บทที่ 521 ความเที่ยงธรรม เกียรติภูมิ! (ปลาย)
การกระทำดังกล่าวพลันทำให้วงแหวนสัมภาระห่อหนึ่งทะยานไปอยู่ตรงหน้าเซินเว่ยหยางทันที……
คราแรกนางทำท่าจะปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเมื่อมองสำรวจด้วยวิชาอำนาจเทวจิต และพบว่าภายในบรรจุสุดยอดศิลาจิตวิญญาณจำนวนหนึ่งพันล้านชิ้น ที่คิดว่าจะปฏิเสธในตอนแรกจึงรีบกลืนคำพูดทั้งหมดทันที……
สุดยอดศิลาจิตวิญญาณหนึ่งพันล้าน?!
ของล้ำค่านี้ไม่ใช่เล็กน้อย โดยเฉพาะยุคที่พลังฉีจิตวิญญาณกำลังขาดแคลน มีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณยิ่งมากเท่าไร นางอาจทำอะไรได้อีกหลายสิ่งหลายอย่าง
จากนั้นเซินเว่ยหยางเก็บของที่เพิ่งได้รับมาแล้ว จึงหันไปทางเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิง สายตาทอดมองไปที่เด็กหญิง “เจ้ามีวัตถุสำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักเหมันตอุดรเราเทิดทูนบูชาไว้กับตัว เราไม่อาจบังคับให้เจ้านำออกมาคืนในเวลานี้ แต่หวังว่าในอนาคตเจ้าจะส่งคืนให้กับเรา”
เยี่ยหลิงพยักหน้า “ถ้าข้าถอดออกมาได้เมื่อไร ข้าจะส่งคืนสำนักเหมันตอุดรทันทีเจ้าค่ะ”
อีกฝ่ายพยักหน้ารับจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
เยี่ยฉวนเมื่อเห็นดังนั้นจึงตั้งท่าจะพาน้องสาวกลับออกไปทันที ทว่าในตอนนั้นเองเยี่ยหลิงซึ่งเพิ่งนึกอะไรออก จึงชี้มือไปยังแม่เฒ่าเหลิ่งที่ยืนอยู่ถัดไป “ท่านพี่ ท่านยายเหลิ่งคนที่ดูแลข้าเป็นอย่างดีเลยเจ้าค่ะ!”
ชายหนุ่มก้มลงมองพลางใช้มือขยี้ผมบนศีรษะเยี่ยหลิงเบาๆ จากนั้นจึงดีดนิ้วออกไปและวงแหวนสัมภาระอีกห่อทะยานออกไปและตกลงเบื้องหน้าแม่เฒ่าเหลิ่ง
ภายในห่อบรรจุด้วยสุดยอดศิลาจิตวิญญาณ หนึ่ง-ร้อย-ล้าน ชิ้น!
สีหน้าของแม่เฒ่าแปรเปลี่ยน ด้วยสุดยอดศิลาจิตวิญญาณหนึ่งร้อยล้านชิ้นมิใช่ของด้อยด้วยมูลค่าสำหรับนาง ไม่สิ ต้องบอกว่าเทียบเท่ากองสมบัติเลยก็ว่าได้!
ขณะนั้นเองเยี่ยหลิงพูดเสียงดังมาจากที่ไม่ไกลกันนัก พลางโบกมือหยอยๆ ให้สตรีสูงวัย “ท่านยายเหลิ่ง ไว้ข้าและพี่ชายจะแวะมาเยี่ยมท่านนะเจ้าคะ!”
หลังจากนั้นสองพี่น้องจึงลับกายจากหอโถงแห่งนั้น
คนที่ยังอยู่ในหอโถง แม่เฒ่าเหลิ่งผ่อนลมหายใจ ข้อเท็จจริงนับตั้งแต่แรกนางเคยเป็นกังวลว่าวันหนึ่งสำนักเหมันตอุดรอาจไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดนได้
ถึงกระนั้นสิ่งที่นางเคยกังวลกลับเป็นจริงขึ้นแล้ว
ครั้งนี้ไม่เพียงสำนักเหมันตอุดรจะสูญเสียสุดยอดอัจฉริยะ ทว่ายังสูญสิ้นความเที่ยงธรรมและเกียรติภูมิ!
ภายนอกหอโถง
เยี่ยฉวนจูงมือเยี่ยหลิงเดินออกไป ขณะที่อีกฝ่ายบนใบหน้านั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสดใส
ระหว่างทางที่กำลังเดินนั้น เยี่ยหลิงเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านพี่ ถ้าสำนักเหมันตอุดรยอมต่อสู้กับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเพื่อให้ข้าอยู่ พี่ชายจะทิ้งให้ข้าอยู่ที่นั่นจริงหรือเจ้าคะ?”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะ “ถูก เพราะถ้าอยู่ที่สำนักเหมันตอุดร จะเป็นผลดีต่อเจ้ามากกว่าไงล่ะ”
ข้อเท็จจริงก็คือมีบางประโยคที่เยี่ยฉวนคิดในใจหากแต่ไม่ได้พูดออกมาก็คือ ถ้าสำนักเหมันตอุดรตัดสินใจต่อสู้กับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเพื่อรั้งตัวเยี่ยหลิงไว้ เขาจะยอมเดินออกไปเพื่อรับความเกลียดชังทั้งหมดไว้กับตัว เพื่อมิให้เยี่ยหลิงต้องเผชิญหน้ากับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน หรือกระทั่งสำนักเหมันตอุดร
ความจริงแล้วเขาอยากเห็นท่าทีของสำนักเหมันตอุดร
ท่าทีที่สำนักนั้นมีต่อเยี่ยหลิง
และเขาก็ผิดหวังจนได้……
เยี่ยฉวนตระหนักดีว่าถ้าเยี่ยหลิงอยู่ที่สำนักเหมันตอุดรต่อไปโดยไม่มีพี่ชาย ยากที่จะมั่นใจได้ว่าอีกหน่อยนางจะไม่ถูกสำนักเหมันตอุดรทอดทิ้ง
ชายหนุ่มทำท่าราวกับนึกขึ้นได้ เขาจึงก้มลงพูดน้องสาวว่า “เจ้านึกโทษว่าเป็นเพราะสำนักเหมันตอุดรบ้างหรือไม่?”
เยี่ยหลิงเงียบ เด็กหญิงก้มหน้าไม่ตอบในทันที ครู่หนึ่งต่อมานางจึงเงยหน้ามองเยี่ยฉวน “ท่านพี่โทษพวกเขางั้นหรือเจ้าคะ?”
ชายหนุ่มยกมือสัมผัสศีรษะเล็กๆ ของเยี่ยหลิงอย่างแผ่วเบา มุมปากยกยิ้มขณะตอบว่า “ข้าไม่โทษเขาหรอก จำไว้ไม่มีใครอยากเกิดมาแล้วต้องติดค้างคาใจกับผู้อื่น สำนักเหมันตอุดรไม่ได้ติดค้างอะไรข้า รวมทั้งเจ้าด้วย ถ้าพวกเขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเจ้าจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ข้าก็จะใช้ชีวิตที่เหลือแสดงความกตัญญูตอบแทนพวกเขา เจ้าเองก็ควรทำเช่นกัน หากพวกเขาไม่ยอมเสี่ยงก็จบ นี่เป็นเรื่องของเรา เราจึงต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเอง”
คนเป็นน้องได้ฟังแล้วก็พยักหน้า “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เอ่อ ท่านพี่เจ้าคะ บางครั้งข้าก็รู้สึกว่าท่านพี่พูดม้ากมาก แต่ถึงจะพูดมากข้าก็อยากได้ยินนะเจ้าคะ!”
เมื่อได้ฟังคนเป็นน้องพูด เยี่ยฉวนจึงเปล่งเสียงหัวเราะลั่น
เขารักน้องมากแต่ไม่ได้เอาอกเอาใจจนเคยตัว เพราะการเอาอกเอาใจหลายครั้งก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า
ทันใดนั้น สองพี่น้องพลันหยุดเดินกะทันหัน มองออกไปในระยะไกลปรากฏชายวัยกลางคนลอยตัวนิ่งอยู่บนท้องฟ้า และข้างชายคนดังกล่าวเป็นหนุ่มน้อยอ่อนวัยกว่า
เขาคือลู่เฟิงเจ้าเมืองอวิ๋นคงและคนหนุ่มน้อยคือลู่ซวนหมิง!
ด้านหลังคนทั้งสอง ยังมีชายชราอีกสามคน
ทั้งสามคนล้วนขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง ร่วมกับลู่เฟิงเท่ากับมีควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงทั้งสิ้นสี่คน
ยิ่งกว่านั้นบริเวณโดยรอบมีกลุ่มคนกระจายวงล้อมกว่าสิบคน คนเหล่านี้ขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพทั้งนั้น!
ในแผ่นดินชิงหายากนักที่จะมีการรวมกลุ่มเช่นนี้
ทว่าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นี่เป็นเพียงขั้นพลังที่มีให้เห็นดาษดื่นทั่วไปเท่านั้น
คนทั้งหมดหยุดอยู่กับที่ไม่ห่างคนสองพี่น้องนัก ลู่ซวนหมิงเขม้นมองเยี่ยฉวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ไอ้สารเลว เจ้าสินะที่ทำเรื่องชั่วๆ แบบนั้น!”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้ว สีหน้างงงวย “เรียกใครไอ้สารเลวนะ?”
“เจ้านั่นแหละ!”
ลู่ซานหมิงเข่นเขี้ยวกัดฟันพูดสีหน้าเหี้ยมเกรียม “ไอ้กระจอกสารเลว……”
โพล่งออกไปโดยไม่ทันคิด พลันก็ต้องชะงักนิ่ง เมื่อเริ่มเอะใจถึงความไม่ชอบมาพากล
ฝ่ายตรงข้าม เยี่ยฉวนผงกศีรษะหน้าเคร่ง “ไอ้กระจอกสารเลวนี่เองที่พูดกับข้า!”
เสียงเยี่ยหลิงซึ่งยกมือขึ้นป้องปาก หากก็ไม่สามารถระงับเสียงหัวเราะคิกดังเล็ดลอดออกมาจนได้
“ฮึ่ย!”
ลู่ซวนหมิงคำรามด้วยความโกรธ ก่อนพุ่งตรงเข้าหาเยี่ยฉวน
เมื่อเห็นลู่ซ่วนหมิงพุ่งออกไป สีหน้าของลู่เฟิงก็แปรเปลี่ยนสิ้นเชิง ตนเองนั้นตั้งท่าจะจู่โจมอยู่รอมร่อพลันสังเกตเห็นคนที่เพิ่งทะยานออกไปสะดุดหยุดกึกที่กลางทาง พร้อมกับที่กลางแสกหน้าปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งจิ้มปลายอยู่ระหว่างหัวคิ้ว
ลู่ซวนหมิงจ้องมองเยี่ยฉวนแววตาบ่งบอกว่าแทบไม่อยากเชื่อสายตา เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสภาพเช่นนี้……
ไม่ได้แม้แต่จะผลักพลังออกต่อสู้ด้วยซ้ำ
ลู่เฟิงจ้องหน้าเยี่ยฉวนนัยน์ตาทะลุเบ้า “ถ้าเจ้ากล้าลงมือ……”
ในตอนนั้นเอง คนจับด้ามกระบี่เพียงพลิกฝ่ามือ คมกระบี่พลันตวัดฟันลงไป
ฉัวะ!
แขนข้างหนึ่งของลู่ซ่วนหมิงขาดกระเด็นหวือออกไป พร้อมกันมีเสียงร้องลั่นอย่างกับควายถูกเชือดด้วยความเจ็บปวดตามมา
เยี่ยฉวนหันไปทางลู่เฟิง พลันเปล่งเสียงหัวเราะดังน่ากลัว “เจ้ากล้าวางแผนหวังใช้น้องข้าเป็นเครื่องมือ คงสะกดคำว่า ‘ตาย’ ไม่เป็นสินะ”
ว่าแล้ว คนพูดพลิกฝ่ามือสะบัดออกเป็นลูกคลื่นกระบี่
ฉัวะ!
ฉับพลันนั้นเองศีรษะของลู่ซวนหมิงก็ขาดกระเด็น ในเวลาเดียวกันเยี่ยฉวนตวัดกระบี่ฟันด้วยความว่องไว เพียงไม่นานร่างของศีรษะได้ถูกแยกจนกลายเป็นชิ้นส่วนย่อย และนำมาวางเรียงเป็นคำ ‘ตาย’
ชายหนุ่มตวัดกระบี่และหันไปทางลู่เฟิงขณะชี้ปลายกระบี่ใส่คนตรงหน้า “เขาเขียนแบบนี้ รู้หรือยัง?”



