บทที่ 516 พี่มารับเจ้ากลับบ้าน! (ต้น)
“พวกขาดสติ!” ……
เสียงคำรามด้วยความโกรธดังสนั่นออกมาจากเบื้องลึกของท้องฟ้ามืดมิดพร่างพราวดารา ทันใดนั้นท่ามกลางชั้นอวกาศพลังกดดันมหาศาลพุ่งทะลุทะลวง พลันหมุนคว้างเข้าหาร่างของสตรีสวมชุดยาวเรียบ……
พลังแห่งท้องฟ้าพร่างพราวดารา!
ณ ปากทางอาราม สตรีสวมชุดยาวบิดยกมุมปากเผยรอยยิ้มหยัน เมื่อเหลือบเห็นพลังซึ่งพุ่งตรงลงมาจากข้างบนเหนือศีรษะของตน นางจึงประกบนิ้วมือขวาและชี้ออกไป
ฉัวะ!
ลำแสงกระบี่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ตูม!
สิ้นเสียงระเบิด พลังกดดันจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ ชั่วขณะต่อมาน้ำเสียงแสดงความเหลือเชื่อดังลอดออกมาจากดินแดนจักรวาลดวงดาวอันไกลโพ้น “เจ้า เจ้าเป็นใครกันแน่……”
สตรีสวมชุดยาวเรียบตอบน้ำเสียงเจือเยาะเย้ย “ชื่อข้าน่ะนะ เจ้าคู่ควรแค่ไหนจึงจะอยากรู้จักชื่อเสียงเรียงนามข้า?”
ว่าแล้วคนพูดก็ยกมือขึ้นและสะบัดออกไป
กระบี่เสกพร่าเลือนพุ่งสู่ท้องฟ้าและทะยานตรงเข้าหาดินแดนมหาจักรวาลดวงดาว……
ขณะที่กระบี่ทะยานพาดผ่านบริเวณดินแดนจักรวาลดวงดาว ลำแสงแห่งกระบี่ทอแสงเปล่งประกายเจิดจรัสเสียยิ่งกว่าแสงของดาวทุกดวง!
เพียงครู่เดียว มีเสียงกรีดร้องดังออกมาจากดินแดนจักรวาลดวงดาวลึกออกไปไกลโพ้น จากนั้นดินแดนจักรวาลดวงดาวได้กลับสู่ความเงียบงัน
ณ บริเวณประตูทางเข้าอาราม สตรีสวมชุดยาวเรียบยืนนิ่งประสานมือไขว้หลัง สีหน้านิ่งเย็นเยียบดุจสายน้ำ สายตาทอดมองไปไกลสุดขอบดินแดนจักรวาลดวงดาว แววตาเท่านั้นที่บ่งบอกความรู้สึกตกตะลึงทว่าเพียงแวบเดียวก่อนจะกลับคืนสู่สภาพเย็นเยือกดุจเดิม
ทันใดนั้นสตรีทำท่าเสมือนเกือบจะสิ้นความอดทน
ด้วยครั้งสุดท้ายที่สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอีกดวงของตนเอง กลับพบว่าจิตดวงนั้นแตกสลายไปแล้ว นางรู้จักตัวเองดีหากมิใช่เพราะความจำเป็น หลังจากสู้ตามหาเขาจนพบ นางจะไม่มีทางสลายจิตวิญญาณ ‘ตนเอง’ เด็ดขาด
พูดอย่างรวบรัดจะต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น!
อีกอย่างปัญหานั้นต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก!
ในห้วงคำนึงของสตรีลึกลับ ค่อยๆ ปรากฏภาพเหตุการณ์ในอดีต……
ด้านในร่องเขาที่เกิดจากรอยแยกของภูผา เด็กชายกอดกระชับเด็กหญิงตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนจนแน่น ขณะที่จ้องมองผ่านรอยแยกของร่องเขาด้วยความหวาดกลัว ด้านนอกร่องเขาแห่งนั้น สายฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องดังสนั่น เสียงปีศาจมากมายขู่คำรามเคลื่อนที่ผ่านไปมา ประดุจเป็นวันสิ้นโลกก็ไม่ปาน
แม้ว่าความรู้สึกของเด็กชายจะกลัวแสนกลัวเพียงใด เขาก็ยังปลอบประโลมเด็กหญิงในอ้อมแขนอยู่นั่นเอง “น้องชิงอย่ากลัวนะ พะ……พี่อยู่นี่ทั้งคน พี่จะปกป้องเจ้าเอง……”
เด็กหญิงกอดแขนอีกฝ่ายจนแน่น แม้ว่าในใจของนางจะหวาดกลัว แต่ยามอยู่ในอ้อมแขนของพี่ชายความรู้สึกนั้นได้ผ่อนคลายลงไปเป็นอันมาก
เที่ยงคืน
“พี่ชาย ขะ……ข้าหิวเจ้าค่ะ……”
คนเป็นพี่ได้ยินดังนั้นจึงรีบล้วงเอาซาลาเปาออกมาลูกหนึ่ง รอยยิ้มพลางผุดขึ้นที่ริมฝีปาก “อาชิง เอ้ากินซะ……”
“พี่ชาย กินด้วยกันนะ……”
“พี่กินแล้ว……เลยไม่หิวจริงๆ นะ ไม่เชื่อก็ลองจับพุงดูสิ……”
ว่าแล้วเด็กชายก็จงใจเบ่งหน้าท้องเพื่อแสดงให้อีกฝ่ายเห็นชัด
เด็กหญิงจึงยอมเชื่อแต่โดยดี……
กลางดึกคืนนั้นเด็กชายประคองเด็กหญิงตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าซีดเซียว พลันวงแขนที่กระชับกอดขยับแน่นขึ้น เสียงอ่อนระโหยพึมพำแสนเบา “อาชิง น้องชิง……ข้านึกออกแล้ว เจ้าใส่ใจการฝึกฝนเพลงกระบี่”
อีกฝ่ายกำลังง่วงงุนสะลึมสะลือหากยังสู้พยักหน้าตอบ “ข้าอยากปกป้องพี่ชาย ท่านพ่อกับท่านแม่……”
คนเป็นพี่ฟังแล้วถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม
ถึงกระนั้นเพราะความมืดทำให้เด็กหญิงไม่อาจสังเกตเห็น
หลังจากเด็กหญิงตัวเล็กหลับสนิท เด็กชายผู้พี่ก้มแตะริมฝีปากแห้งลงบนหน้าผากเล็กๆ “อาชิง……ถะ……ถ้าอีกหน่อยเจ้ามีพลังแข็งแกร่ง เจ้าต้อง……ต้องช่วยปกป้องคนที่อ่อนแอเหมือนพวกเรา……ท่านพ่อและท่านแม่……ถ้าเมื่อใดที่พวกเขามาอยู่ในความดูแล เมื่อนั้นพวกเขาจะปลอดภัย เพราะฉะนั้นต่อให้เป็นเทพหรืออะไรก็ตาม……ถ้าเป็นคนไม่ดี จงตีมัน ตีให้ตาย……ขะ……ข้าหิวเหลือเกิน……หิวมากจริงๆ……”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ เสียงของคนสะดุดหยุดลงราวกับนึกอะไรได้ พลันน้ำตาไหลพรากมากขึ้น “ขะ……ข้าไม่กลัวตาย ตะ……แต่ถ้าข้าตายอาชิงจะเป็นยังไง……น้องยังเล็กนัก……”
เวลารุ่งสาง
เด็กชายโอบกอดเด็กหญิงไว้นิ่งๆ ไม่ไหวติงแม้แต่นิดเดียวและร่างกายเย็นเฉียบ
เด็กหญิงจัดการฝังร่างของเด็กชายผู้พี่ไว้ในร่องเขาที่เป็นรอยแยกของภูผาแห่งนั้นเอง และนางนั่งคุกเข่าต่อหน้าหลุมฝังศพเป็นเวลาหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็มๆ
รุ่งขึ้นวันต่อมา เด็กหญิงจึงลุกออกจากสถานที่ไป โดยที่ในมือมีเศษซาลาเปาที่เหลืออยู่……
ซาลาเปาชิ้นนี้พี่ชายของนางควรได้กิน ทว่าเขากลับเหลือไว้ให้ด้วยนางเป็นความหวังสุดท้าย
ในท้องฟ้าพร่างพราวดวงดารา ที่เบื้องหน้าประตูทางเข้าอารามสตรีสวมชุดยาวเรียบยืนนิ่งจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน หยาดน้ำตาหยาดลงบนแก้มเย็นเฉียบทั้งสองข้างอย่างไม่รู้ตัว
เนิ่นนานกว่าจะมีเสียง คนสวมชุดยาวเรียบเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้า ข้าจะทำลายสิ่งมีชีวิตและฝังมันไปพร้อมกับเจ้า……จงเชื่อในกระบี่และข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า……หากไม่มีเจ้า สุดยอดแห่งกระบี่เต๋าก็ไร้ความหมาย……”
จากนั้นสตรีจึงหันกลับเข้าไปภายในอาราม ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในอารามมีเสียงพูดราบเรียบปราศจากซึ่งอารมณ์ใดๆ ดังขึ้นอย่างฉับพลัน “ข้า……ทนไม่ไหวแล้ว!”
ภายในอารามคนที่มีพลังกล้าแกร่งทั้งหลายอยู่ในอาการตกตะลึง.
บนโลกชิงฉาง ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ขบวนแห่ขันหมากซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการจากเมืองอวิ๋นคงเข้าสู่อาณาเขตของสำนักเหมันตอุดร บรรยากาศภายในกำลังครุกรุ่นด้วยความโกรธขึ้งของคนในสำนัก
ทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีใครบ้างไม่รู้เรื่องพฤติกรรมที่ผิดทำนองคลองธรรมของลู่ซวนหมิง? ไหนจะเรื่องที่เขาเสพกามกับสุกรจนสร้างความตกตะลึง และเป็นเรื่องอื้อฉาวลือกระฉ่อนนั่นอีก ยังมีเรื่องที่พวกเขาส่งขันหมากจากเมืองอวิ๋นคงมารับตัวเจ้าสาวไปเข้าพิธีแต่งงาน ซึ่งเจ้าสาวมิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเหมันตอุดร
น่าอับอายสิ้นดี!
นับเป็นความอัปยศอดสูของสำนักเหมันตอุดร!
ณ คฤหาสน์สำนักเหมันตอุดร บัดนี้คนในสำนักต่างมารวมตัวประชุมกันที่นี่
สาวน้อยเยี่ยหลิงเป็นหนึ่งในนั้น และกำลังนั่งอยู่เคียงข้างกับเซินเว่ยหยาง วันนี้เด็กสาวสวมชุดยาวที่ทำจากน้ำแข็ง มองดูช่างงดงามตระการตายิ่ง
แม้ว่าเยี่ยหลิงจะยังอายุน้อย หากแต่ใครต่างก็มองออกว่า ในอนาคตเด็กสาวจะเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามเอาเรื่องคนหนึ่งทีเดียว
เซินเว่ยหยางกวาดสายตาไปรอบๆ ขณะกล่าวว่า “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนและเมืองอวิ๋นคงวางอำนาจด้วยการมัดมือชกสำนักเรา พวกเราจะเอายังไงกันดี?”
พลันเสียงสตรีคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางคนที่อยู่ด้านล่าง “เจ้าสำนัก เรื่องนี้ไม่มีทางแก้ไขเลยหรือเจ้าคะ?”
เซินเว่ยหยางส่ายหน้าพลางตอบ “ไม่น่ามี”



