บทที่ 435 ราชันย์กระบี่งั้นหรือ? (ต้น)
หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของเยี่ยฉวน ชายชราจึงหุบปากเงียบได้แต่มองดูชายหนุ่มคนตรงข้ามอย่างใจเย็น
เยี่ยฉวนยิ้มทั้งหน้า ดูเป็นคนที่มีจิตใจดีมากทีเดียว
ผ่านไปครู่หนึ่งชายชราหลังโก่งจึงค่อยพูดขึ้นมาว่า “ขอโทษที่ทำให้ยุ่งยาก”
จากนั้นเขาก็หันกลับและเดินออกไป
สุดท้ายแล้วเขาไม่ได้มาเพื่อที่จะต่อสู้กับเยี่ยฉวน
ขณะอยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่ เขาเองเคยได้ยินเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษาฉางมู่กับเยี่ยฉวนบ้างเหมือนกัน อีกทั้งสำนักใหญ่ของฉางมู่มีความแข็งแกร่งกว่าสำนักชุมนุมของตนมาก
ถึงกระนั้นสถานศึกษาฉางมู่ที่แผ่นดินชิง ได้ถูกทำลายจนพินาศในขณะที่เยี่ยฉวนยังอยู่ดีมีสุข
นี่ก็สามารถอธิบายถึงเรื่องราวปัญหาที่มีได้อย่างมากมาย!
ในเมื่อเขาเองก็เป็นคนที่มีพลังควบยุทธ์สะท้านภพ มีอยู่หลายต่อหลายครั้งที่ประจักษ์ว่าคนบางคนไม่ควรไปทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจ มิเช่นนั้นไม่เพียงทำให้ตนเองเดือดร้อน ทว่าชุมนุมสำนักของตนจะต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
แต่ชายชราไม่ได้หนีไปไหนไกลเลย!
เขาลอบสังเกตพฤติการณ์ของเยี่ยฉวนเงียบๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเขาไม่คิดที่จะเลิกล้มแต่อย่างใด
พลันที่เห็นว่าชายชราล่าถอยไป ถึงจะมีคนนับจำนวนหลายร้อยหากแต่ก็ไม่มีใครกล้าออกมาคัดค้าน
ไม่มีใครอยากทำตัวโดดเด่นจนเป็นที่ผิดสังเกต!
ทว่าก็ไม่มีคนถอยอยู่ดี คนเหล่านี้ไม่ต้องการจะถอนตัวเร็วเกินไป!
ในมุมมองของคนที่มา แผ่นดินชิงเปรียบเสมือนขุมสมบัติที่กองอยู่ตรงหน้า จึงไม่อยากจากกลับไปโดยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ!
เรื่องนี้แน่นอนเยี่ยฉวนเองย่อมรู้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่อยากทำอะไรที่เป็นการยั่วยุอารมณ์ เพราะถ้าคนเหล่านี้ร่วมมือกันจริงๆ แล้วคงยากที่เขาจะเอาชนะ! ทว่าคนเหล่านี้ต่างมีความคิดเป็นของตัวเองและต่างไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน
เยี่ยฉวนคิดได้ว่าเขาจำต้องสังหารคนที่เป็นผู้นำกลุ่มให้ได้!
พลันใครคนหนึ่งก้าวออกมาหยุดที่เบื้องหน้า ขณะกล่าวกับกลุ่มคนข้างหลังพลางมองเยี่ยฉวนด้วยสายตาเย็นชา “พวกเรา ในเมื่อเรามีกันเยอะแยะ……”
ทันใดนั้นรัศมีกระบี่ส่องสว่างทะยานวาบ
ฉับ!
เสียงพูดขาดหายไปอย่างฉับพลันทันที พร้อมกับศีรษะคนปลิวหวือจากร่างพลันตกลงบนพื้นกระเด็นไปไกล……
เหตุการณ์น่าสะพรึงเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทำให้บรรดาคนที่อยู่ข้างหลังต่างถอยร่นไปไม่เป็นกระบวนอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อหันมามองเยี่ยฉวนอีกครั้ง สายตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นตื่นกลัวอย่างชัดแจ้ง
คนพวกนี้เดินทางมาจากแผ่นดินฉางหลานและทุกคนมีใจคอว่าโหดเหี้ยมแล้ว ทว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้านั้นโหดเหี้ยมยิ่งกว่า
เขาสามารถตัดศีรษะชายคนนั้นเพียงเพราะพูดผิดหูหน่อยเดียว!
ไม่มีใครอ้าปากโต้แย้งทั้งสิ้น
เยี่ยฉวนเองก็ไม่พูดจา ได้แต่ยืนเช็ดคราบโลหิตออกจากคมกระบี่อย่างเบามือ สีหน้าเรียบเฉยไร้รู้สึก ไม่มีใครเดาความคิดของเขาออกในขณะนั้น
คนสองกลุ่มต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่
บุรุษหนึ่งก้าวออกมาเงียบๆ ทว่ายังคงรักษาระยะห่างจากเยี่ยฉวนไว้มากพอควร สายตาคนจ้องแน่วมาก่อนจะพูดว่า “ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อยากจะพูดอะไรสักสองสามคำ”
เยี่ยฉวนเบนหน้าไปมอง “เชิญพูด!”
คนจึงกล่าวเสียงอ่อยว่า “เอาละเจ้าเป็นคนมีฝีมือกล้าแกร่งจริงอยู่ เมื่อเทียบกับคนที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หากสู้กันตัวต่อตัวเจ้าสามารถเอาชนะได้อย่างสบาย อย่างไรก็ตามเจ้าเคยคิดไหมว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากตระกูลใหญ่ บ้างก็มาจากกองกำลังและชุมนุมสำนักต่างๆ?”
คนพูดหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อไป “สิ่งที่เจ้ากำลังทำเพื่อยับยั้งหนทางทำมาหากินของพวกเรา ซึ่งเป็นการสร้างความขุ่นเคืองให้กับกองกำลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหลาย อีกอย่างคนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องไม่พอใจแน่ๆ!”
ทันทีที่จบประโยคคนพูดรีบถอยกลับเข้าไปท่ามกลางกลุ่มคนตามเดิม เพราะยำเกรงต่อกระบี่บินของเยี่ยฉวนเอามากนั่นเอง!
ความหมายก็คือเป้าหมายการกระทำของเยี่ยฉวนจะนำพาความไม่สุนทรีให้เกิดขึ้น!
เยี่ยฉวนส่ายหน้าน้อยๆ เขายอมรับว่าการต้องทำอะไรให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ บางทีก็น่าเอือมระอาอยู่ไม่น้อย! ในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤต ทุกคนไม่ควรที่จะคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว ถ้าพวกเขาไม่ใยดีไม่ออกมาปกป้องบ้านเมือง จะถูกตราหน้าว่าเห็นแก่ตัวและเป็นคนชั่วเลวทราม
คนเราอาจเห็นแก่ตัวได้หลายครั้งหลายหน ทว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมัวเห็นแก่ตัว!
“ขอบใจนะ!”
ในตอนนั้นเหลียนว่านลี่ซึ่งยืนอยู่แถวนั้น เดินเข้ามาใกล้พลางมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ผู้เยี่ยมยุทธ์เยี่ย การยืนหยัดปกป้องแผ่นดินชิงของเจ้าในตอนนี้ จะเป็นที่จดจำไปตลอดทั่วทั้งอาณาจักรต้าอวิ๋นและแผ่นดินชิง”
พลันเสียงของใครบางคนดังออกมาจากกลุ่ม เป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง “มาสู้กันดีกว่า จะกลัวพวกมันทำไม? พวกเรา……”
พลันเหลียนว่านลี่หันขวับพร้อมทำท่าทางขยุ้มมือไปในอากาศ ทำให้คนที่ยืนท่ามกลางกลุ่มชายวัยกลางคนผู้พูดก่อนหน้าถึงกับนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยตกใจสุดขีด ฉับพลันเส้นเลือดที่ข้างลำคอบวมพองขึ้นมาอย่างกระทันหัน ชั่วเสี้ยววินาทีต่อมาศีรษะของคนพูดกระเด็นหลุดจากบ่ารวดเร็ว ขณะต่อมาศีรษะโชกเลือดกลับติดมากับมือของเหลียนว่านลี่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เห็นเช่นนั้นทำเอาทุกคนแตกตื่นหวาดกลัว!
เยี่ยฉวนหันมาทางหญิงสาวสีหน้าประหลาดใจจึงถามว่า “ทักษะยุทธ์ชนิดใดกันแน่?”
หญิงสาวตอบเบาๆ “นี่คือวิชากรงเล็บเด็ดชีพ!”
พลันเหลือบตามองอีกฝ่ายก่อนถามว่า “เจ้าอยากฝึกงั้นหรือ? เวลาเด็ดหัวคนแต่ละครั้งน่าตื่นเต้นจะตาย!”
ชายหนุ่มหน้าแหย พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เสียงคนตะโกนมาจากในกลุ่มอีกว่า “ถ้าพวกเราพร้อมใจกันสู้ ก็จะสามารถฆ่าพวกมันได้ทีละคน เพราะงั้นมาร่วมมือกันเถอะ!”
สิ้นเสียงนั้นเอง กลุ่มคนนับสิบพุ่งทะยานออกมาและตรงมาทางเยี่ยฉวนและเหลียนว่านลี่!
เมื่อเห็นว่ามีคนกล้าแสดงความเคลื่อนไหว หลายคนก็พร้อมจะออกปะทะ ทันใดกระบี่บินเจ็ดเล่มทะยานวาบออกจากหีบกระบี่ซึ่งแขวนไว้ด้านหลังเยี่ยฉวนทันที
ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ต่อมาบนพื้นดินที่คนนับสิบเพิ่งจะพุ่งทะยานกันออกมานั้น ปรากฏร่างไร้ศีรษะเจ็ดร่างเกลื่อนพื้นด้วยอิทธิพลของกระบี่บินกลุ่มนั้น คนที่เหลือส่วนใหญ่จึงพากันชะงักฝีเท้าหยุดอย่างรวดเร็วมองดูด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ทว่าก็มีจำนวนไม่น้อยที่กำลังจะเคลื่อนไหว! แม้พวกเขารู้ดีว่าเยี่ยฉวนมีฝีมือกล้าแกร่งเพียงไร ทว่าฝ่ายศัตรูมีกำลังคนมากมายนัก!
ขณะนั้นเยี่ยฉวนถือกระบี่เดินตรงมาทางกลุ่มคนที่หยุดชะงัก “ใครอยากออกมาสู้กับข้าอีกบ้าง?”



