บทที่ 482 เยี่ยฉวน? กู่เจี้ยนฉวน? (ปลาย)
สถานการณ์ใต้เรือเหาะ ณ ขณะนั้นโม่อวิ๋นฉีซึ่งยืนเคียงข้างเยี่ยฉวนอยู่บนกำแพงเมือง
พลันเอ่ยกับคนข้างๆ ว่า “หัวขโมยพี่เยี่ยพวกมันดูนิ่งๆ ไม่ออกปะทะเสียที!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ถ้างั้น กลับกันก่อนเถอะ!”
“เราจะไม่คอยเฝ้าระวังพวกมันแล้วหรือ?” โม่อวิ๋นฉีอดไม่ได้จึงออกปากถาม
ชายหนุ่มตอบพลางยิ้มในหน้า “ถูก”
ว่าแล้วเขาหันหลังกลับเดินจากไป
โม่อวิ๋นฉีและไป่เจ๋อหันไปสบตากันสีหน้างงงวย แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เพราะเยี่ยฉวนมีท่าทีเย็นใจเสียเหลือเกิน!
เขามีไพ่ใบสำคัญอะไรซุกซ่อนไว้งั้นหรือ?
เยี่ยฉวนย้อนกลับไปที่สถานศึกษาฉางหลานและตรงกลับเข้าห้องพักของตนทันที จึงพบว่าในห้องมีคนสามคนกำลังนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว
ซึ่งก็คือสิงห์ผยอง ราชันย์และสตรีคลุมหน้า
คนที่เป็นสตรีเพียงคนเดียวในที่นั้นหันหน้าไปมองเยี่ยฉวนที่เพิ่งเข้ามาโดยมิได้เอ่ยคำพูด
ชายหนุ่มจึงทรุดกายลงนั่งพร้อมกับทักทายด้วยรอยยิ้ม “หากคิดเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังไม่สาย”
สิงห์ผยองและราชันย์เหลือบมองหน้ากันไปมา ในที่สุดทั้งคู่จึงหันไปทางสตรีคลุมหน้าทว่าฝ่ายนั้นยังคงไม่ยอมปริปากอยู่ดี
สุดท้ายแล้วสิงห์ผยองละสายตาเบนมาที่เยี่ยฉวนและออกปากถามว่า “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนของเจ้าไม่ได้จะมาช่วยพวกเราหรอกหรือ?”
คนถูกถามไม่ได้ตอบทันทีขณะที่เอื้อมมือไปรินน้ำชาจากกาใส่ถ้วยชาบนโต๊ะ จากนั้นจึงยกขึ้นจิบช้าๆ ก่อนพูดยิ้มๆ ว่า “มาอยู่แล้ว อย่าห่วงเลย หากยอดฝีมือจากสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง เริ่มลงมือเมื่อไรล่ะก็ พวกมันไม่รอดแน่”
สตรีคลุมหน้าหันมาถามเยี่ยฉวนทันที “เป็นความจริงหรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าพลางตอบ “จริง”
อีกฝ่ายถามอีก “เพราะเหตุใด?”
เยี่ยฉวนบิดมุมปากเล็กน้อยขณะตอบให้ว่า “ข้าบอกเจ้าตอนนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าพวกเจ้าไม่ขัดข้อง เราจะได้วางแผนกันเลย”
สิงห์ผยองเสียงเคร่งกล่าวว่า “ถ้าไม่มีคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงฉวยลงมือกับเรา พวกข้าก็ไม่กลัวทั้งสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผี ถึงอย่างไรลำพังคนของเรากับกองกำลังขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานก็ใช่ว่าจะเพียงพอที่จะรับมือพวกมัน นอกจากสองสำนักมารอสูรและมารภูตผี พวกเราจะต้องต่อสู้กับเหล่าจอมยุทธ์ที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกนับล้านคน”
คนพูดหยุดนิดหนึ่งขณะเบนหน้าไปมองเยี่ยฉวน ก่อนจะพูดต่อไปว่า “เจ้าต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน!”
เยี่ยฉวนเบนหน้ามาทางสิงห์ผยองและตอบว่า “เป็นสำนักผู้ตรวจการเขตแดนนั่นแหละที่คอยสนับสนุนข้าอยู่เบื้องหลัง!”
คนร่างใหญ่สิงห์ผยองมองหน้าเยี่ยฉวนตรงๆ และว่า “พี่ชายข้ารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเสียต้องมีคนคอยสนับสนุนเจ้า ตกลงตามนั้น!”
อีกฝ่ายจึงหุบปากนิ่งด้วยสิ้นคำพูด
ต่อมาราชันย์จึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าลองเล่าแผนของเจ้าให้พวกเราฟังสิ”
จากนั้นเยี่ยฉวนจึงเริ่มร่ายยาว “พวกเจ้าทั้งสองสั่งให้คนเตรียมพร้อมต่อสู้ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาจงพุ่งเป้ากำจัดคนขั้นผนึกยุทธ์ก่อน ถึงแม้พวกเจ้าจะไม่สังหารพวกมันไม่ได้ทั้งหมด แต่พยายามจำกัดวงล้อมให้แคบเข้า ข้าลองประเมินกำลังของพวกมันแล้วมีขั้นผนึกยุทธ์ราวห้าสิบสองคน โดยส่วนใหญ่เป็นคนจากสองสำนักมาร ส่วนที่เหลือเป็นจอมยุทธ์อิสระ พวกเจ้ามีสองกลุ่มกองกำลังให้ตรึงกำลังพวกมันไว้ ไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรง ใช่ไหม?”
ราชันย์ตอบสุ้มเสียงจริงจัง “สำหรับพวกข้าและสิงห์ผยอง นี่ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก!”
ฝ่ายคนร่างใหญ่ผงกศีรษะยอมรับ คนขั้นผนึกยุทธ์ไม่มีทางทำอันตรายเขาหรือเจ้าราชันย์ได้ เว้นเสียแต่มันผู้นั้นเป็นคนขั้นผนึกยุทธ์ระดับแท้จริง ทว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยหวั่นเกรงไม่ว่าศัตรูหน้าไหน ต่อให้เป็นขั้นผนึกยุทธ์ระดับแท้จริงก็ตาม
เยี่ยฉวนพยักหน้า จากนั้นจึงเบนหน้าไปทางสตรีคลุมหน้าขณะถามนางว่า “ส่วนเจ้ามาช่วยข้ากำจัดคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพสักสิบคน เจ้าจะว่ายังไง?”
คนคลุมหน้ามองตรงมาสายตาฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะตอบ “ตกลง!”
เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้ม “เอาละ แยกย้ายไปเตรียมตัว! ทันทีที่คนของข้ามาถึง เราจะเป็นฝ่ายเริ่มจู่โจม!”
เขามีคนของตนเอง!
ทั้งราชันย์และสิงห์ผยองเหลือบมองหน้าคนพูดทีท่าผ่อนคลายลงเล็กน้อย การที่ได้รับรู้ว่ายังมีคนที่จะมาช่วยเยี่ยฉวน จึงนับว่าเป็นเรื่องดี!
ทั้งสองจึงผลุนผลันลุกจากที่นั่งและออกไป ทว่าสตรีคลุมหน้ายังนั่งที่เดิมไม่ได้รีบออกไปทันทีเหมือนสองคนนั่น ขณะจ้องมองเขม็งที่ใบหน้าเยี่ยฉวนพลางเอ่ยอย่างคนตรงไปตรงมา “เจ้าไม่ใช่คนของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ไม่ได้มีคนมาช่วยเหลือ! เจ้ากำลังหลอกลวงพวกข้า!”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดมีเสียงถอนใจยาวเหยียด “ดูเหมือนข้าคงปกปิดอะไรเจ้าไม่ได้แล้วสินะ บอกตามตรงก็ได้ เวลานี้สำนักชางเจี้ยนได้ลงมติในทางลับแต่งตั้งให้ข้าเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ นามของข้าก็คือ กู่เจี้ยนฉวน!”
สตรีคลุมหน้าหรี่ตาลง เสียงถามด้วยความระแวงแคลงใจ “สำนักชางเจี้ยน สำนักผู้ฝึกกระบี่ที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินชิง ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจ้าสำนักเป็นคนหนุ่มที่ชื่อกู่เหมยรั่ว ส่วนเจ้า……”
ฉับพลันนั้นเยี่ยฉวนหยิบกระบี่หลิงซิ่วออกมา จากนั้นจึงแยกกระบี่ออกเป็นสองเล่มก่อนจะชี้ไปยังกระบี่ทางฝั่งขวามือพร้อมกับพูดว่า “กระบี่เล่มนี้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษแห่งสำนักชางเจี้ยนซึ่งเป็นเซียนกระบี่ในโลกชิงฉาง ถ้าหลอกลวงเจ้าได้ในเรื่องนี้ ข้าคงจัดว่าเป็นคนที่แย่มาก!”
เมื่อได้ยินคนพูด มือของนางค่อยกำเข้าหากันจนเกร็งแน่น จ้องมองแน่แน่วไปยังกระบี่หลิงซิ่วไม่วางตา
ปรากฏรอยสลักตัวอักษรบนกระบี่เพียงไม่กี่คำ อ่านได้ความว่า ‘เวหากัมปนาท’
ขณะนั้นชายหนุ่มส่งกระบี่หลิงซิ่วยื่นให้สตรีคลุมหน้าพลางกล่าวว่า “ถ้าเจ้ายังไม่เชื่อลองตรวจดูก็ได้! และข้าจะบอกอะไรให้เจ้าสักอย่าง เรื่องทั้งหมดเป็นกลลวงของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ร่วมมือกับสำนักชางเจี้ยนและกองกำลังทั้งหลายแหล่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพื่อกำจัดสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผี
พวกเขาต้องการถอนรากถอนโคนสำนักมารทั้งสองให้หมดสิ้น!”
ทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ สตรีคลุมหน้าลุกพรวดจากโต๊ะหันไปจ้องมองเยี่ยฉวนสายตาแน่วนิ่ง
พลันนั้นเยี่ยฉวนจึงยกมือขวาขึ้นและพูดว่า “ถ้าเจ้าไม่เชื่อที่ข้าพูด ข้าสาบานให้ก็ได้! ข้าขอสาบานด้วยชีวิตเป็นเดิมพัน! ถ้าสิ่งที่ข้าพูดไปเป็นความเท็จ ขอให้ข้ากู่เจี้ยนฉวนต้องตายอย่างน่าอนาถและวิญญาณไม่ให้ได้ผุดได้เกิดตลอดกาล”
เขากล่าวสาบานด้วยชีวิต!
แววตาของสตรีคลุมหน้าเบื้องหน้าปรากฏแววเคร่งเครียด เป็นที่รู้กันดีว่าผู้ฝึกฝนกระบี่จะไม่เอ่ยอ้างคำสาบานด้วยชีวิตเป็นเด็ดขาด มิเช่นนั้นภูตประจำตัวของคนผู้นั้นจะกลับมาเอาชีวิตของเขาไปในที่สุด! ทว่าเยี่ยฉวนกล้าสาบาน ให้ตนเองต้องตายหากกล่าววาจาเท็จ!
ขณะนั้นเยี่ยฉวนเอ่ยขึ้นด้วยสุ้มเสียงลึกลับ “อันที่จริง อาจารย์ของข้าที่เป็นเซียนกระบี่แห่งโลกชิงฉาง เขายังไม่ตาย เขาไปอยู่ในที่……”
ร่างของสตรีคลุมหน้าสั่นเทิ้มก่อนจะทรุดฮวบลงบนม้านั่ง



