บทที่ 479 หุบปากได้แล้ว จูบข้าด้วย! (ต้น)
เยี่ยฉวนอึ้งไปเป็นนานสองนาน
ตามความคิดของเขานั้นด้วยสถานการณ์ของแผ่นดินชิงที่เป็นอยู่ เป็นเวลาที่ทุกคนควรหันหน้าเข้าหากันช่วยระดมความคิด
ช่วยกันคิดอ่านวางแผนสำรองจะทำอย่างไร?!
แต่กลับกลายเป็นว่าเขาประเมินความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ต่ำไปอย่างสิ้นเชิง!
ความเห็นแก่ตัว!
นี่คือสันดานดิบของมนุษย์สิ่งฝังรากหยั่งลึกอยู่ภายใน
มนุษย์ทุกคนมีความเห็นแก่ตัว เยี่ยฉวนก็เช่นเดียวกัน ถึงกระนั้นเขารู้ดีว่าบางครั้งทำเป็นเห็นแก่ตัวไม่ลงเหมือนกัน
เมื่อแผ่นดินชิงถูกรุกรานโดยคนที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จนมีแต่ศัตรูผู้บุกรุกเกลื่อนกลาดเต็มแผ่นดินของตัวเอง ถึงตอนนั้น ใครที่ยังขืนคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง คนผู้นั้นก็เป็นคนโง่ดีๆ นี่เอง
ถ้าตอนนี้พวกเราไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ต่อไปข้างหน้าก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ทันการณ์ ถ้าเราทนดูดายไม่ช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังจะตาย ต่อไปคนอื่นจะดูดายในยามที่เราใกล้ตายบ้าง!
ในยามที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหา ทุกคนในชาติมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน!
ลู่จิ้วเก๋อเอ่ยขึ้นว่า “คนพวกนี้ยังคิดว่าพวกมันจะบังเอิญโชคดีรอดตาย และคิดว่าบรรดาจอมยุทธ์ที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์บุกรุกแผ่นดินชิงเพราะเจ้าเป็นต้นเหตุ วันใดที่เจ้าตายลงวันนั้นแผ่นดินชิงก็จะกลับมาสงบสุข โชคร้ายที่พวกมันไม่สำนึกกะลาหัวว่า ถ้าเจ้าตายไปจริงพวกมันเองนั่นแหละที่จะตายก่อน อีกทั้งยังตายอย่างทรมานยิ่งกว่า!”
เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้ม “ปล่อยพวกมัน!”
ลู่จิ้วเก๋อเบนหน้ามามองเยี่ยฉวน “เจ้าไม่โกรธพวกเขางั้นหรือ?”
ชายหนุ่มย้อนถาม “เหตุใดข้าจึงต้องโกรธพวกเขา?”
อีกฝ่ายมองเยี่ยฉวนนิ่งอยู่เช่นนั้นโดยไม่พูดอะไร
เยี่ยฉวนพูดยิ้มๆ “ข้าต้องการปกป้องแผ่นดินชิง ทว่าข้าคงขอร้องให้ทุกคนมาร่วมปกป้องคงไม่ได้ สิ่งที่ข้าพอจะทำได้ก็คือรวบรวมคนที่ปรารถนาจะร่วมกันปกป้องแผ่นดิน ขณะเดียวกันสำหรับคนที่ไม่เต็มใจจะมากับเรา ข้าก็ไม่โทษพวกเขาแต่อย่างใด ทุกคนมีความคิดของตนเองขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน”
จากนั้นรอยยิ้มค่อยเลือนหายไปขณะที่พูดว่า “แต่.จดชื่อทุกสำนักและตระกูลที่ไม่มาร่วมกันในครั้งนี้ไว้ให้ดี ต่อไปภายหน้าตราบใดที่ข้าอยู่ แผ่นดินนี้ข้าไม่อนุญาตให้พวกมันกลับมาที่นี่ นอกจากนั้น พวกตระกูลใหญ่และชุมนุมสำนักจะไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกองทัพขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลาน!”
ลู่จิ้วเก๋อพยักหน้า “เข้าใจแล้ว สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีมาถึงแผ่นดินชิงแล้ว พวกมันมุ่งหน้าไปแคว้นเจียง เจ้าจะจัดการยังไง?”
เยี่ยฉวนยิ้มแต่ไม่พูดออกมาแม้สักคำ
อีกฝ่ายมองเยี่ยฉวนพลันถาม “เจ้าหมายความว่าอะไร?”
ชายหนุ่มจิ้มปลายนิ้วชี้ไปที่ใบหน้าพลางยิ้มกว้าง “อย่าโง่ไปหน่อยเลย เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้ายิ้มจนแก้มแทบปริอยู่นี่ไง? หมายความว่าข้าจะใช้รอยยิ้มจัดการกับพวกมันยังไงเล่า!”
เขาจบคำพูดด้วยเสียงหัวเราะก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ลู่จิ้วเก๋อพูดไม่ออก มองตามหลังไปเงียบๆ
.
เยี่ยฉวนไปถึงยังบริเวณหลังหุบเขา จากนั้นจึงขึ้นไปบนหน้าผาและยืนอยู่ที่ริมผานั้นเอง ที่นั่นเขาสัมผัสได้ถึงกระแสลมเย็นที่พัดเฉื่อยฉิว
พลันที่ด้านหลังเยี่ยฉวนปรากฏชายชราผู้หนึ่ง เขาคือซือถูหมิง
สายตาของผู้มาเยือนเบนมองเยี่ยฉวนและเอ่ยว่า “เวลานี้คนของสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผียกโขยงกันมาแล้ว เจ้าจะจัดการยังไง?”
ชายหนุ่มจึงว่า “ไหนลองบอกข้อมูลของพวกมันให้ข้าฟังที”
ซือถูหมิงน้ำเสียงเคร่งเครียดร่ายยาวให้ฟังทันที “คะเนว่าพวกมันมียอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงหกคน และขั้นควบยุทธ์สะท้านภพอีกราวยี่สิบคนเป็นอย่างน้อย นอกนั้นก็มีสี่สิบคนที่เป็นขั้นผนึกยุทธ์และขั้นผสานเทพอีกเกือบสองร้อย อีกอย่างกองกำลังทั้งสองต่างก็มีกองกำลังขุนศึกเต๋า ส่วนจำนวนเท่าใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่สมรรถนะในการต่อสู้เชื่อแน่ว่าไม่ด้อยไปกว่ากองทัพขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานของเจ้า”
เยี่ยฉวนถามเร็ว “เท่านี้หรือ?”
อีกฝ่านส่ายศีรษะและตอบว่า “เป็นธรรมดาที่ทั้งสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีย่อมต้องมีไพ่ใบสำคัญที่ไม่ยอมเปิดเผย เพียงแต่เรายังไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้”
คนพูดเหลือบตามองชายหนุ่มนิดหนึ่ง ก่อนที่จะตั้งคำถามกลับไป “เจ้ามีแผนต่อสู้อย่างไร?”
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เยี่ยฉวนเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าจัดการคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง ส่วนที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
ชายชรากล่าวอย่างจริงจังขึ้นว่า “พวกเราสามารถกำจัดคนควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงได้แน่ ถึงกระนั้นเวลานี้ต่อให้เราสังหารยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงของสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีจนหมด เจ้าก็ไม่มีทางที่จะหยุดยั้งคนของสำนักมารทั้งสองอยู่ดี”
ครานี้คนฟังตอบพลางยิ้มกว้าง “แล้วข้ายอมแพ้ได้ไหม?”
พลันซือถูหมิงหน้าบึ้งตึงสีหน้าหมองคล้ำ เยี่ยฉวนจึงรีบพูดพลางอมยิ้ม “อย่างเพิ่งโกรธสิ ข้าพูดเล่นน่ะ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ข้ายอมแพ้พวกเขาจะไม่มีทางไว้ชีวิตข้าอยู่วันยังค่ำ”
คนอีกฝ่ายโต้กลับเสียงเย็น “เจ้ารู้ดีอยู่แล้ว!”
เยี่ยฉวนแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า เสียงพูดอ่อนเบา “อย่างที่ข้าบอก เจ้าสกัดคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงของสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผี พวกที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า”
ซือถูหมิงทอดสายตามองคนตรงหน้านิ่งอยู่ก่อนที่จะพูดว่า “งั้นก็ต้องรอดู” จากนั้นชายชราจึงหันหลังกลับและหายวับไปทันที
หลังจากซือถูหมิงคล้อยหลังไปไม่นานนัก โม่หยวนเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหลังเยี่ยฉวน ก่อนจะหยิบเองหีบส่งให้ชายหนุ่มตรงหน้า ภายในหีบบรรจุวัตถุที่เรียกว่าสิบสองมนุษย์ทองคำ
เยี่ยฉวนเอื้อมมือออกไปรับหีบขณะมีเสียงโม่หยวนพูดให้ฟังว่า “ข้าใช้การผนึกพลังแห่งลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าลงในสิบสองมนุษย์ทองคำ ปัจจุบันนี้จึงแตกต่างไปจากที่แล้วมา คราใดที่เจ้าเปิดใช้งาน พลังปะทะของสิ่งนี้สามารถต่อสู้ต้านทานคนยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง! อย่างไรก็ตามการเปิดใช้งานแต่ละครั้งต้องใช้สุดยอดศิลาจิตวิญญาณถึงสิบล้านชิ้นเป็นอย่างน้อย”
สุดยอดศิลาจิตวิญญาณจำนวนสิบล้านชิ้น!
คนฟังพยักหน้าหงึกหงักทำนองรับทราบ “ก็ไม่แพงเท่าไร!”
โม่หยวนชำเลืองมองหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะรีบแก้ความเข้าใจให้ว่า “สิบล้านชิ้นต่อหนึ่งตัว!”
ได้ยินครั้งนี้ทำให้เยี่ยฉวนถึงกับมือไม้สั่น จนเกือบจะเขวี้ยงทิ้งหีบที่ถืออยู่ในมือทันที!
การเปิดใช้งานหนึ่งครั้งจะต้องเสียสุดยอดศิลาจิตวิญญาณอย่างน้อย 120 ล้านชิ้น
โม่หยวนพูดหน้าเฉย “จึงต้องใช้ในคราวจำเป็นจริงๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้ามากทีเดียว”
เยี่ยฉวนเหยียดมุมปากยิ้มเฝื่อน “มันใช่ประโยชน์ได้ก็จริง แต่ใช้สุดยอดศิลาจิตวิญญาณมากเหลือเกิน”
ชายชราใช้มือตบป้าบลงบนบ่าของอีกฝ่ายเป็นเชิงปลอบประโลม “เอาเถอะน่า ถึงยังไงเจ้าก็มีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณอยู่กับตัวตั้งเยอะแยะ……”
พูดจบก็หันขวับและออกไป
ทิ้งให้ชายหนุ่มได้แต่อึ้งจนพูดไม่ออก “……”



