บทที่ 488 ยอมรับหน้าตาเฉย? (ปลาย)
……
ราตรีผ่านพ้นไป แสงสว่างยามเช้าของดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า……
……
ตอนนี้พลเมืองราวหนึ่งในสามได้อพยพออกจากเมืองหลวงแคว้นเจียง และยังคงมีคนอีกจำนวนมากที่กำลังอพยพออกจากเมือง……
..
ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวัน เยี่ยฉวนและทุกคนได้ปรากฏขึ้นที่บนกำแพง
ซึ่งขณะนั้นทันทีที่เยี่ยฉวนปรากฏตัวบนกำแพง เริ่มเกิดเสียงคำรามของเหล่าจอมยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดังกระหึ่มมาจากบนเรือเหาะกว่าสองร้อยลำ ที่กำลังลอยลำอยู่เหนือท้องฟ้า เห็นได้ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังใช้วิธีการยั่วยุอารมณ์เขานั่นเอง
บนเรือเหาะลำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คูหมิงสวีและจี้เหยียนหนูยืนมองเงียบเชียบ คนทั้งสองกำลังจับตาดูปฏิกิริยาของชายหนุ่มที่อยู่ข้างล่าง
ถัดไปทางด้านหลังเยี่ยฉวนเป็นกองร้อยขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลาน กองกำลังสิงห์ผยองและกองกำลังจอมราชันย์!
แน่ล่ะ ที่ว่าจำนวนคนน้อยกว่าทางฝ่ายสำนักมารอสูร สำนักมารภูตผีและจอมยุทธ์นับหมื่นอย่างเทียบกันไม่ได้
ดูจะด้อยกว่าในแง่ของคนที่เข้าร่วมด้วยช่วยกัน
สถานการณ์ภายในเขตเมือง ผู้คนยังทะยอยอพยพออกอย่างต่อเนื่อง เมื่อสังเกตเห็นเยี่ยฉวนและพวกซึ่งมีท่าทีว่ายอมสู้ตายกันไปข้างหนึ่ง ต่างมองดูด้วยแววตาเยาะเย้ยหยามหยัน
จึงไม่น่าแปลกใจที่เยี่ยฉวนจะไล่เตะพวกงั่งเหล่านั้นสักคนละป้าบสองป้าบ
คนที่ยืนอยู่อีกข้าง กองกำลังจอมราชันย์และกองกำลังสิงห์ผยองแสดงความกังวลออกทางสีหน้าบ้างเล็กน้อย ด้วยขั้นพลังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก
ฉับพลันนั้นเองเยี่ยฉวนซึ่งยืนอยู่บนกำแพง จู่ๆ ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและใช้กระบี่ยาวที่ถืออยู่ชี้ไปที่คูหมิงสวีเจ้าสำนักมารอสูร “ว่ากันว่าเจ้าสำนักมารอสูรมีพลังกล้าแกร่งยิ่งนัก ข้าจึงมาเพื่อขอท้าประลองกับเจ้า”
วาจาของเยี่ยฉวนทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณลานถึงกับตื่นตะลึง
ท้าทายเจ้าสำนักมารอสูรงั้นหรือ?
คนผู้ซึ่งมีพลังขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง! นอกจากนั้นคนผู้นี้มิใช่ผู้มีความกล้าแกร่งในขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงอย่างปกติทั่วไปอีกด้วย มีความแตกต่างอย่างเด่นชัดระหว่างคนกล้าแกร่งกับคนอ่อนด้อยสำหรับคนที่บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง!
อีกทั้งเยี่ยฉวนเองเพิ่งจะบรรลุผสานเทพเท่านั้น!
อันที่จริงเขาสำเร็จถึงขั้นผนึกยุทธ์แล้วเพียงแต่ไม่ได้เปิดเผย ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเข้าใจว่าเขายังอยู่ในขั้นพลังผสานเทพ!
ในบริเวณลานโล่ง ทุกสายตาที่จับจ้องไปยังเยี่ยฉวนฉายความประหลาดใจอย่างเหลือเชื่ออยู่เต็มเปี่ยม
แม้แต่คนที่อยู่ข้างล่างต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ด้วยไม่คาดคิดว่าเยี่ยฉวนจะกล้าท้าทายเจ้าสำนักมารอสูรจริงๆ
ที่บนเรือเหาะ คูหมิงสวีจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาแน่วนิ่ง เขาเองไม่คิดว่าเยี่ยฉวนจะกล้าท้าทายตนเองต่อหน้าสาธารณชนอย่างนี้!
นับว่าเป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการอย่างยิ่ง!
ไม่นานนัก เสียงพูดเสียงพ่นวาจาถากถางดังไปทั่วบริเวณ
“ท้าทายเจ้าสำนักมารอสูร? มันจะบ้าหรือไง? กล้าท้าประลองกับท่านเจ้าสำนักมารอสูรนี่นะ?”
“คนโง่ไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือคนไม่รู้ว่าตัวโง่นี่สิ! เห็นได้ชัดเลยว่าเยี่ยฉวนไม่รู้ฝีมือของคู่ต่อสู้แถมยังโง่อีกที่ไม่รู้จักเจียมตัว เหลือเชื่อเลย!”
“โค-ตะ-ระโง่ เจ้าสำนักมารอสูรฆ่ามันให้จบๆ ไปจะได้ไม่ต้องเปลืองเวลา!”
“.”
บนเรือเหาะ เสียงของจี้เหยียนหนูซึ่งยืนข้างคูหมิงสวีพึมพำเบาๆ “เขาจะทำอะไรกันแน่?”
อีกฝ่ายสั่นศีรษะ “ข้าไม่รู้ แต่เดี๋ยวก็คงจะรู้!”
จากนั้นร่างของเขาทะยานวาบไปปรากฏต่อหน้าเยี่ยฉวนท่ามกลางสายตาจับจ้องอย่างสนใจของผู้คน
ควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง!
อย่าว่าแต่ในแผ่นดินชิง แม้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็นับได้ว่าเขาเป็นผู้มีพลังแกร่งกล้าขั้นสูงสุด
คูหมิงสวีจ้องมองเยี่ยฉวน ท่าทางเยือกเย็นขณะนั้นเขาเริ่มใช้พลังชี่ในการเปิดสนทนา “เจ้าคิดจะทำอะไร!”
ชายหนุ่มตอบโต้ผ่านพลังชี่กลับดุจเดียวกัน “พวกเรามาประมือกันสักสามกระบวนท่าจากนั้นเจ้าค่อยแสร้งเป็นฝ่ายแพ้”
เมื่อได้ยินเข้าเช่นนั้น คูหมิงสวีถึงกับชักสีหน้า “พ่ายแพ้? แน่ใจหรือ?”
เยี่ยฉวนตอบรวดเร็ว “แน่เสียยิ่งกว่าแน่!”
คนตรงข้ามสีหน้าสับสน “ถ้าเป็นฝ่ายแพ้ สำนักมารอสูรและข้าคงต้องอับอายขายขี้หน้าคนเขาไปทั่วน่ะสิ!”
ชายหนุ่มพูดหน้านิ่ง “นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ ถ้าเจ้าเลือกที่จะเป็นฝ่ายแพ้ จงใช้โอกาสนี้ถอนตัวพาคนสำนักมารอสูรกลับไป”
คูหมิงสวีส่ายหน้าดิก “ถ้าข้าเลือกเป็นฝ่ายแพ้ ชื่อเสียงของตัวข้าเองยังไม่เท่าไร..แต่ชื่อเสียงของสำนักมารอสูรคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!”
เยี่ยฉวนนิ่งฟังพลางใช้ความคิด ชั่วขณะหนึ่งจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นจะถอนตัวอย่างไร? เพื่อให้ฝ่ายข้าบรรลุเป้าหมายและชื่อเสียงสำนักมารอสูรของเจ้าก็ไม่ถูกทำลายจนป่นปี้!”
ชายวัยกลางคนมีทีท่าคิดหนัก พลันเยี่ยฉวนพูดขึ้นมาอีกว่า “ถ้าเจ้าไม่เต็มใจจะทำตามแผน งั้นก็ช่วยไม่ได้”
คูหมิงสวีนิ่งคิดนิดหนึ่งราวกับจะตัดสินใจได้ จึงพูดว่า “ลงมือ!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะก่อนพูดเสียงดังฟังชัด “การประลองในวันนี้จะตัดสินแพ้ชนะด้วยกระบี่เดียว!”
ในครั้งนี้เขามิได้สนทนาผ่านพลังชี่ แต่ใช้เพิ่มพลังเสียงให้ดังกังวานยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้คนที่อยู่ในบริเวณลานจึงได้ยินชัดเจนถ้วนทั่ว
ต่อจากนั้นท่ามกลางสายตาที่กำลังจับจ้อง เยี่ยฉวนชักกระบี่ออกจากฝัก พร้อมกับพลังแรงผลักดันแห่งกระบี่แผ่ออกจากกายกระจายไปรอบทิศ
หนึ่งกระบี่ชี้ชะตา!
เขาไม่ใช้ทักษะกระบี่บินสามพันพิฆาตด้วยไม่อาจสังหารอีกฝ่ายได้……
แรงผลักดันแห่งกระบี่ของเขาแข็งแกร่งยิ่งนัก กระแสแห่งพลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน จนทุกคนที่อยู่ใกล้ต่างรับรู้ได้ถึงอำนาจแห่งกระแสพลัง!
ขณะนั้นเองพลังปณิธานกระบี่มารแผ่ซ่านออกจากกายของเยี่ยฉวน และต่อมาคนได้หายวาบไปจากสถานที่ทันที
เมื่อเยี่ยฉวนปรากฏขึ้นอีกครา ครั้งนี้ได้ทะยานอยู่เหนือคูหมิงสวี เวลานั้นพลังปณิธานกระบี่มารแผ่วงกว้างครอบคลุมร่างคนทั้งสองเอาไว้ทั้งหมด
ภาพที่ปรากฏออก ผู้คนในที่นั้นไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดชัดตา
ทว่าเพียงไม่นานเสียงแห่งกระบี่ระเบิดดังสนั่นไปทั่วทั้งแผ่นฟ้า ต่อมาพลังปณิธานกระบี่หายวับและเยี่ยฉวนทะยานวาบย้อนกลับคืน ณ จุดเดิม
มือข้างขวาที่กำกระบี่สั่นระริก!
ขณะที่ฝ่ายคูหมิงสวียังคงอยู่ ท่าทีเยือกเย็นดุจเดิม
ทันใดนั้นชายหนุ่มเริ่มสนทนาผ่านพลังชี่อีกครั้ง “พูดเยินยอข้าสิ!”
อีกฝ่ายส่ายหน้าน้อยๆ สีหน้าลังเลเหมือนไม่แน่ใจก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าสมแล้วที่เป็นยอดฝีมืออีกทั้งเป็นอัจฉริยะอย่างหาตัวจับยาก ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยพบเจอ เป็นที่สุดแห่งที่สุด……”
พลันเยี่ยฉวนยกมือแสดงท่าห่อกำปั้น “ขอบใจ!”
และด้วยพลังชี่ทำให้เสียงแห่งกระบี่กรีดดังสนั่นประดุจเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าก็ปาน กระทั่งเสียงดังไปไกลนับพันลี้ทีเดียว!
ขอบใจ?
คูหมิงสวีผงะหงายเงิบด้วยความตกใจ “หมายความว่ายังไง? เจ้าเป็นผู้ชนะงั้นหรือ? ยอมรับหน้าตาเฉยแค่นี้หรือ?”
อย่าว่าแต่เขาเลย ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่คอยดูอยู่ด้านล่างยังตกตะลึงไปด้วยเช่นกัน
นี่คือ……เยี่ยฉวนเป็นฝ่ายชนะงั้นหรือ?



