองก็ขึ้นไปนั่งให้กำลังใจอยู่ตรงด้านหน้าของเขา
และแน่นอน การทำสมาธิหรือจะสู้อิทธิฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัด
ยิ่งได้เห็นสตรีนางนี้มานั่งจ้องอยู่ในระยะประชิดบนเตียงนอนอย่างนี้ ดวงตาของเขาจึงไร้ซึ่งเปลือกตาที่จะสามารถลงมาทาบทับปิดตาลงได้
“ท่าน!” เจินเจินเรียกสติของหลี่เซียวเหยาพลางเอื้อมมือขึ้นจับประคองใบหน้าของเขาที่กำลังแดงซ่าน ดวงตาฉายแวว
ประกายของแรงปรารถนาซึ่งแตกต่างจากดวงตาที่มักจะดำสนิทยามปกติอย่างมากมายมหาศาล จนหญิงสาวถึงกับเผลอจ้องมองคล้ายกับต้องมนต์สะกด
“อา…ท่าน” นางเรียกได้แค่นั้น ความร้อนจากใบหน้าของชายหนุ่มส่งผ่านมาทางมือเรียวงาม แผ่ซ่านมาถึงใบหน้านวลเนียนของนางโดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวถึงกับหน้าแดงเห่อร้อนขึ้นมาเช่นกัน เมื่อได้จ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ตนพึงใจในยามนี้
หลี่เซียวเหยาจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวในขณะนี้ ยิ่งเพิ่มระดับความต้องการมากยิ่งขึ้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาอย่างเดียวหรือไม่
เขาเอื้อมมือของตนขึ้นประคองใบหน้างามของเจินเจินก่อนดึงเข้ามาจูบอย่างรวบรัดหนักหน่วง
ริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับส่วนสำคัญของร่างกาย
เขา…
ต้องการนาง…
เจินเจินถึงกับเผลอไผลทำได้แค่เปิดเผยอริมฝีปากปล่อยให้หลี่เซียวเหยาแทรกซึมล้วงลึกเนิ่นนานอย่างเร่าร้อน
ซักพักริมฝีปากร้อนจัดของหลี่เซียวเหยาก็ไล้เลื่อนออกจากกลีบปากของนางแล้วซุกไซ้ซอกซอนอย่างร้อนแรงไปตามพวงแก้มอมชมพูระเรื่อก่อนจะฝังจมลึกที่ซอกคอขาวผ่อง
“อ่ะ…อืม… ท่าน…ท่าน…” เจินเจินถึงกับละล่ำละลักแหงนหงายอยู่บนอุ้งมือของหลี่เซียวเหยาที่จับประคองต้นคอของนางอยู่
นางพยายามเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “ใจเย็น…ใจเย็นตั้งสติไว้…”
มีหรือชายหนุ่มจะรับฟังในเวลานี้
เขารีบลดมือข้างหนึ่งลงเพื่อดึงสาบเสื้อของหญิงสาวให้แยกออก
เจินเจินรีบเอื้อมมือมาไล่จับมือที่ร้อนดั่งไฟของชายหนุ่มอย่างรู้ทัน ก่อนจะดันตัวเองถอยหลังออกห่างเพื่อหลบเลี่ยงใบหน้าของเขาให้แยกออกจากการฝังลึกคล้ายจมเขี้ยวอยู่ตรงซอกคอของนาง
ชายหนุ่มยังไม่ยอมแพ้เขารีบขยับร่างกำยำของตนไล่บี้ตามติดร่างระหงนุ่มนิ่มของเนื้อนวลนาง พลางถอดเสื้อของตนออกอย่างเร่งร้อน ยามนี้…เขาร้อนเหลือเกิน ร้อนมาก!
เมื่อสาบเสื้อของหลี่เซียวเหยาเปิดออก ทำเอาเจินเจินถึงกับจ้องมองแผงอกพราวเสน่ห์ของเขาอย่างลืมตัว
เมื่อก่อนยามที่นางล่วงเกินเขามันมีเสื้อผ้ากางกั้นอยู่อย่างมิดชิด
แต่ยามนี้ มัน… มัน…
มันช่างเย้ายวน
มันทำให้นางตาลาย…
โอว…
ขอลูบไล้หน่อยนึง
เจินเจินคิดในใจพลางยกมือของตนขึ้นเลื่อนไล้เค้นคลึงตรงแผงอกเปลือยเปล่าของหลี่เซียวเหยา จนร่างของชายหนุ่มเกิดกระตุกสั่นไหวรุนแรง
“อืม…” เขาครางออกมาอย่างสุขุมนุ่มนวลจนเจินเจินต้องเลื่อนสายตาจากแผงอกเพื่อมองขึ้นไปยังใบหน้าของเขายามนี้
หลี่เซียวเหยาก้มหน้ามองตอบด้วยสายตาหยาดเยิ้มร้อนแรงชวนสยิว ริมฝีปากแดงสดของเขาพร้อมจู่โจมจัดการกับเจินเจินในทันที
ชายหนุ่มรีบคว้าดึงร่างของหญิงสาวให้เข้ามาประชิดแผงอกของเขาพร้อมดึงเสื้อผ้าของนางออกอย่างเร่งร้อนคล้ายจะขาดใจก่อนจะจูบนางอย่างร้อนรนไปทั่วทุกอณูเมื่อยามเสื้อผ้าของนางหลุดรุ่ยเปิดออก
“อืม…ท่าน…อา…” เจินเจินเริ่มครวญครางเมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสของผิวกายตนเองกับผิวกายร้อนเร่าของชายหนุ่มที่เบียดเสียดพร้อมด้วยริมฝีปากของเขาที่กำลังขบเม้มอย่างหิวกระหาย
มือไม้ของเขาคล้ายไม่ได้มีแค่สองฝ่ามือแต่มันเหมือนมีมากกว่านั้น
หญิงสาวจึงเริ่มตอบสนองการกระทำของเขาเป็นอย่างดีจนเรียกเสียงแหบพร่าให้ผ่านลำคอของชายหนุ่มเช่นกัน “อา…เจ้า…ข้าต้องการเจ้า…”
“อืม…อา..อ่ะ…” เจินเจินครางตอบ
“อา…ท่าน”
แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น
“มะ.. ไม่..ไม่ได้…แบบนี้ไม่ได้” เจินเจินพยายามเรียกสติของตนเอง
นางจะถือโอกาสขืนใจเขาในยามนี้ไม่ได้!
“ข้าไม่ไหวแล้ว…” หลี่เซียวเหยาครางออกมาด้วยประโยคที่บ่งบอกได้ว่าสุดจะกลั้นขณะพยายามปลดเปลื้องเสื้อผ้าทั้งของตนเองและของหญิงสาวออกอย่างร้อนรน
“อดทนไว้…อดทนไว้” ประโยคนี้เจินเจินบอกกับตัวเอง
ร่างอุ่นร้อนของหลี่เซียวเหยาโน้มตัวเข้าหาเจินเจินอย่างเร่งเร้าเพื่อจับกดให้นางนอนราบลงบนเตียง
เจินเจินพยายามขืนร่างของตนเองเอาไว้แต่ก็ช่างยากเย็น
ชายหนุ่มยังคงถาโถมพร้อมลีลาเร่าร้อนเข้าใส่เจินเจิน
หญิงสาวพยายามไล่จับกุมมือไม้ของเขาที่ลากเลื้อยไปมาพัลวันบนเรือนร่างของนางอย่างสุดความสามารถ
ริมฝีปากแผ่วร้อนของหลี่เซียวเหยายังคงขบกัดดูดเม้มอย่างเมามันไปตามส่วนต่างๆของร่างนุ่มนิ่มโดยไม่สนใจมือไม้ขวักไขว่ไปมาของเจินเจิน
“อา…” หญิงสาวส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างไม่อาจห้ามใจ
นางกำลังอารมณ์ขึ้นเช่นกัน
แต่…
เดี๋ยวนะ!
เรื่องคราวก่อนที่นางเข้ามาลวนลามเขา เขายังโกรธนางถึงเพียงนั้น
ถ้านางฉวยโอกาสยามนี้ตอนที่เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
เขาต้องเกลียดนางขึ้นมาจริงๆเป็นแน่
ไม่นะ…
ไม่ได้นะ….
นางไม่ยอม….
เจินเจินคิดได้ดังนั้นจึงรีบเผด็จศึกหลี่เซียวเหยาในทันที
“มือข้างไหนที่ฟาดข้าจนสลบ” หลี่เซียวเหยาที่นั่งหน้าตึงอยู่ที่ตั่งตรงกันข้ามกับโต๊ะของเจินเจินเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดอยู่ไม่จาง
เมื่อวานนี้นอกจากเขาจะปวดหนึบช่วงกลางลำตัวอย่างมหันต์แล้วยังต้องปวดหนึบที่ช่วงต้นคออีก
นางซัดเขาเสียจนสลบเหมือดหมดสภาพองค์ชาย
“มือข้างนี้” เจินเจินยกมือขึ้นพลางตอบเสียงอ่อย
“ตัดทิ้งดีหรือไม่!” เขาถาม
“ไม่ดี” นางตอบ
“คัดหนังสือต่อไป ห้ามหยุด”
“เพคะ”
หลี่เซียวเหยายังคงนั่งคุมความประพฤติของเจินเจินโดยไม่ปล่อยให้นางได้มีโอกาสหนีไปที่ไหน
เขายังคงนั่งนิ่งๆใช้สายตาคมจ้องมองไปที่ใบหน้านวลเนียนและลำคอระหงของนางพลางนึกถึงรสชาติหวานล้ำและกลิ่นกายหอมหวลของนางที่ยังคงตราตรึงอยู่ในมโนของเขา
สตรีนางนี้
นาง…
นาง…
เขาจะต้องเผด็จศึกนางให้จงได้
คอยดู!
หลี่เซียวเหยาคิดอย่างแค้นเคืองด้วยสายตาพิฆาตความคิดโหดเหี้ยมอยู่อย่างนั้น
แม้ฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดจะหมดสิ้นไปแล้ว แต่อารมณ์พลุ่งพล่านบางอย่างกลับยังคงเข้มข้นจนน่าตกใจ
ชายหนุ่มทำได้เพียงเก็บข่มมันเอาไว้ด้วยความแค้นที่ยังคงฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจ



