บทที่ 467 กระบี่ข้า เมื่อชักออกจากฝักต้องสังเวยด้วยชีวิต (ปลาย)
……
ภายในอาณาเขตแคว้นเจียง บนพื้นราบสถานที่แห่งหนึ่ง กองกำลังรับจ้างสามกลุ่มกำลังมุ่งสู่เมืองหลวงแคว้นเจียง……
……
ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่ กองกำลังรับจ้างหลักมีถึงสิบกองกำลัง ซึ่งสามกองกำลังที่ว่านี้เป็นสามอันดับต้นในสิบกองกำลังดังกล่าว……
..
อันได้แก่ กองกำลังสะท้านโลกันตร์ กองกำลังจอมราชันย์ และกองกำลังสิงห์ผยอง
สมาชิกของกองกำลังทั้งสามแห่ง นอกเหนือตำแหน่งหัวหน้าซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพจากสมาชิก รวมแล้วเท่ากับเพิ่มมาอีกเพียงสามสิบเท่านั้น!
ในกระบวนคนเหล่านี้กองกำลังสิงห์ผยองทางด้านซ้ายมือ มีสมาชิกเพียง 12 คน โดยสมาชิกแต่ละคนบรรลุขั้นสุดยอดผสานเทพและมีลมหายใจแข็งแกร่งทั้งสิ้น อีกทั้งบางคนมีลมหายใจกล้าแกร่งเหนือกว่าผสานเทพเสียด้วยซ้ำ
พวกเขาแต่งกายด้วยชุดเกราะสีดำสนิทซึ่งทอแสงเรืองรองยามเคลื่อนไหว ที่เอวเหน็บดาบยาวสีดำคะเนความยาวได้ราวครึ่งจั้ง ที่คมดาบเปล่งประกายเย็นเยียบ
ด้านหลังสะพายโล่กลมสีดำสนิทเช่นกัน……ขนาดของมันล้วนทำขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ที่บริเวณของโล่แบนเรียบคมดุจใบมีด
ขั้นแท้จริงระดับสูง!
อาวุธยุทโธปกรณ์ของคนทั้งสิบสองล้วนแล้วแต่ขั้นแท้จริงระดับสูงทั้งสิ้น
นอกจากนั้นทั้งสิบสองคนล้วนเดินทางด้วยม้าเพลิงโลกันตร์ ทว่ามีขนาดใหญ่กว่าม้าเพลิงโลกันตร์ของขุนศึกฉางหลานเสียอีก
คนที่เป็นหัวหน้ากองกำลังสิงห์ผยองเป็นชายร่างอ้วนมีนามว่าสิงห์ผยอง ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตคะเนว่าน้ำหนักประมาณสามร้อยชั่ง ไม่สวมเสื้อคลุมเปลือยร่างกายท่อนบนสัมผัสกับอากาศ บนแผงหน้าอกกว้างสักเป็นรูปสิงโตขณะแสดงอาการกระโจนเข้าขย้ำเหยื่ออย่างรุนแรง!
ด้านขวามือคือกองกำลังจอมราชันย์ มีสมาชิกเพียงสิบคน ทว่าลมหายใจดูจะแข็งแกร่งกว่ากองกำลังสิงห์ผยองด้วยซ้ำ
คนกลุ่มนี้สวมเสื้อเกราะสีทอง ถืออาวุธปืนทองคำและคันธนูสีทองสะพายไว้ที่ด้านหลัง ส่วนที่แขนทั้งสองข้างติดลูกศรจำนวนหนึ่ง
ทั้งหมดเป็นของล้ำค่าขั้นแท้จริงระดับสูง
ส่วนที่อยู่ข้างใต้คนทั้งสิบเป็นสัตว์อสูร ทว่ามิใช่ม้าเพลิงโลกันตร์แต่อย่างใด สัตว์อสูรเหล่านี้มีเค้าโครงหน้าตาเหมือนกับสุนัขป่า ด้วยช่วงขาที่ยาวและลำตัวเต็มไปด้วยมัดกล้าม ทุกครั้งที่พวกมันย่างเท้าก่อให้เกิดรอยฝีเท้ากดจมลึกลงไปในพื้นดินทันที
หมาป่าสลาตัน!
ซึ่งเป็นสัตว์อสูรที่ได้ชื่อว่ามีความว่องไวเป็นเลิศ ความเร็ววิ่งได้เร็วแรงกว่าลมพายุหมุน อัตราเร่งเหนือกว่าม้าเพลิงโลกันตร์
ผู้นำของกองกำลังจอมราชันย์เป็นหนุ่มน้อยผิวขาวสะอาด อายุน่าจะราวยี่สิบเท่านั้น มีสมญาว่าราชันย์
ราชันย์!
นามนี้โด่งดังมากในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความที่รั้งอันดับสามแห่งทำเนียบยอดคน!
ราชันย์เกิดมาเพื่อเป็นราชา! คือวลีที่ใช้กล่าวถึงคนผู้นี้
ระหว่างกองกำลังสิงห์ผยองและกองกำลังจอมราชันย์ มีกองกำลังอันดับหนึ่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์……คือกองกำลังสะท้านโลกันตร์!
สมาชิกของกลุ่มมีจำนวนไม่มาก เมื่อรวมทั้งคนที่เป็นผู้นำด้วยมีเพียงเก้าคนเท่านั้น หากชื่อเสียงเป็นที่เลืองลืออย่างยิ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่กลุ่มอำนาจระดับต้นยังไม่มีใครกล้าสร้างความขัดแย้งกับกองกำลังกลุ่มนี้ ทั้งมีข่าวลือหนาหูว่าคนกลุ่มนี้ได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนด้วยซ้ำ……
ในจำนวนสมาชิกเก้าคนมีคละเคล้ากันไปทั้งชายและหญิง ทุกคนสวมเครื่องแต่งกายผ้าสีพื้นและสวมหมวกสานใบไผ่ ที่ด้านหลังสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีเทาขาว
ทว่ามีลมหายใจที่ยากจำสัมผัสได้ ซึ่งนี่เองจึงเป็นเหตุให้ยากต่อการประเมินความกล้าแกร่งที่แท้จริงของแต่ละคน!
คนพวกนี้นั่งมาบนหลังม้า เป็นม้าธรรมดา……
และมีสตรีเป็นหัวหน้ากองกำลังสะท้านโลกันตร์ ผู้มีนามว่าสตรีนิรนาม อีกทั้งสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าจึงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
ในระหว่างทางพวกเขาไม่มีการพูดจาปราศรัย ทั้งสามกองกำลังต่างมุ่งหน้าตรงเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นเจียง โดยมีจุดหมายเดียวกันก็คือเยี่ยฉวน
เมื่อมาจนถึงระยะทางอีกไม่เกินสามร้อยลี้จะเข้าสู่เขตเมืองหลวงแคว้นเจียง หัวหน้ากองกำลังสะท้านโลกันตร์หยุดม้าทันที ทำให้คนข้างหลังต่างหยุดม้าตามกัน
ในเวลานั้นกองกำลังสิงห์ผยองและกองกำลังจอมราชันย์ได้หยุดเดินไปด้วย คนอื่นพากันเบนสายตาไปมองที่หัวหน้ากองกำลังสะท้านโลกันตร์
สตรีหัวหน้ากองกำลังสะท้านโลกันตร์ยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า พลันมีสิ่งของจากท้องฟ้าเบื้องบน ม้วนกระดาษตกลงมาวางนิ่งอยู่บนฝ่ามือที่ออกรอรับ
นางจัดการคลี่เปิดม้วนกระดาษออกดู ข้อมูลที่เกี่ยวกับเยี่ยฉวนปรากฏอยู่จนเต็ม
ข้อมูลที่บันทึกไว้อย่างละเอียดละออเสียจนน่าขนลุก มีจนกระทั่งอาหารที่เยี่ยฉวนกินในแต่ละวันยังถูกบันทึกไว้หมด
ครู่ต่อมา สตรีพับเก็บม้วนกระดาษ ก่อนจะหันหน้าไปทางเมืองหลวงแคว้นเจียง “อายุเพียง 19 เป็นราชันย์กระบี่ อาวุธสองกระบี่ขั้นสวรรค์ ทักษะกระบี่ไม่เป็นที่เปิดเผยแต่อย่างน้อยต้องเป็นทักษะขั้นสวรรค์บางทีอาจสูงกว่า ปณิธานกระบี่สองรูปแบบหนึ่งปะทะอีกหนึ่งต้านทาน……”
เมื่อพูดถึงตอนนี้พลันหัวคิ้วย่นเข้าหากันเล็กน้อย
ชายหนุ่มนามราชันย์หันไปมองคนพูด “มีอะไร?”
หญิงสาวเก็บม้วนกระดาษแล้วจึงตอบว่า “ขั้นพลังของคนผู้นี้ดูไม่สอดคล้องกับค่าหัวของมันเลยสักนิด มีเรื่องไม่ค่อยชอบมาพากล”
ราชันย์นิ่วหน้าน้อยๆ “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะสมรู้ร่วมคิดเล่นไม่ซื่อ……งั้นหรือ?”
อีกฝ่ายไม่ตอบ ทว่าสิงห์ผยองรวมทั้งคนอื่นที่ได้ยินต่างพูดกันเป็นเสียงเดียว “พวกมันจะสมรู้ร่วมคิดอะไรก็ช่าง พวกเราจัดการมันให้ได้ ถึงยังไงสำนักผู้ตรวจการเขตแดนคงจะไม่เบี้ยวเงินรางวัลแน่!”
คนสตรีนิ่งเฉยเหมือนไม่ได้ยินที่สิงห์ผยองพูด ทว่าเบนหน้าไปอีกทางซึ่งไม่ไกลกันนัก ไม่เพียงสตรีเท่านั้นที่เห็น ทว่าทุกคนที่อยู่ในบริเวณลานโล่งต่างหันมิงไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกัน ที่นั่นร่างของบุรุษคนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา หีบกระบี่สะพายด้านหลังและในมือถือกระบี่ไว้เล่มหนึ่ง
คนผู้นั้นตรงมาทางสตรีและคนอื่นๆ ริมฝีปากเผยอยิ้มบางเบา “ขอแนะนำตัวเองก่อน ข้าชื่อเยี่ยฉวน”
เยี่ยฉวน!
สายตาทุกคู่จ้องจับไปที่เยี่ยฉวนเป็นตาเดียว หากไม่มีใครเอ่ยปากพูดออกมา
สิงห์ผยองรวมทั้งคนอื่นค่อยกำหมัดแน่นเข้า ประกายตาแวววาวแฝงความเย็นยะเยือก
เยี่ยฉวนขยับเท้าเข้าใกล้อีกก้าว ก่อนพูดด้วยสุ้มเสียงจริงจัง “พวกเจ้ามีใครรู้ไหมว่าทำไมสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจึงตั้งรางวัลนำจับข้าไว้สูงลิบลิ่วอย่างนั้น?”
เจ้าสิงห์ผยองแสยะมุมปาก “ใครจะไปสนใจ……”
ว่าแล้วคนทำท่าจะออกปะทะ หากสตรีอีกด้านส่งเสียงเชิงห้ามปรามทันที “ให้มันพูดให้จบ!”
สิงห์ผยองชะงักกึกเหลือบตามองสตรี ทว่านางไม่แม้แต่จะชำเลืองมองมาด้วยซ้ำ คนตัวยักษ์จึงมีท่าทางลังเลแต่มิได้เคลื่อนไหวอีก เห็นได้เป็นอย่างดีว่าเขาเองก็ระมัดระวังอยู่เหมือนกัน ทว่าสายตาเบนไปจับจ้องที่เยี่ยฉวน สายตาฉายแววเข่นฆ่าอยู่เต็มเปี่ยม
ฝ่ายเยี่ยฉวนหาได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เสียงพูดต่อไปว่า “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนมีความแข็งแกร่งอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เหตุใดแค่จะจับข้า ถึงกับต้องทำให้ลำบากยุ่งยากเพียงนี้? ตอนนี้คนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงก็สามารถฆ่าข้าได้แล้ว! ถึงกระนั้นเหตุใดพวกมันไม่ลงมือเสียเอง?”
จากนั้นคนพูดหันหน้าไปพูดกับสตรีและคนอื่น “พวกเจ้ารู้ไหมว่าเพราะอะไร?”
หญิงสาวตรงหน้ายังจ้องมองเยี่ยฉวนเฉยอยู่โดยมิได้ตอบโต้สักคำ
พลันมีเสียงตอบดังมาจากราชันย์ “อย่าบอกนะว่าพวกมันแค่ต้องการจะสั่งสอนเจ้า!”
เยี่ยฉวนนิ่งงัน จากนั้นจึงส่ายหน้า “ข้าก็บอกไม่ได้……ที่จริงข้าไม่ได้มีอะไรกับทางสำนักผู้ตรวจการเขตแดนสักนิด……”
ว่าแล้วเขาใช้กระบี่ที่ถืออยู่ชี้กราดไปยังสตรีและคนอื่น “ไม่ต้องพูดแล้ว! ข้าจะออกไปรอพวกเจ้านอกเขตเมือง สู้กันให้รู้ดีรู้ชั่วกันไปเลย”
จากนั้นเยี่ยฉวนหันหลังและออกไปจากสถานที่อย่างรวดเร็ว
ทุกคน “……”



