บทที่ 485 อยู่ด้วยกัน ตายด้วยกัน! (ต้น)
ร่วมทุกข์!
ในมุมมองของเยี่ยฉวน คนที่ไม่อาจร่วมทุกข์ ย่อมไม่สมควรที่จะร่วมสุขด้วยเช่นกัน
ดังนั้นยามที่ได้เห็นคนกำลังหนีออกจากเมือง เขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น เพราะคนที่อยู่นี่สิจึงเป็นมิตรที่แท้จริง
ผู้คนทะยอยออกจากเมืองเพิ่มขึ้นทุกขณะ
ขณะนั้นคนที่ยืนข้างเยี่ยฉวน โม่อวิ๋นฉีโกรธจัดจนหน้าเขียวพูดอย่างเข่นเขี้ยวว่า “เมื่อรู้ว่าเมืองนี้มีเส้นโลหิตแห่งจิตวิญญาณ พวกมันก็เรียงหน้ากันเข้ามา แต่ดูตอนนี้สิเมืองตกอยู่ในภาวะคับขัน พวกมันกลับพากันหนีหาย ไอ้คนเห็นแก่ตัว!”
เจี้ยนชูชูซึ่งยืนอยู่อีกด้านส่งเสียงหัวเราะแค่นๆ ดังมา “เป็นธรรมดา คนที่พร้อมเสพสุขด้วยกันหาง่าย ส่วนคนที่พร้อมจะตกระกำลำบากด้วยกันมักหายาก ถึงอย่างไรสถานศึกษาฉางหลานของเราใช่ว่าจะเลวร้ายไปเสียหมด อย่างน้อยคนที่เหลือซึ่งนับได้ว่าเป็นมิตรแท้ก็มี”
ไป๋เจ๋อพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ดีแล้ว ปล่อยให้พวกนี้ไปให้หมด”
โม่อวิ๋นฉีบิดมุมปากยกยิ้ม “รู้แล้ว แต่พวกเจ้าไม่เห็นหรือไง? พวกที่หนีไปมันมีหน้ามาโทษว่าเป็นเพราะหัวโขมยพี่เยี่ย ให้ตายเถอะพวกมันเชื่องมงายได้ยังไง? ถ้าหัวโขมยพี่เยี่ยไม่มา ป่านนี้ทั้งเมืองคงเละตุ้มเป๊ะหมดแล้ว!”
เยี่ยฉวนยกมือขึ้นตบลงบนบ่าของคนบ่นอุบพลางพูดให้ทำนองปลอบใจว่า “สำหรับข้าคนทั้งโลกใครจะไปจะมาไม่สำคัญ ตราบใดที่มีพวกเจ้ายังอยู่ข้าก็พอใจแล้ว!”
พูดจบเขาหมุนตัวกลับและเดินออกไป
โม่อวิ๋นฉีมองตามหลังเยี่ยฉวนที่ออกไปก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “อันที่จริงข้าหงุดหงิดไปหน่อย! แต่……เวลานี้พวกเราอยู่กันพร้อมหน้า พวกเราพร้อมที่จะเผชิญสิ่งต่างๆ ด้วยกัน ต่อให้หนทางข้างหน้าจะเป็นหน้าผาสูงชัน ข้าก็เต็มใจจะกระโดดลงมาพร้อมกันกับพวกเรา!”
ทันใดนั้นไป๋เจ๋อหันขวับมาก่อนจะใช้หมัดซัดปับโม่อวิ๋นฉีเข้าให้ อีกฝ่ายสีหน้าเผือดวูบพร้อมหมุนตัวกลับและผลักหมัดลุ่นกระแทกออกสวนตอบทันควัน
เปรี้ยง!
หากด้วยพลังหมัดของไป๋เจ๋อ ส่งให้ร่างของโม่อวิ๋นฉีละลิ่วลอยถอยห่างออกไปกว่าเก้าจั้ง!
เมื่อคนหยุดลงกับที่ โม่อวิ๋นฉีจ้องหน้าไป๋เจ๋อตาเขียวปั้ดด้วยความโกรธ ตะคอกถามเสียงลั่น “จะบ้าหรือไงวะ?”
ตัวต้นเหตุจ้องกลับ ตอบเสียงสุดธรรมดาว่า “เมื่อกี้เจ้าพูดดีพูดถูกใจ ข้าก็เลยอยากอัดสักป้าบ!”
โม่อวิ๋นฉีหน้าง้ำพูดไม่ออก
ส่วนคนที่ยืนดูอยู่อีกทาง เจี้ยนชูชูคลี่ริมฝีปากโปรยยิ้มหวานชวนมอง
ในเมือง ผู้คนยังพากันไหลออกจากเมืองอย่างไม่ขาดสาย แม้กระทั่งคนที่เป็นศิษย์ของสถานศึกษาฉางหลานก็ไปกับเขาด้วย ซึ่งสถานศึกษาเองมิได้ห้ามปรามแต่อย่างใด
บริเวณนอกเมือง กลับยิ่งมีคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามทั้งสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีมิได้มีคำสั่งให้ออกไปสังหารเยี่ยฉวนแต่อย่างใด และหากพบว่าผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
ดังนั้นทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นเจียงจึงตกอยู่ในความสงบอย่างน่าประหลาด
.
ณ ตระกูลซือถู ในโลกสวรรค์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ในวันนั้นเอง คูหมิงสวีผู้เป็นเจ้าสำนักมารอสูรปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
ณ ท้องนภากาศแห่งตระกูลซือถู ขณะนั้นซือถูหมิงกำลังจับตามองคูหมิงสวีผู้มาเยือนด้วยความพิศวง
คูหมิงสวีห่อกำปั้นคารวะทักทายต่อเจ้าบ้านพลางกล่าวด้วยว่า “ท่านพี่ซือถู ข้ามาด้วยเรื่องเรื่องหนึ่ง อยากทราบข้อเท็จจริงจากปากของท่าน ข้าน้อยขอขอบคุณล่วงหน้า”
ซือถูหมิงเหลือบตามองคนพูดและบอกว่า “ถ้างั้นว่ามา!”
คูหมิงสวีเอ่ยเสียงเครียดเคร่ง “ที่หุบเขาหว่านชิวเกิดอะไรกับตระกูลซือถู……มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เมื่อได้ฟังซือถูหมิงหรี่ตาลง แววตาวาววับฉายความไม่เป็นมิตร
คูหมิงสวีเห็นเช่นนั้นจึงรีบพูดอธิบายขยายความ “พี่ซือถูข้ามาไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อท่าน เพียงแค่อยากรู้เหตุการณ์ที่หุบเขาหว่านชิวเท่านั้น!”
อีกฝ่ายนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นซือถูหมิงจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ที่หุบเขาหว่านชิว คนของเราสองคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงหายสาบสูญไปอย่างเป็นปริศนา เช่นเดียวกับคนควบยุทธ์สะท้านภพนับสิบคน ไหนจะยอดฝีมืออีกนับร้อย เจ้าลองคิดสิว่าจะเป็นใครที่สามารถทำให้คนกลุ่มใหญ่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งยังไม่มีใครระแคะระคายข่าวคราวของพวกเขาอีกเลย?”
สำนักผู้ตรวจการเขตแดน!
ชื่อนี้คือคำตอบแรกซึ่งผุดขึ้นในหัวของคูหมิงสวี……เป็นสำนักผู้ตรวจการเขตแดน!
ซือถูหมิงพูดดังขึ้นอีก “ในวันนั้นผู้ทรงเกียรติลู่ก็อยู่ที่หุบเขาหว่านชิวด้วย เจ้าตรวจสอบได้ไม่ยาก”
อีกฝ่ายหน้าหมองอย่างสิ้นหวังขณะหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อยด้วยใช้ความคิด ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดการใด
พลันมีเสียงบอกเล่าจากซือถูหมิงต่อไปว่า “ข้าเดาว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนคงได้ให้สัญญากับสำนักมารอสูรของเจ้าเพื่อให้บุกเข้าไปย่ำยีแผ่นดินชิง ถึงอย่างไรข้าอยากจะเตือนไว้อีกอย่าง เจ้าจะต้องรู้ให้ทันสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ระวังว่าจะเสียทั้งแผ่นดินชิงและสำนักมารอสูรก็ถูกทำลายด้วย”
จากนั้นคนพูดหันหลังเดินจากไป
คูหมิงสวียังยืนอยู่ที่เดิมและนิ่งงันไปเนิ่นนาน กว่าจะกลับออกไปจากสถานที่นั้น
ระหว่างทางที่จะกลับไปนั้น สิ่งที่ได้ยินได้ฟังพลันแสดงออกทางสีหน้าของคูหมิงสวีซึ่งทั้งหม่นมัวและเย็นชา ดูเหมือนเขาจะนึกได้บางอย่าง
เวลาผ่านไปนานกระทั่งเขามาหยุดลง และเปลี่ยนทิศทางไปยังสถานศึกษาฉางมู่ทันที
คูหมิงสวีมาพบลี่ชิงผู้เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางมู่นั่นเอง
หลังพบปะและสนทนากันอยู่สักพักใหญ่ พลันลี่ชิงพูดด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนมันร้ายกาจอีกทั้งยังไร้ยางอายสิ้นดี พวกมันไม่ต่างอะไรกับกองขยะเน่าเหม็นของโลกชิงฉางดีๆ นี่เอง”
ก่อนจะกลับไปด้วยความโมโหโกรธา
คูหมิงสวีไม่ได้ยับยั้ง ได้แต่มองตามลี่ชิงกลับไปเงียบๆ จากนั้นสักครู่เขาจึงออกจากสถานที่
ขณะนั้นเขาได้ตกลงปลงใจอย่างแน่วแน่แล้ว
ณ สถานศึกษาฉางหลาน
เวลานี้ศิษย์ฉางหลานกว่ายี่สิบคนออกจากสถานศึกษาไปแล้ว คงเหลือศิษย์เพียง 26 คนที่ยังอยู่
อย่างไรก็ตามเรื่องที่ควรกล่าวถึงคือขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานที่ไม่มีใครละทิ้งแม้แต่คนเดียว
ทั่วทั้งเมืองหลวงแคว้นเจียงตกอยู่ในความเงียบสงัด ด้วยชาวเมืองส่วนใหญ่รวมทั้งทหารในกองทัพบางส่วนพากันย้ายหนีออกจากเมือง
ถึงจะออกจากเมืองหากพวกเขากลับไม่ได้หนีไปไหนไกล ทุกคนยังตั้งค่ายพักแรมแถบบริเวณนอกเมืองนั่นเอง เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังคอย คอยว่าหลังจากสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีสังหารเยี่ยฉวนแล้ว พวกเขาจะได้กลับเข้าเมืองตามเดิม



