บทที่ 509 เยี่ยฉวนจอมลวงโลก! (ต้น)
โมโห!……
แน่สิเยี่ยฉวนต้องโมโหเดือดแน่!……
เป็นสิ่งเหนือความคาดหมายที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนไม่ลงมือสังหารเขาเอง และฉวยโอกาสใช้น้องสาวของเขาเป็นเครื่องมือ!
เยี่ยหลิง!
ใครก็ตามที่ใช้เยี่ยหลิงเป็นเครื่องมือ มันก็คือศัตรูตัวฉกาจของเยี่ยฉวน!
ต้องไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่!
เยี่ยฉวนไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย!
แต่ถึงอย่างไรก่อนไปที่นั่น เขาต้องจัดการทำธุระบางอย่างให้เสร็จสิ้นก่อน!
ณ แคว้นหนิง
หลังจากที่เดินทางเข้าสู่เขตแคว้นหนิง เพื่อมิให้เป็นที่เตะตาของชาวเมืองทั่วไปเขาจึงลักลอบแฝงกายเข้าไปภายในพระตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้ทัวป้าเหยียน
เมื่อเข้าสู่พระราชฐานชั้นใน พลันเขาต้องถึงกับชะงักงันอยู่กับที่
……ภายในที่ประทับฮ่องเต้ ขณะนั้นทัวป้าเหยียนและจี้อันซื่อกำลังอาบน้ำโดยแช่อยู่ในอ่างไม้ใบใหญ่……
กำลังอาบน้ำ!
ทันใดนั้นภาพหนึ่งปรากฏแวบขึ้นในห้วงความคิดของเยี่ยฉวน
พลันต่อมาสีหน้าของเขาออกกระอักกระอ่วนพิกล
แอบดู?
หรือว่าไม่?
ผ่านไปพักใหญ่ชายหนุ่มจึงสั่นหน้าและทำท่าจะหันกลับ
ลูกผู้ชายบางครั้งอาจเจ้าชู้แต่อย่าทำตัวเสเพล อีกอย่างการแอบดูจะเป็นการไม่ให้เกียรติสตรี
แม้ว่าจะอยากอยู่เหมือนกัน ก็ควรทำซึ่งหน้า!
จะทำลับๆ ล่อๆ ได้อย่างไร?
เขาไม่ใช่คนแบบนั้นเสียด้วย!
เยี่ยฉวนย่องกลับไปอย่างเงียบกริบ ทว่าต่อจากนั้นเขาจึงเปิดเผยร่างจริงให้ปรากฏออกมา พร้อมกับผลักบานประตูที่ปิดสนิทเปิดออกทันทีขณะส่งเสียงทักดังลั่น “สาวๆ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน……”
ทันทีที่ได้ยินเสียงทักของเยี่ยฉวน ทั้งจี้อันซื่อและทัวป้าเหยียนซึ่งกำลังแช่อยู่ในอ่างพลันสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ทำให้คนซึ่งเพิ่งโผล่เข้ามาตกตะลึงไปด้วยเช่นกัน
ทุกคนอยู่ในอาการตกตะลึง ด้วยทั้งทัวป้าเหยียนและจี้อันซื่อผุดลุกพรวดขึ้นยืน ส่งผลให้เรือนร่างเปลือยเปล่างดงามของคนทั้งสองเปิดเผยโล่งโจ้งออกมาต่อหน้าต่อตาเยี่ยฉวน
ชายหนุ่มเป็นคนเรียกสติให้กลับคืนมาได้ก่อนจึงรีบหันหลังให้ทันที “ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น……จริงๆ นะ……”
พลันมีเสียงของทัวป้าเหยียนตวาดลั่นแววตาวาววับอย่างโกรธจัด “ออกไป!”
เยี่ยฉวนจึงได้รีบผลุนผลันออกจากสถานที่แห่งนั้นทันที และเป็นเวลาเดียวกับที่องครักษ์สตรีสองคนถลันเข้าขวางหน้า ซึ่งเมื่อเห็นเช่นนั้นทั้งสองจึงออกจู่โจมผู้บุกรุก
ขณะเกือบจะลงมือนั้นเอง พลันพวกเขาได้พบว่าเป็นเยี่ยฉวน ทั้งสองจึงถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะก่อนจะรีบค้อมกายคารวะต่ำต่อคนตรงหน้า
จึงประจักษ์ได้ว่าองครักษ์สตรีสองคนนี้รู้จักเยี่ยฉวน
ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม “มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย พวกเจ้ากลับไปเถอะ!”
องครักษ์สตรีหันไปสบตากันท่าทางลังเลเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยกลับไป
เมื่อคนทั้งสองคล้อยหลังไป เยี่ยฉวนถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้น ได้ยินเสียงหัวใจของตนเต้นโครมครามอยู่ในอก ทำเอาหัวใจเกือบวาย……
หลังจากนั้นราวหนึ่งถ้วยชา ภายในพระตำหนักฮ่องเต้ ทัวป้าเหยียนและจี้อันซื่อนั่งเคียงกันอยู่บนพระแท่นบรรทม ขณะที่เยี่ยฉวนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอีกด้านหนึ่ง
สองสตรีไม่พูดไม่จา หน้าบูดมองเยี่ยฉวนด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ชายหนุ่มท่าทีตกประหม่าและสีหน้าแสดงว่าเสียใจ!
นิ่งเงียบกันไปเป็นครู่ เยี่ยฉวนจึงเอ่ยทำลายความอึดอัดขัดข้องพร้อมด้วยรอยยิ้มแหย “ข้า ข้าไม่ทันเห็นอะไรทั้งนั้น เจ้าก็รู้นี่ว่าข้าตาบอด……”
ทัวป้าหยียนจ้องคนพูด “ไร้สาระ บอกธุระของเจ้ามา?”
นั่นและเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าตั้งใจจะมาบอกพวกเจ้าว่า ข้ากำลังจะไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์”
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่งั้นหรือ?”
ทัวป้าเหยียนถามพลางนิ่วหน้า “มีเรื่องอะไร?”
จากนั้นชายหนุ่มจึงเล่าให้ทั้งสองฟังเรื่องที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนส่งคนมาสู่ขอแกมบังคับให้เยี่ยหลิงแต่งงาน ทำให้คนฟังต่างนิ่งอึ้งไป
หลังจากนั้นชั่วขณะทัวป้าเหยียนจึงเอ่ยพึมพำเสียงแผ่วเบา “เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ”
เยี่ยฉวนพยักหน้าทำนองเห็นพ้องด้วย “ข้ารู้ ที่แวะมานี่เพราะเป็นห่วงพวกเจ้าทั้งสองคน”
คำพูดดังกล่าวทำให้สตรีทั้งสองหันมามอง แววตากราดเกรี้ยวของทัวป้าเหยียนเมื่อครู่ดูจะจางลงเล็กน้อย
ขณะนั้นเอง เยี่ยฉวนล้วงเอาวงแหวนสัมภาระชิ้นหนึ่งส่งให้กับนางพลางบอกว่า “ในนี้มีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณ 300 ล้านชิ้น ข้ามอบให้พวกเจ้าไว้ใช้ในการฝึกพลัง 100 ล้านและอีก 200 ล้านสำหรับใช้ขับเคลื่อนสิบสองมนุษย์ทองคำ ตราบใดที่สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีไม่มากร้ำกรายแคว้นหนิง สิบสองมนุษย์ทองคำก็เพียงพอที่จะต่อสู้กับเหล่าจอมยุทธ์ต่างถิ่นที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ส่วนสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผี ข้าจะไปจัดการกับพวกมันเอง!”
ทัวป้าเหยียนขมวดคิ้วอีกครั้งด้วยความสงสัย “เจ้าจะไปสำนักมารอสูรงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนยิ้มเผล่ “ใจเย็นก่อน ข้ามั่นใจน่า”
หากอีกฝ่ายยังสีหน้าลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “เจ้าไปแล้วจะกลับมาอีกไหม?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า
สตรีทั้งสองนิ่งงัน
จากนั้นเยี่ยฉวนจึงเอ่ยถามทีเล่นทีจริง “เจ้าอยากให้ข้ากลับมาหรือเปล่า?”
“อยาก!” จี้อันซื่อตอบทันควัน
ทัวป้าเหยียนพูดขึ้นในเวลาเดียวกัน “ไม่!”
จี้อันซื่อหันไปสบตาทัวป้าเหยียน จากนั้นจึงหันมาพูดกับเยี่ยฉวน “นางก็หวังเช่นนั้น!”
เยี่ยฉวน “……”
ทัวป้าเหยียนตวัดสายตาเหวี่ยงไปยังจี้อันซื่อ
ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเรื่องพูด “ทำใจให้สบาย ข้ากลับมาแน่พวกเจ้าสองคนรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ถ้ามีปัญหาขอความช่วยเหลือไปยังเจียงจิ่วและลู่จิ้วเก๋อได้ตลอดเวลา พวกเขาจะมาช่วยทันที!”
จี้อันซื่อพยักหน้าหงึก “ตกลง!”
เยี่ยฉวนขยับเดินเข้าไปใกล้พร้อมโอบกอดคนทั้งสองเบาๆ “ดูแลตัวเองดีๆ!”
จากนั้นจึงผละกลับออกไป
“เดี๋ยวก่อน!” พลันเสียงของทัวป้าเหยียนร้องห้ามมาจากด้านหลัง
ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าและหันกลับไปมอง
คนที่เรียกไว้กลับทำหน้าลังเล จากนั้นจึงรีบเดินไปหา นางเอ่ยเสียงแผ่ว “ข้าจะคอยวันที่เจ้ากลับมาหานะ!”
เสียงนั้นเบาหวิว ราวกับแมลงน้อยบินผ่านก็ปาน
หากคนฟังได้ยินชัดถนัดหูทีเดียว จึงถามว่า “แล้วยังไงต่อ?”
สตรีเปลี่ยนสายตาเป็นจ้องเขม็ง “ต่อจากนั้นก็ไปตายซะไงล่ะ!”
เยี่ยฉวนเปล่งเสียงหัวเราะลั่น ก่อนจะขยับเข้าไปจนเกือบชิดทัวป้าเหยียนจากนั้นก็ก้มลงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ฉับพลันที่โหนกแก้มของสตรีเปลี่ยนเป็นสีซับโลหิตแดงปลั่ง พร้อมกับปาขวดหยกขาวที่ถืออยู่ในมือใส่อีกฝ่ายและพูดเสียงห้วนด้วยความโกรธเคือง “รีบไสหัวไป!”
ชายหนุ่มรีบคว้าขวดหยกขาว พลันรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากก่อนจะกลับออกไป



