บทที่ 487 ยอมรับหน้าตาเฉย? (ต้น)
ในความมืดยามราตรี เยี่ยฉวนยื่นมือไปข้างหน้าขณะสีหน้าเรียบเฉย ถึงแม้กำลังเผชิญหน้าอยู่กับยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง หน้าตาก็ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
เชื่อมั่นในตัวเอง!
เจ้าหนุ่มนี่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ซึ่งคูหมิงสวีรู้สึกได้ในขณะนั้น ด้วยราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นคนในขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงอย่างนั้นละ!
กลัวไหม?
หลังจากที่ได้ประจักษ์ถึงความน่ากลัวของสตรีลึกลับ ยอดฝีมือระดับไหนก็ไม่ทำให้เขาสะดุ้งสะเทือนอีกต่อไป
แน่นอนเขาย่อมไม่ดูแคลนยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง!
อย่างไรก็ตามเป็นคนอ่อนด้อยและเป็นคนน่าเกรงกลัวนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง! ถ้าพ่ายแพ้ในสนามประลองเขารับได้ แต่จะไม่ยอมเกรงกลัวหรือขลาดกลัวเด็ดขาด!
ในความมืดยามดึก คนทั้งสองต่างคนต่างเงียบงันด้วยอับจนคำพูดไปนานกว่าครึ่งก้านธูป
ท้ายที่สุดเยี่ยฉวนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ “เจ้าสำนักคู ข้าอยากพูดอะไรสักอย่าง ข้ารู้ว่าในส่วนลึกแล้วเจ้าคงคิดว่าข้าอาจตระบัดสัตย์และทรยศหักหลังเจ้าสักวันหนึ่ง หรือเจ้าไม่มีทางหลงคารมข้า ใช่ไหม?”
คูหมิงสวีมองคนพูดด้วยสายตาแน่วนิ่ง “ยิ่งเจ้าทำเป็นไม่กังวลมากเท่าไร ยิ่งไม่น่าเชื่อถือมากเท่านั้น!”
จริงใจมาก! แม้จะรู้ว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ และเยี่ยฉวนมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เขาก็ยังไม่ไว้ใจเจ้าหนุ่มนั่นอยู่ดี!
อีกฝ่ายเหยียดยิ้มมุมปากก่อนจะพูดว่า “ถึงแม้เจ้าจะคิดว่าไม่เชื่อที่ข้าบอกทุกอย่าง ไม่อยากจะเชื่อเพราะสถานการณ์ในแผ่นดินชิงตอนนี้น่าจะทำให้รู้สึกสับสนจริงๆ หลังจากที่เจ้ามาถึงที่นี่คงได้รู้แล้วสินะว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ฉะนั้นจึงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป โชคร้ายหน่อยที่จะถอนตัวตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว”
ชายวัยกลางคนคูหมิงสวีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าสำนักมารอสูรของเราจะถอนตัวตอนนี้ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนกล้าทำอะไรเราหรือไง?”
เยี่ยฉวนยักไหล่ท่าทางไม่แยแส “ลองดูสิ! อย่างไรก็แล้วแต่ หากเป็นตามความคิดอันต่ำต้อยของข้า ถ้าลงเลือกเส้นทางใดแล้วยากจะหวนกลับ ดังนั้นในเมื่อเจ้าไม่อยากเสียเงิน ข้าไปละ”
หลังจากนั้นจึงหันกลับและเดินจากไป
ทันใดนั้นคูหมิงสวีขยับนิ้วมือชี้ไปและวงแหวนสัมภาระปรากฏที่เบื้องหน้าชายหนุ่ม เยี่ยฉวนชะงักฝีเท้าหยุดกึก
ภายในบรรจุด้วยเหรียญทองคำห้าร้อยล้านเหรียญ!
เสียงพูดดังมาจากคนที่อยู่ด้านหลัง “ข้าจ่ายให้ครึ่งหนึ่งก่อน ที่เหลือจะจ่ายให้ก็ต่อเมื่อสำนักมารอสูรของเราออกจากแผ่นดินชิงโดยปลอดภัย”
เยี่ยฉวนเก็บของที่ได้รับเข้าที่พลางตอบ “ตกลง!”
เมื่อพูดแล้วชายหนุ่มหันไปมองอีกฝ่าย “ถึงแม้สำนักมารอสูรจะสามารถถอนตัวกลับไป ทว่าสำนักมารภูตผีและจอมยุทธ์ที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกนับหมื่นกลับไม่อาจทำได้”
หัวคิ้วของชายวัยกลางคนย่นเข้าหากัน “เพราะเหตุใด?”
เยี่ยฉวนกล่าวน้ำเสียงเจือเยาะหยัน “เจ้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ปล่อยพวกนั้นไว้ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะยอมปล่อยกลับไปง่ายๆ งั้นหรือ? เจ้าคิดบ้างไหมว่าการสังหารคนของกองกำลังและบรรดาจอมยุทธ์นับหมื่นเหล่านั้น จะสร้างความร่ำรวยให้แก่พวกเขาอีกตั้งเท่าไร? ตามที่สมองอันน้อยนิดของข้าจะคิดได้ ถ้าสำนักมารอสูรของเจ้ามิใช่สำนักของผู้กล้าแกร่ง ข้าไม่มีทางถ่อมาถึงนี่แน่”
คูหมิงสวีเงียบงันไปชั่วขณะ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “จอมยุทธ์ทั้งหมื่นคนนั่นจะเป็นตายอย่างไรก็สุดแล้วแต่เจ้า ส่วนสำนักมารภูตผี.ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าจะทำลายสำนักนี้เจ้าต้องออกแรงมากหน่อย”
ชายหนุ่มบิดมุมปากยกยิ้ม “เรื่องนั้นไว้เป็นหน้าที่ของข้า”
อีกฝ่ายจ้องหน้าคนพูดเขม็ง “ข้าจะคอยฟังข่าวจากเจ้าก็แล้วกัน!”
พูดจบก็กลับไปทันที
คล้อยหลังคูหมิงสวีไปไม่นาน ขณะเยี่ยฉวนกำลังกลับจากสถานที่ เมื่อชายหนุ่มออกมานอกแนวป่าทึบพลันมีสตรีปรากฏขวางทางเบื้องหน้า
มิใช่อื่นไกลที่แท้คือ จี้เหยียนหนูเจ้าสำนักมารภูตผี
สตรีเดินตรงไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ดวงตาคู่งามฉายประกายแวววาว “ข้าข้องใจนัก ข้องใจจริงๆ คนสองคนที่ยามพบกันก็ต่อสู้กันแทบเป็นแทบตาย กลับลอบพบกันอย่างลับๆ ในยามวิกาล.”
อีกฝ่ายยิ้มเยื้อน พลันย้อนถาม “เจ้ามีปัญหาหรือไง? เจ้าสำนักจี้”
จี้เหยียนหนูเขม้นมองด้วยสายตาแรงกล้า “เจ้าทั้งสองคน.”
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะเป็นเชิงห้าม “ไม่ต้องมาถามให้มากความ ข้าบอกเจ้าก็ได้! สำนักมารอสูรกำลังจะถอนตัวจากแผ่นดินชิง ส่วนจอมยุทธ์จำนวนเรือนหมื่นกับสำนักมารภูตผีของเจ้าจะต้องตายอยู่ที่นี่”
ฝ่ายหญิงแสยะปากก่อนพ่นวาจาถากถาง “ยังกับเจ้ามีปัญญางั้นสิ?”
ชายหนุ่มสาวเท้าก้าวเข้าไปจนใกล้หญิงสาวอีกฝ่าย ริมฝีปากเคลือบรอยยิ้ม “ข้าทำไม่ได้แน่ แต่คนที่อยู่เบื้องหลังข้าทำได้อยู่แล้ว”
จี้เหยียนหนูหรี่ตามอง “จะขู่ข้างั้นหรือ?”
ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “เชื่อหรือไม่ก็ตามใจ”
ว่าแล้วคนพูดจึงหมุนตัวกลับก่อนจะเดินลอยชายออกไป
จี้เหยียนหนูบีบมือแน่น นางปรารถนาที่จะสังหารเขาวันละหลายต่อหลายหนทว่ายังไม่กล้า ด้วยเกรงว่าเมื่อเลือกทางใดเสียแล้วคงยากที่จะหวนกลับ
หลังจากนั้นครู่หนึ่งเยี่ยฉวนชะงักหยุด “นี่ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนรับปากว่าจะยกแผ่นดินชิงให้พวกเจ้า ถึงอย่างไรถ้าวันหนึ่งแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานของแผ่นดินชิงอับเฉาไปหมดแล้ว ถึงเจ้าได้ครอบครองแผ่นดินนี้เจ้าจะทำอย่างไรได้? พรุ่งนี้เที่ยงวันข้าจะสังหารจอมยุทธ์หมื่นคนที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด และหวังว่าเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะช่วยพวกเรา”
หลังจากนั้นเขาก็หันกลับและหายวับไปในระยะไกล
ทิ้งให้จี้เหยียนหนูที่อยู่ข้างหลังยืนอึ้งอยู่ที่เดิม และที่ไม่ห่างไปมากนักชายวัยกลางคนค่อยเผยตัวออกมา
เขาก็คือคูหมิงสวี เจ้าสำนักมารอสูร
“เขาหาเจ้าพบแล้ว!” สตรีทักท้วงทันที
อีกฝ่ายส่ายหน้า “ด้วยขั้นพลังของเขาไม่มีทางหาข้าพบ ใครบางคน.ที่อยู่เบื้องหลังต่างหากที่หาข้าพบ ทว่าข้ากลับหาเขาไม่พบ.”
ทั้งคู่นิ่งงัน สีหน้าเคร่งเครียด
จี้เหยียนหนูเอ่ยถามเสียงขรึม “เชื่อใจเขาได้หรือ?”
อีกฝ่ายส่ายศีรษะ “ข้าไม่เชื่อมันหรอก แต่สำนักมารอสูรไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป คิดผิดจริงๆ ที่มาแผ่นดินชิงครั้งนี้”
จากนั้นคนพูดก็หันหลังเดินจากไปทันที
จี้เหยียนหนูถอนหายใจเบาๆ นิ่งงันไป
ความคิดวนเวียนไปมา!
ภายหลังจากได้มาที่นี่ พวกเขาจึงพบว่าหลายต่อหลายอย่างมิใช่เรื่องง่ายดังที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนบอกไว้เลย ที่ว่าหากสังหารเยี่ยฉวนได้เมื่อไร พวกเขาจะเป็นผู้ครอบครองแผ่นดินชิงทั้งหมด!
ไม่ว่าการสังหารเยี่ยฉวนจะง่ายหรือไม่ก็เป็นปัญหาอยู่ดี อีกอย่างแม้ว่าพวกเขาจะสังหารเจ้าหนุ่มนั่นแล้ว ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องชดใช้อยู่วันยังค่ำ ซึ่งจะหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ยิ่งกว่านั้นถึงเยี่ยฉวนจะตายแล้ว มันก็ไม่ได้หมายความว่าอำนาจที่สนับสนุนเจ้านั่นจะไม่ถูกทำลาย
สำนักผู้ตรวจการเขตแดนกำลังใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือ โดยพุ่งเป้าไปที่เยี่ยฉวนและกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง
หากจะพูดกันตรงๆ พวกเขากำลังถูกสำนักผู้ตรวจการเขตแดนหลอกใช้นั่นเอง!
พวกเขาไม่ไว้วางใจเยี่ยฉวนเช่นเดียวกับที่ไม่ไว้วางใจสำนักผู้ตรวจการเขตแดนด้วย!
ครู่หนึ่งต่อมาจี้เหยียนหนูจึงละจากสถานที่ไปเป็นคนสุดท้าย



