บทที่ 438 ไสหัวไป! (ปลาย)
……
นางชอบเขางั้นหรือ?……
……
คนถูกถามกะพริบตาถี่ๆ พลางสั่นศีรษะดิก ปากก็รีบปฏิเสธเสียงหลง “ไม่ใช่สักหน่อย! ข้าน่ะเหรอจะชอบคนไร้ยางอายอย่างเจ้านั่น? มิหนำซ้ำยังด้านชายิ่งกว่ากำแพงเมืองข้าซะอีก!” ……
..
เด็กสาวถามด้วยความข้องใจ “เจ้าเกลียดเขางั้นสิ?”
เหลียนว่านลี่นิ่งคิดพักหนึ่งจึงหันมาพูดว่า “คนด้านชาพรรค์นั้น!”
ทั่วปาเซียวเหยาท่าทางสับสน เหลียนว่านลี่หมายความว่าอะไรกันแน่?
ดูท่าว่าเด็กสาวจะไม่เลิกราง่ายๆ ด้วยยังคิดที่จะซักถามสตรีอีกฝ่าย หากในตอนนั้นเหลียนว่านลี่เอียงหน้าเข้ามาใกล้และกระซิบกระซาบที่ข้างหูของอีกฝ่าย “นี่ฝ่ายหญิงเวลาชอบใคร เขาจะไม่พูดออกมาตรงๆ หญิงต้องรู้จักสงวนท่าที มิเช่นนั้นชายที่คิดว่าเราชอบเขา เขาจะคิดว่าตัวแน่และไม่จริงจังกับฝ่ายหญิง เข้าใจไหมล่ะ?”
ทั่วปาเซียวเหยากระพริบตาปริบ ทำท่าเหมือนอีกฝ่ายช่วยเปิดโลกทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น
เหลียนว่านลี่ชำเลืองสายตาไปทางเยี่ยฉวนอยู่ไม่ไกลนัก จู่ๆ ภาพจำเมื่อคราวอยู่ที่วังหลวงแห่งอาณาจักรต้าอวิ๋นผุดขึ้นมาเฉยๆ พลันทั้งหน้าตาทั้งใบหูสองข้างของหญิงสาวแดงเถือกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ครู่เดียวเหลียนว่าลี่หมุนรอบตัวพร้อมตวัดดาบฟันออกไปอย่างรุนแรง
ตู้ม!
บริเวณห่างออกไปราวสี่จั้ง ปรากฏร่างไร้วิญญาณของคนราวห้าหรือหกคนตายระเนระนาดด้วยอิทธิฤทธิ์ของดาบยาวชิงหลงทันที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ใครต่างพากันงงงัน สตรีผู้นั้นคิดอะไรอยู่กันแน่?
แม้แต่ชายชราในชุดดำเองยังมองดูหญิงสาวด้วยสายตาสับสน เหตุใดต้องฆ่าคนเหล่านั้น?
ทว่าเหลียนว่านลี่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ หญิงสาวโบกมือครั้งหนึ่งพลันดาบชิงหลงได้ทะยานย้อนกลับคืนยังมือผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่ทอดสายตามองสภาพศพที่จำเกือบไม่ได้ทางเบื้องหน้า ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ “พวกมันอยากหน้าตาน่าทุเรศเอง เห็นแล้วรำคาญใจ!”
ทุกคนในที่นั้นได้แต่หุบปากนิ่งสนิท
คนในชุดดำมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาครุ่นคิดลึกล้ำ ขณะนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมีทั้งกังวลใจและหวาดกลัว!
ด้วยตนนั้นได้ประจักษ์ชัดแจ้งว่าเหลียนว่านลี่ สตรีที่อยู่ตรงข้าเข้านั้นมีขั้นพลังผนึกยุทธ์ระดับแท้จริง!
ผนึกยุทธ์ระดับแท้จริง!
ตามปกติเขารู้ดีว่าขั้นพลังผนึกยุทธ์จอมปลอมและผนึกยุทธ์แท้จริงนั้นแตกต่างกัน ทว่าหญิงสาวผู้นั้นอายุอานามยังเยาว์วัยนัก!
ที่เคยคิดว่าเยี่ยฉวนเป็นยอดฝีมือที่สุดในแผ่นดินชิงนั้น ความจริงอาจเป็นนางต่างหากที่เป็นยอดฝีมือที่สุด!
สายตาของชายชรายังจับจ้องแน่วนิ่งไปที่เหลียนว่านลี่ จากนั้นจึงเบนมองเยี่ยฉวนซึ่งยืนถัดไปนั้นเอง เยี่ยฉวนต้องตาย เขาคิดเท่านี้!
อันหลานซิ่ว!
นางผู้สืบสายโลหิตเทพแห่งสงคราม!
ตระกูลซือถูจะต้องได้นางมาเป็นคนของตระกูลให้ได้!
เพื่อให้ได้มาตระกูลซือถูจะไม่ยอมพลาดอย่างเด็ดขาด!
ด้วยเหตุนี้ต่อให้ตระกูลซือถูจะรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเยี่ยฉวนมิใช่คนธรรมดา พวกเขาก็ต้องสังหารมัน!
ยิ่งเยี่ยฉวนกลายเป็นยอดฝีมือกล้าแกร่งมากเท่าใด ตระกูลซือถูยิ่งกังวลใจมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเกรงว่าเยี่ยฉวนอาจได้รับการยอมรับจากตระกูลอันขึ้นมาไม่วันหนึ่งก็วันใด!
ซึ่งเป็นที่มาของเหตุว่าทำไมเขาจึงต้องลงมือด้วยตัวเอง!
คนที่ถูกพูดถึง เยี่ยฉวนยังยืนนิ่งเงียบอยู่ไม่ห่างออกไป
กำลังเข้าฌานสมาธิสินะ?
ชายหนุ่มไม่ได้เข้าฌานสมาธิอะไรนั่นหรอก แต่กำลังคิดคำนึงอยู่กับตนเองต่างหาก
ในทางโลกีย์โลก ใครต่างไม่แน่ใจทั้งนั้นว่าเยี่ยฉวนจะตั้งใจเช่นนี้ไปตลอด แม้แต่ตัวของตนเองบางครั้งยังรู้สึกสบสนและหลงผิดทิศทางไปบ้าง!
คนเราเมื่อกล้าแกร่งขึ้นมาวันใด อาจสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและหลงลืมความตั้งใจมุ่งมั่นที่มีมาแต่เดิม!
ความแค้นจดจำง่าย ทว่าบุณคุณกลับยากจะจดจำ!
ทำชั่วนั้นง่าย ทว่าทำดีกลับยาก!
ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตหาใช่ใครอื่นไม่ แต่เป็นตัวเองต่างหาก!
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงจุดนี้ ฉับพลันพลังปณิธานกระบี่ของเยี่ยฉวนเลือนหายไปจนหมดสิ้น……
ในระหว่างนั้นทุกสายตาหันมาจับจ้องเยี่ยฉวน
ชายชราในชุดดำจ้องแน่วมายังชายหนุ่มฝ่ายตรงข้าม กำปั้นทั้งสองข้างเกร็งแน่นเวลานี้ในใจรู้สึกตกประหม่าอย่างยิ่ง
ถ้าเยี่ยฉวนสำเร็จเป็นราชันย์กระบี่ขึ้นมาเมื่อใด ถึงตอนนั้นเขาอาจจะได้รับการยอมรับจากอันหลานซิ่วอย่างไม่มีข้อแม้
ราชันย์กระบี่วัยเพียงเท่านี้อนาคตข้างหน้ามีแต่ความสดใสเห็นๆ! แม้กระทั่งตระกูลเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานอย่างตระกูลอัน และตระกูลซือถูยังไม่กล้าประมาทคนชั้นยอดอัจฉริยะเช่นนี้
สิ่งสำคัญอันหลานซิ่วเองดูเหมือนนางมีใจให้เยี่ยฉวนเหมือนกัน หากเป็นเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความหวังของตระกูลซือถูจะยิ่งกว่าริบหรี่ลง!
ตอนนี้ชายชราปรารถนาที่จะจัดการเยี่ยฉวนให้สิ้นซากอย่างที่สุด
จู่ๆ เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าฉับพลัน ซึ่งปรากฎระลอกคลื่นพลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากำลังเคลื่อนเข้ามา ทำเอาบรรดาคนกลุ่มใหญ่ในบริเวณถอยกรูดไปตามกัน!
ภาพที่เห็นเป็นชายชราสองคนปรากฏกายออกมาจากชั้นบรรยากาศ!
คนขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพ!
ทันทีที่เห็นคนทั้งสองมาถึง ชายชราในชุดดำมีสีหน้าผ่อนคลายความกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดพวกเขามาถึงเสียที!
คนที่มาทั้งสองเป็นคนจากตระกูลซือถูนั่นเอง
ชายชราในชุดดำรีบถลันเข้าไปแสดงคารวะอย่างนอบน้อมต่อหน้าคนทั้งคู่ที่เพิ่งเข้ามาทันที ก่อนจะชี้มือไปทางเยี่ยฉวนและเหลียนว่านลี่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นเท่าใดนัก
ชายชราที่มาใหม่ทั้งสองหันมาตามมือชี้มองเยี่ยฉวนจากในระยะห่าง เมื่อเห็นคนแล้วหนึ่งในสองสะบัดฝ่ามือตบลงมาที่ชายหนุ่มทั้งจากบนอากาศในระยะห่างนั่นเอง
เพียงหนึ่งปะทะ ทำให้ช่องอากาศระหว่างเยี่ยฉวนเกิดลมหมุนบิดเป็นเกลียวทันที
เหลียนว่านลี่เห็นดังนั้น หญิงสาวทะยานออกมาเบื้องหน้าเยี่ยฉวน พร้อมตวัดดาบยาวในมือฟาดออกไปตรงๆ
แคว่ก!
บังเกิดเสียงราวกับวัตถุฉีกขาดดังขึ้นครั้งหนึ่ง จากนั้นบรรยากาศเบื้องหน้าเยี่ยฉวนก็กลับคืนสู่สภาพปกติตามเดิม!
คนที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศชายชราเหลือบมองเหลียนวานลี่ แววตาครุ่นคิดพลางว่า “ผนึกยุทธ์ระดับแท้จริง!”
หญิงสาวคนที่ถูกกล่าวถึงนิ่งเฉยมิได้โต้ตอบ
คนพูดตั้งท่าเตรียมจะออกปะทะ พลันเยี่ยฉวนซึ่งอยู่ข้างหลังเหลียนว่านลี่เงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า เอ่ยกับชายชราซึ่งกำลังจะลงมือขึ้นว่า “ข้ากับตระกูลซือถูไม่เคยมีเรื่องร้าวฉานหรือเกลียดชังต่อกัน และไม่ได้อยากให้เกิดความบาดหมางกันในภายหลัง เหตุใดตระกูลซือถูจึงอยากจะฆ่าข้านัก?”
อีกฝ่ายชะงักหยุด ก่อนจะหันมาตอบแก่เยี่ยฉวนว่า “ก็ได้ถ้าเจ้าไม่อยากให้มีเรื่องบาดหมางต่อกัน ถ้าเจ้าจัดการเจี๋ยนตัวเองเสียและสาบานว่าจะไม่พบหน้าหรือรักใคร่ชอบพอแม่นางอันอีก พวกเราตระกูลซือถูจึงจะยอมปล่อยเจ้าและคนของเจ้าไป ว่ายังไงล่ะ?”
ชายชราแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนพูดต่อมาว่า “แน่ละถ้าเจ้าไม่ยอมตกลง งั้นก็ให้เซียนกระบี่อาจารย์ของเจ้าออกมาต่อสู้กับพวกเรา! อย่าห่วงเลยตระกูลซือถูไม่เคยใช้พลังอำนาจฉวยโอกาสรังแกใคร ข้าจะสู้กับนางตัวต่อตัวก็ได้!
เยี่ยฉวนส่ายหน้าน้อยๆ ขณะกำลังขยับปากเอื้อนเอ่ย ในตอนนั้นเองสตรีสวมชุดยาวเรียบปราฏตัวขึ้นต่อหน้าชายชราอีกฝ่าย ท่าทีที่นางเบนหน้าไปทางท้องฟ้ามืดทึบมีดวงดาวดื่นระดาษ หัวคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากับจนเกือบชิด ขณะเสียงพูดเรียบเรื่อยกังวาน “เจ้าเป็นใคร……คิดจะมาแอบดูข้างั้นหรือ? ไสหัวไป!”
เบื้องบนท้องฟ้า กระแสลมร่นถอยวูบประดุจกระแสน้ำไหลย้อนกลับ และเพียงเวลาไม่นานกระแสลมนั้นก็จางหายไปในท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
ขณะนั้นคนชราที่ยืนประจันหน้ากับสตรีสวมชุดยาวพูดขึ้นทันควัน “เจ้าเป็นเซียนกระบี่สินะ? เข้ามาเลย ข้านี่แหละจะสู้กับเจ้าเอง แสดงฝีมือของเจ้าออกมาให้ข้าชมเป็นขวัญตาสิ!”
สตรีชุดเรียบละสายตาจากท้องฟ้า หันมามองชายชราตรงหน้านิ่งนาน
เยี่ยฉวนตกตะลึงสีหน้าเผือดซีดปราศจากสีเลือด ใจวูบขณะรำพึงอย่างเศร้าสร้อย “ตายโหง……โลกถึงกาลวิบัติแน่แล้ว……”



