ตอนที่ 1379 ไม่ยอมทิ้งอย่างเด็ดขาด!
“เป็นของเซ่นไหว้ไม่เท่ากับความตาย แต่เป็นชีวิตใหม่ ซูหมิง…ในเมื่อเจ้าทิ้งโอกาสนี้แล้วก็ยากจะหนีจากวัฏจักร…ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่!
การต่อสู้ของพวกเราเพียงแค่เริ่มต้น ยังอีกไกลนักกว่าจะจบลง! ความแค้นครั้งนี้…ข้าเมี่ยเซิงจะต้องให้เจ้าชดใช้!” พริบตาที่ถูกนิ้วมือนั้นสูบไป จิตแรกผู้เฒ่าเมี่ยเซิงพลันมองซูหมิงด้วยความแค้นและบ้าคลั่งเข้ากระดูก ขณะยิ้มเยาะเสียงคำพูดดังกังวาน จนกระทั่งจิตแรกเขาถูกนิ้วมือนั้นสูบไปจนหมด นิ้วมือถึงหายไป
เมื่อนิ้วมือหายไป ทั้งโลกปีกที่สี่พังทลายลงไม่หยุด เกิดเสียงครึกโครมต่อเนื่อง ทำให้ทุกอย่างที่นี่จะถล่มลง
ซูหมิงเงียบ เขามองการทำลายล้างรอบตัวก่อนกลายเป็นสายรุ้งยาวพุ่งไปยัง ช่องโหว่จักรวาลกว้างใหญ่ ชั่ววูบเดียวก็พุ่งออกจากที่นี่ที่เป็นบ้านเกิดเขา!
กลางจักรวาลกว้างใหญ่นั้น ซูหมิงเห็น…เข็มทิศยักษ์จริงๆ เป็นครั้งแรก ขนาดของมันใหญ่ไร้พรมแดน มองไปด้วยสายตายังมองไม่เห็นสุดปลาย
และยังมีซางเซียงใต้เข็มทิศนั้นที่ตอนนี้แห้งเหี่ยวแล้ว กำลังถูกสูบไปไม่หยุด ซูหมิงเห็นสี่ปีกซางเซียงที่ซ้อนทับกัน เห็นสี่ปีกนั้นเหมือนถูกเพลิงไร้รูปแผดเผา กำลังเป็นเถ้าธุลีอย่างรวดเร็ว
เขาเห็นโลกของสามรกร้างรางๆ เหมือนได้ยินเสียงพึมพำของดวงจิตสามรกร้างข้างหู
“ต้าซู่ ชาตินี้…ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
ดวงจิตสามรกร้างหายไป แม้แต่สี่โลกแท้จริงในนั้นรวมถึงทะเลดาราต้นกำเนิดจิต ทุกอย่างกลายเป็นอากาศธาตุในสายตาซูหมิง
เหมือนกับอดีตในความทรงจำ นับจากนี้อยู่ห่างไกล ภูเขาทมิฬ ยอดเขาลำดับเก้า เผ่าหมาน ดาราสัจธรรม ทุกอย่างตอนนี้เป็นควันไฟผ่านดวงตา ค่อยๆ มลายหายไป เหลือไว้เพียงในความคิด กลายเป็นการฝากฝังและหวนรำลึกยามอยู่คนเดียวในจักรวาลกว้างใหญ่ อยู่เป็นเพื่อนตนเดินหน้าต่อไป
เหมือนว่าความโดดเดี่ยวไม่เคยไปจากซูหมิงเลย ทุกคืนวันหลังจากภูเขาทมิฬส่วนใหญ่แล้วเป็นเช่นนี้ เหมือนกับสุราเก่าหนึ่งไห ยามที่ดื่มกับดวงจันทร์ ก็ทำได้เพียง ชนแก้วกับเงา…
สายลมแห่งกาลเวลาม้วนทรายที่ไหลไปตามกระแสน้ำขึ้น และก็ไม่อัดแน่นอยู่ในส่วนลึกของยามเที่ยงคืนอีก โลกเลือนรางยามนั่งฌานอย่างโดดเดี่ยว ร่างเงาแต่ละคนนั้นเหมือนเข้ามาใกล้ เสียงพึมพำน่าพอใจในอดีตข้างหู ตอนนี้เหลือเพียงเสียงดังสนั่นตอนซางเซียงตรงหน้าถูกทำลาย
ไม่รู้ว่าแสงแพรวพราวผ่านไปตอนที่หันกลับไปมองหลายพันปีนี้จะมีเพลงสรรเสริญเบาๆ ของคนรุ่นหลังในอีกหลายหมื่นปีหรือไม่ ทว่าเมื่อซางเซียงแห้งเหี่ยวลง บางที…อาจไม่มีตำนานสืบต่อไปอีก
เหมือนกับการร้องเพลงในวันวาน ไม่มีการเชื่อมโยงที่รู้สึกร่วมกัน การพึมพำระบายความในใจก็หาเสียงพิณที่ตั้งใจฟังไม่พบ
การเริ่มต้นและทำลายล้างของโลกนั้น ในสายตาคนอื่น นั่นคือการใฝ่ฝันที่สุรุ่ยสุร่าย เหมือนจะงดงามมาก แต่คนที่ผ่านไปจริงๆ จะเข้าใจว่าในการเริ่มและทำลายล้างนั้นมีการสละชีพที่คนนอกไม่เข้าใจอยู่
ซูหมิงน้ำตาไหล
ทั้งโลกเหลือเขาเพียงคนเดียว ไม่มีใครเห็นน้ำตาเขา จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงสภาพเขา มีเพียงซางเซียงที่ค่อยๆ แห้งเหี่ยวลงจนกระทั่งถูกเข็มทิศนั้นสูบกลิ่นอายพลังไป จนหมด เหมือนว่าก่อนตาย ดวงตาไร้ประกายวาวนั้นได้เห็นร่างเงาโดดเดี่ยวของ ซูหมิงกลางจักรวาลกว้างใหญ่
ร่างเงานั้นเงียบเหงา…
ซางเซียงหายไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงครึกโครมฟ้าดิน ไม่มีเสียงแหลมน่าตกใจ มีเพียงความเป็นตายที่ไร้ร่องรอย เป็นความฝันที่ตื่นจากการหลับใหล
ซูหมิงเงียบ เขายังมีเรื่องอีกมากที่ต้องทำ ในถุงเก็บวัตถุเขายังมีร่องรอยเสี้ยวหนึ่งของชายชราวิญญาณสวรรค์ และยังมีร่างของอวี่เซวียนอีกโลกที่หลับใหลอยู่
สิ่งเหล่านี้ ตอนนี้กลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดของเขา ดีที่…เขายังมีกระเรียนขนร่วง
กระเรียนขนร่วงปรากฏข้างกายซูหมิงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ มองซางเซียงถูกทำลายเป็นเพื่อนเขา มองจักรวาลกว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุดเป็นเพื่อนเขา
จนกระทั่งเสียงเย็นชาดังแว่วมาจากในเข็มทิศนั้น
“วิญญาณหวนคืน…ลำดับเจ็ด…” ทันทีที่เสียงนี้ดังก้อง เข็มทิศเกิดเสียงดังสนั่นแล้วหมุนโคจร มันหมุนไม่เร็วนัก แต่กลับสร้างเป็นน้ำวนน่าตกใจขึ้น ตอนที่ถาโถมไปยังจักรวาลกว้างใหญ่รอบๆ ชายหนุ่มชุดคลุมดำที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเข็มทิศปรากฏตัวในสายตาซูหมิงเป็นครั้งแรกในความหมายแท้จริง!
สวมชุดคลุมดำทั้งตัว ร่างเงาใหญ่ยากจะบรรยาย ดวงตาไร้ประกายวาวมองแวบแรกแฝงไว้ด้วยความเย็นชาไร้ปรานี แต่ความจริงเกิดจากกลิ่นอายมรณะเข้มข้นที่วนเวียนอยู่ ใบหน้าเย็นชาที่เหมือนไม่เกิดคลื่นอารมณ์ทางสีหน้ามาชั่วนิรันดร์มองมาทางซูหมิง
เขาไม่มีประกายในแววตา แต่ตอนนี้ซูหมิงรู้สึกชัดว่าเสวียนจั้งกำลังเพ่งมองมา
พูดจริงๆ คือเสวียนจั้งไม่ได้เพ่งมองซูหมิง แต่เพ่งมอง…กระเรียนขนร่วงข้างๆ!
ยามนี้กระเรียนขนร่วงตัวสั่นไปทั้งตัว มันเงยหน้าขึ้นจ้องเสวียนจั้งบนเข็มทิศตาเขม็ง ความรู้สึกเหมือนเป็นศัตรูธรรมชาติกระเพื่อมอย่างรุนแรงในใจ
ตอนนี้เองซูหมิงเห็นไข่มุกพวงนั้นที่เสวียนจั้งถืออยู่ในมือขวา เม็ดนั้นที่เขาบีบอยู่กำลังขยับแสงหม่นวาววับ ในแสงหม่นนั้น ซูหมิงเห็นเงามายากระเรียนตัวหนึ่ง
เงามายานั้น…ก็คือกระเรียนขนร่วง!
พริบตาที่เห็นไข่มุกนั้นชัด ซูหมิงหรี่ตาลง เวลานี้เองเสวียนจั้งบนเข็มทิศยกมือขวาขึ้นช้าๆ ถือไข่มุกเม็ดนั้นค่อยๆ ยื่นไปทางซูหมิง เหมือนกับคว้าอากาศ
เมื่อคว้าไป จักรวาลกว้างใหญ่ในระยะหลายหมื่นลี้รอบตัวเกิดเสียงครึกโครมสะเทือนฟ้า ท่ามกลางเสียงดังสนั่น เหมือนกับจักรวาลกว้างใหญ่พังทลายลง เกิดพายุคลั่งที่รุนแรงจนอาภรณ์และเส้นผมซูหมิงโบกสะบัดขึ้นในพริบตา ต่อมาโลกที่ซูหมิงเห็นตรงหน้ากลายเป็นฝ่ามือยักษ์ข้างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับพลังที่ปั่นป่วนได้ทั้งจักรวาลกว้างใหญ่
กระเรียนขนร่วงตัวสั่น ดวงตาซูหมิงแดงก่ำ ยามนี้เขาสะบัดแขนเสื้อส่งกระเรียนเข้าไปในถุงเก็บวัตถุ ก่อนเป็นสายรุ้งยาวถอยไปอย่างรวดเร็ว
แต่ต่อให้เขาเร็วกว่านี้ก็ไม่เร็วเท่าฝ่ามือที่มาแทนที่จักรวาลกว้างใหญ่ผืนนี้ได้ ฝ่ามือนั้นพุ่งเข้ามาในพริบตา กางมือออกคว้าซูหมิง
ซูหมิงเงยหน้าคำรามเสียงต่ำ ประสานมุทราด้วยสองมือ จิตเต๋าปกคลุมทั่วร่าง ทว่าวิธีที่ให้นิ้วมือเสวียนจั้งหยุดใช้ไม่ได้ผลแล้วในตอนนี้ มือขวาจากเสวียนจั้งเข้ามาใกล้แล้ว!
ซูหมิงหรี่ตาแคบลง ไม่แผ่กลิ่นอายพลังจิตเต๋าออก แต่รวมไว้รอบตัวแล้วยกมือขวาขึ้นกำหมัด ทันใดนั้นร่างกายเขาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือเปลี่ยนเทพหมาน ในตอนนี้เขามีขนาดเกือบร้อยจั้ง รวมพลังทั้งหมดใช้การโจมตีที่แกร่งที่สุดใส่ฝ่ามือที่พุ่งเข้ามานั้น
โครม!
จักรวาลกว้างใหญ่แห่งนี้สั่นสะเทือน ซูหมิงตัวสั่น ร่างกระเด็นถอยไปราวกับ ว่าวเชือกขาด กระอักเลือดติดต่อกันเจ็ดครั้ง ร่างกายยังแหลกสลาย ขาสองข้างที่รวมขึ้นมาใกล้แตกละเอียด แขนซ้ายหายไปอีกครั้ง เหลือเพียงครึ่งตัว ตอนนี้เหมือนว่ากลิ่นอายพลังจะอ่อนแอถึงขีดสุดแล้ว ขณะถอยไป นัยน์ตาฉายแววไม่ยอมและบ้าคลั่ง แต่กลับไม่อาจหยุดตัวเองไม่ให้ถอยไปได้
ความต่างระหว่างเขากับเสวียนจั้งมากเกินไปจริงๆ ไม่อาจต่อต้านได้เลย ยามนี้ขณะถอยร่น ซูหมิงเงยหน้าคำรามขึ้นฟ้า ทั่วร่างเต็มไปด้วยหมอกม่วง ทันทีที่เขา หยุดลง มือขวาเสวียนจั้งเข้ามาใกล้อีกครั้ง ครั้งนี้เงากระเรียนขนร่วงในไข่มุกที่มือขวากำอยู่ขยับประกายสว่างจ้ากว่าเดิม!
“ส่ง…วิญญาณหวนคืนลำดับเจ็ดให้ข้า…แล้วเจ้า…ไปได้…” เสียงเย็นชาของเสวียนจั้งดังตามฝ่ามือที่คว้ามา กึกก้องจักรวาลกว้างใหญ่ แต่สิ่งที่ตอบกลับเขาคือเสียงหัวเราะและความบ้าคลั่งไม่เกรงกลัวจากซูหมิง
เขาจะทำการยึดร่าง แม้ตอนนี้การยึดร่างเสวียนจั้งจะดูเหมือนเป็นการเอา ไข่กระทบกิน แต่เขารู้ว่าหากไม่ยึดร่างตอนนี้ เกรงว่าคงมีโอกาสสูงมากที่จะไม่มีโอกาสนี้อีก!
แม้ว่า…สองฝ่ายจะมีระดับชีวิตที่ต่างกัน การยึดร่างแบบนี้มีโอกาสสำเร็จที่น้อยมาก แต่ขอเพียงมีเสี้ยวความเป็นไปได้ เขาก็จะลองทำ
เพราะมีแต่แบบนี้เท่านั้นเขาถึงจะปกป้องกระเรียนขนร่วงได้ เขาจะไม่มีทางมองกระเรียนขนร่วงมีจุดจบแบบคนยอดเขาลำดับเก้า…
ถึงซูหมิงจะรู้ว่าตอนนี้เสวียนจั้งต้องการกระเรียนขนร่วง หากตนทิ้งกระเรียนขนร่วงแล้วหนีไปคนเดียว เขาก็จะไม่ต้องเผชิญกับภัยเป็นตายอย่างตอนนี้อีก เขาไปจาก ที่นี่ได้ ออกห่างจากเสวียนจั้ง มีชีวิตรอดในจักรวาลกว้างใหญ่ได้
กระทั่งเขายังตามหาซางเซียงอีกตัวเหมือนกับผู้เฒ่าเมี่ยเซิงได้ เข้าไปในร่าง ซางเซียงนั้น ใช้เวลาที่มากพอในการตระหนักรู้กลิ่นอายพลังเต๋าไร้ที่สิ้นสุด ถึงขนาดที่ว่าด้วยพลังเขาตอนนี้ยังทำการยึดร่างซางเซียงให้ตนแกร่งขึ้นได้ จนกระทั่ง… รอซางเซียงตัวนั้นตายลง เขาจะชี้นำของเซ่นไหว้เหมือนกับผู้เฒ่าเมี่ยเซิง ร่วมมือกับเสวียนจั้งเหมือนกับเมี่ยเซิง แบบนี้เขาก็จะคงอยู่ตลอดไปจนกระทั่งไปตามหา ซางเซียงอีกตัว
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาจะก้าวสู่ขั้นพลังเต๋าไร้ที่สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ เขาจะต่อสู้เป็นตายสุดท้ายกับเสวียนจั้ง สำหรับซูหมิงแล้ว นี่ต่างหากคือเส้นทางที่เขาควรจะเลือก ด้วยเหตุผล!
มีแต่แบบนี้เท่านั้นที่โอกาสสำเร็จของเขาจะเพิ่มมาเล็กน้อย
แต่การตัดสินใจแบบนี้ หากต้องทิ้งกระเรียนขนร่วงเป็นราคาต้องจ่าย ซูหมิง…ไม่ยอม!
เขาจะไม่ทิ้งสหายคนใด หากวันนี้ทิ้งกระเรียนขนร่วงเพื่อให้ตนมีโอกาสฟื้นคืนชีพทุกคน ทว่าเมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งถึงตอนที่เขายังต้องทิ้งใครอีก เขาจะเลือกอย่างไร…
ซูหมิงไม่เลือกชีวิตแบบนั้น!
การทิ้งสองคำนี้ ไม่เคยปรากฏในชีวิตซูหมิงมาก่อน จากนี้ไป…ก็จะไม่ปรากฏเช่นกัน!
‘ข้าจะไม่ยอมทิ้งอย่างเด็ดขาด!’ นัยน์ตาซูหมิงฉายแววยึดมั่น แต่ตอนนี้เอง กระเรียนขนร่วงในถุงเก็บวัตถุกลับปะทุความยึดมั่นที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าออกมา!