Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 532

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 532 ข้าเอง เยี่ยฉวน!

C

สายตาของเยว่ฉีที่มองตรงมานั้นสงบนิ่งก็จริง ทว่าเยี่ยฉวนรับรู้ได้ถึงพลังกดดันที่พุ่งเข้ามา……

เซียนกระบี่……

นางคือเซียนกระบี่!

เยี่ยฉวนขยับปากพูดอุบอิบ “ที่จริงข้าสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์ระดับแท้จริงแล้วขอรับ”

เมื่อพูดออกไปแล้ว เขาจัดการปลดลมปราณขั้นผนึกยุทธ์ระดับแท้จริงเพื่อเป็นการยืนยัน

เยว่ฉีชำเลืองมองคนที่ยืนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า “ในเมื่อเจ้ามีพลังขั้นผนึกยุทธ์ระดับแท้จริง เหตุใดจึงต้องทำหลบๆ ซ่อนๆ?”

เยี่ยฉวนยิ้มแหย “ข้าเป็นคนเงียบๆ น่ะขอรับ”

เยว่ฉีส่ายหน้า “ไม่จริง ตอนที่มาชางเจี้ยนเจ้าไม่ได้มาอย่างเงียบๆ และยังแสดงเจตนารมณ์ชัดแจ้งว่าต้องการเข้าเป็นศิษย์สายตรง เพราะจะได้รับถ่ายทอดวิชาจากผู้อาวุโสของสำนัก ซึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่คนเงียบๆ เลยสักนิด”

ชายหนุ่มเหยียดมุมปากยิ้มฝืน การหลอกลวงครั้งนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว

สตรีตรงหน้าเห็นท่าจึงพูดตัดบททันที “เจ้าไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ งั้นรออยู่ที่นี่อย่าไปไหน เดี๋ยวข้าไปจะตามผู้คุมกฎมาพบเจ้า ทีนี้ไว้ค่อยไปแก้ตัวกับพวกเขาเอาเองก็แล้วกัน”

ว่าแล้วนางหันหลังและเดินจากไป

ทันใดนั้นเยี่ยฉวนรีบวิ่งเร็วจี๋ตามไปดักเยว่ฉี พลางยิ้มแหยอย่างสำนึกผิด “อาจารย์เยว่ เผอิญข้ากำลังลำบาก และไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีกับสำนักชางเจี้ยน อีกอย่างข้าไม่มีปัญญาจะไปทำอะไรที่เป็นภัยคุกคามสำนักชางเจี้ยนได้อยู่แล้ว ท่านว่าจริงไหม?”

เยว่ฉีมองชายหนุ่มด้วยสายตาแน่วนิ่ง “ลำบากยังไง?”

คนตรงหน้าอึกอัก และท้ายที่สุดจึงหลุดปากออกมา “ข้าถูกคนตามล่า”

สตรีจ้องเยี่ยฉวนไม่วางตา “เหตุใดจึงถูกคนตามล่า?”

เยี่ยฉวนหน้าเจื่อน “อาจารย์เยว่ เรื่องนั้นสำคัญด้วยหรือขอรับ?”

“แน่นอน”

เย่วฉีกล่าวต่อไปอีกว่า “ถ้าเจ้าถูกคนตามล่าเพราะก่อนหน้านี้ไปทำเลวร้ายไว้ก็สมควรแล้ว ถ้าเป็นเพราะถูกกลั่นแกล้งหรือเพราะความอยุติธรรม อันนั้นก็อีกเรื่อง”

ชายหนุ่มรีบตอบทันควัน “เป็นอย่างหลังขอรับ!”

เยว่ฉีถามอีก “ใครตามล่า?”

เยี่ยฉวนตอบว่า “คนที่มีขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงและยอดฝีมืออีกเพียบ!”

ได้ยินคำตอบ คนถามถึงกับนิ่วหน้า “ทำไมเจ้ายังไม่ตาย?”

อีกฝ่ายไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงเฉยเสียอย่างนั้น

เยว่ฉีเหลือบมองคนอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าขณะพูดกับคนตรงหน้าว่า “ถ้าเป็นความจริง เจ้าน่าจะตายสักพันครั้งแล้วกระมัง”

เยี่ยฉวนยิ้มเผล่ “โชคคงเข้าข้างข้า”

สตรีสั่นศีรษะ “เอาล่ะ ทุกคนล้วนมีเรื่องส่วนตัว ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่ได้ถูกตามล่าเพราะไปทำสิ่งที่เป็นภัยต่อโลก และตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักชางเจี้ยนแล้ว เช่นนั้นก็จงทำหน้าที่ของเจ้าต่อไปให้สำเร็จ”

พูดจบจึงหันหลังเดินกลับไป

ในตอนนั้นเองเยี่ยฉวนพูดขึ้นว่า “อาจารย์เยว่……”

เย่วฉีหยุดเดิน

เยี่ยฉวนเดินเข้าไปใกล้ เขามีสีหน้าลังเลเหมือนไม่แน่ใจก่อนโพล่งออกไป “ความจริง ข้ามีชื่อจริงว่าเยี่ยฉวน”

เมื่อหลุดปากออกไปแล้ว ชายหนุ่มเองถึงกับหน้าตื่นด้วยตนเองยังคาดไม่ถึง

“เยี่ยฉวน?”

เยว่ฉีผงกศีรษะนิดเดียว “รู้แล้ว”

หลังจากนั้น นางก็ออกเดินต่อไป

เยี่ยฉวนนิ่งงันอยู่กับที่และวิ่งตามไปดักหน้าเยว่ฉี ชายหนุ่มใช้นิ้วจิ้มไปที่อกเสื้อของตัวเอง “ข้าเอง เยี่ยฉวน!

สตรีขมวดคิ้ว “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าชื่อจริงว่าเยี่ยฉวน มีปัญหาอีกไหม?”

ชายหนุ่มกระแอมออกมาจากนั้นจึงพูดว่า “อาจารย์เยว่ ท่านไม่เคยได้ยินชื่อของข้ามาก่อนเลยงั้นหรือ?”

รอยย่นบริเวณหัวคิ้วของเยว่ฉีกดลึกลงกว่าเดิม “เจ้าเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังมากงั้นสิ?”

เยี่ยฉวนถึงคราวไปไม่เป็น

เยว่ฉีไม่ใส่ใจอีก จึงเดินเลี่ยงไปไม่นานนักร่างของสตรีก็หายลับไปในป่าไผ่

ทิ้งให้เยี่ยฉวนยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิมเป็นนาน จนผ่านไปพักใหญ่ที่สุดชายหนุ่มก็ส่ายหน้าและยิ้มกับตนเอง “เรานี่โคตรซื่อบื้อเลย”

ในที่สุดชายหนุ่มก็รู้แล้วว่าเหตุใดจึงยอมปริปากเผยความจริงในวินาทีสุดท้าย

จิตสำนึก!

หลายครั้งที่เราต้องทำตัวเป็นคนไร้ยางอาย ทว่าเฉพาะบางสถานการณ์มัวทู่ซี้ทำตัวไร้ยางอายก็ไม่ช่วยอะไร!

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย

เยี่ยฉวนยุติความคิดต่างๆ และหันมาตั้งใจฝึกกระบี่อสนีบาตต่อไป

ด้วยความที่เยี่ยฉวนมีกฎเต๋าแห่งสุญญากาศ จึงไม่เกิดอุปสรรคต่อการฝึกปราณแต่อย่างใด ถ้าใช้เพลงกระบี่อสนีบาตควบคู่ไปกับพลังชี่โกลาหล เชื่อได้เลยว่าพลังในการสังหารชนิดนี้จะเป็นที่สุดของความประหวั่นพรั่นพรึง

ณ เวลานี้คนที่เขาต้องการกำจัดมากที่สุดคือคนขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง!

ความภูมิใจ!

คิดแล้วชายหนุ่มถึงกับอดไม่ได้ทว่าผุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ด้วยความรู้สึกแอบภูมิใจเล็กๆ! ถึงอย่างไรเขาชอบความรู้สึกชนิดนี้อยู่ดี!

ภูมิใจในความเชื่อมั่นของตนเอง!

ตกค่ำของวันนั้นเยี่ยฉวนกลับเข้าไปในหอโถง เขาเดินเลยเข้าไปด้านในพลางถามออกไปว่า “อาจารย์ ท่านจะกินอาหารไหมขอรับ?”

“ไม่”

เสียงเยว่ฉีตอบกลับมา

เยี่ยฉวนพยักหน้าจากนั้นจึงเดินไปกางโต๊ะตัวหนึ่งออกมา บนโต๊ะมีกับข้าววางอยู่หลายจานล้วนปรุงจากวัตถุดิบที่หาได้ในป่าละแวกนั้น

หน้าตาน่ากิน!

น่ากินจริงๆ

ขณะที่เยี่ยฉวนเริ่มลงมือกินอาหาร เยว่ฉีเดินออกมาจากด้านในพอดี นางกวาดตามองชามอาหารที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะและหันมามองหน้าเยี่ยฉวน ราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง

ชายหนุ่มจะไม่เข้าใจอากัปกิริยาของอีกฝ่ายอย่างไรได้? เขาจึงรีบกระวีกระวาดลุกขึ้นและยื่นตะเกียบอีกคู่ให้กับคนที่เพิ่งเข้ามา พลางพูดยิ้มๆ “อาจารย์เยว่ เชิญกินข้าวขอรับ”

เยว่ฉีผงกศีรษะน้อยๆ เอื้อมมือไปรับตะเกียบและนั่งลงบนม้านั่ง นางมองอาหารต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะจนในที่สุดก็ตัดสินใจใช้ตะเกียบคีบเห็ดใส่ปากเคี้ยวช้าๆ ครู่ต่อมาคนกะพริบตาถี่ๆ พร้อมกับพยักหน้า “ฝีมือไม่เลวนี่”

จากนั้นก็คีบอีกชิ้นใส่ปาก

เมื่อเห็นเช่นนั้นเยี่ยฉวนฉีกยิ้มแก้มแทบปริ อย่างน้อยการมีสัมพันธภาพที่ดีกับเยว่ฉีย่อมเกิดประโยชน์ต่อตนเป็นอันมาก

ขณะนั้นสตรีเหลือบมองมาที่เขา “เจ้าก็กินด้วยกันสิ”

ชายหนุ่มยิ้มเผล่และฉวยตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารกินทันที

ทั้งสองนั่งกินอาหารด้วยกันเงียบๆ เพียงครู่เดียว อาหารบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยงทุกจาน

เห็นได้ชัดว่าเป็นเวลานานมาแล้วที่เยว่ฉีไม่ได้กินอาหารรสเลิศเช่นนี้

ชายหนุ่มวางตะเกียบลงบนโต๊ะ ขณะผุดลุกขึ้นจากที่นั่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะนึกอะไรออก จึงหันมาพูดกับเยี่ยฉวน “ต่อไปเจ้าเป็นคนทำกับข้าวก็แล้วกัน”

พูดจบก็หันหลังเดินหายเข้าหอโถงชั้นใน

เยี่ยฉวนอ้าปากค้าง

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจล้างจานแล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มต้นจากภายหอโถงเพื่อค้นหาเพลงกระบี่และวิธีบ่มเพาะพลังชี่ต่อไป

แม้ว่าตนจะเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ก็สามารถเก็บเกี่ยวความรู้ได้เยอะแยะ

ถึงกระนั้นยังตระหนักด้วยว่าไม่ควรศึกษาหาความรู้อยู่เพียงลำพังคนเดียว เขาต้องออกไปเรียนรู้และฝึกฝนกับคนที่มีพลังแข็งแกร่งด้วย เพียงเท่านี้น่าจะทำให้ขั้นพลังของตนพัฒนาขึ้นอีกมาก

นอกจากการค้นหาตำรับตำรา เขายังต้องทำหน้าที่อีกอย่าง……ทำกับข้าว

ดูเหมือนเยว่ฉีจะชื่นชอบกับข้าวทุกจานที่เขาทำมากเอาการ

เมื่อเป็นเช่นนี้บทสรุปจึงอยู่ที่ว่า ถ้าเยี่ยฉวนต้องการครองใจผู้เป็นอาจารย์ เขาต้องทำให้นางท้องอิ่มเข้าไว้!

ถึงชายหนุ่มจะต้องทำงานหนักหากรางวัลที่ได้ก็คุ้มค่า เขามักได้การชี้แนะจากเยว่ฉีแม้จะนานๆ ครั้งซึ่งนับว่ายังดี

เหตุการณ์ดำเนินไปตามปกติจนราวครึ่งเดือนต่อมา วันหนึ่งมีชายชราแปลกหน้าคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาบนยอดเขาอวิ่นเจี้ยน

เขายืนรออยู่ด้านนอกหอโถงก่อนค้อมกายแสดงคารวะ “อาจารย์เยว่ ท่านเจ้าสำนักมีบัญชา ให้ข้ามาแจ้งศิษย์สายตรงของท่านไปคอยที่ลานเฉิ่งเจี้ยนขอรับ”

คนข้างในเงียบไปเป็นครู่ จากนั้นจึงมีเสียงตอบออกมาว่า “รู้แล้ว”

ชายชราค้อมตัวลงต่ำก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม

เยว่ฉีเดินออกมาที่หอโถงชั้นนอก นางมองไปที่เยี่ยฉวนซึ่งกำลังขะมักเขม้นล้างภาชนะอยู่ที่นั่น “เจ้าลงไปที่ลานเฉิ่งเจี้ยน น่าจะมีด่านภารกิจเตรียมไว้สำหรับเจ้า”

ขณะที่พูดสตรีพลางสะบัดมือเบาๆ ครั้งหนึ่งพลันสุดยอดกระบี่แท้จริงเล่มหนึ่งปรากฏออกเบื้องหน้าเยี่ยฉวน “ให้ยืมสักเดี๋ยวก็ได้”

พูดเท่านั้น นางหันหลังเดินกลับเข้าหอโถงชั้นใน

ด่านภารกิจ?

เยี่ยฉวนชะงักงันอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ ด่านภารกิจเตรียมไว้งั้นหรือ?

ภายหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งชายหนุ่มค่อยรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อมาคิดได้ว่าในสถานการณ์ปกติทั่วไปสำนักชางเจี้ยนมักมีภารกิจเพื่อใช้ทดสอบศิษย์อยู่เสมอ วัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมในการเอาตัวรอดและผลสัมฤทธิ์ในการต่อสู้

ถ้าเขามัวแต่ฝึกอยู่ภายในสำนักโดยไม่ได้ออกไปผจญกับโลกภายนอก คงเป็นเพียงคนโง่ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย

พักใหญ่ต่อมาเยี่ยฉวนจึงฉวยกระบี่ที่อยู่ตรงหน้าและมุ่งหน้าไปยังลานเฉิ่งเจี้ยน

ลานเฉิ่งเจี้ยนนั้นเป็นยอดเขาที่แยกออกไปต่างหาก เป็นยอดเขาอีกแห่งที่สูงมาก โดยความสูงเป็นรองก็เพียงยอดเขาอวิ่นเจี้ยนเท่านั้น ที่บนยอดเขาปรากฏลานหินขนาดมหึมาเหนือลานหินมีกระบี่ขนาดใหญ่ยักษ์เล่มหนึ่งปักตรึงอยู่ตรงกลาง คะเนความสูงของกระบี่ยักษ์ราวสามสิบชุ่นเศษและความกว้างเก้าสิบชุ่นเศษ กระบี่ตั้งตรงสูงเสียดฟ้า!

เมื่อเยี่ยฉวนโผล่เข้าที่ลานเฉิ่งเจี้ยนจึงพบว่าที่นั่นมีคนรออยู่ก่อนหน้าสองคน หนึ่งชายและหนึ่งหญิง ทั้งคู่มีอายุไม่มากประมาณยี่สิบเศษได้

ชายสวมผ้าคลุมสีน้ำเงิน ในขณะที่หญิงสวมชุดยาวสีเขียวเข้ม ทั้งสองคนเหน็บกระบี่ไว้ด้านหลังคนละเล่ม

เมื่อเห็นคนที่เพิ่งมาถึง ทั้งสองคนหันมากระแทกกำปั้นกับฝ่ามือแสดงการทักทาย

ชายหนุ่มจึงแสดงการทักทายตอบ

ทุกคนคอยเงียบๆ ท่าทางใจจดใจจ่อโดยไม่พูดไม่จากันแม้แต่น้อย จนเยี่ยฉวนเริ่มรู้สึกเบื่อจึงขยับเข้าไปใกล้คนผู้ชาย “พี่ชายมีชื่อว่าอะไร?”

อีกฝ่ายเหลือบมองนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ไป๋หลี่อวิ๋น มาจากยอดเขาซวนเจี้ยน”

เยี่ยฉวนมีสีหน้าตกตะลึงทันทีที่ได้ยินชื่ออีกฝ่าย “ที่แท้เจ้าคือไป๋หลี่อวิ๋นศิษย์สำนักชางเจี้ยน!”

คนอีกฝ่ายสีหน้างุนงง “เจ้าเคยได้ยินชื่อของข้างั้นหรือ?”

เยี่ยฉวนตอบพลางหน้าเคร่ง “แน่ละซี! ข้าจะบอกพูดจริงๆ นะ ข้าเองถึงจะเพิ่งเข้าสำนักชางเจี้ยน ก่อนจะมาที่นี่ก็เคยได้ยินชื่อของเจ้าแล้ว ใครๆ เขารู้จักเจ้ากันทั้งนั้น!”

ไป๋หลี่อวิ๋นกระพริบตาปริบ “ข้าโด่งดังขนาดนั้นเชียวหรือ?”

เยี่ยฉวนเสียงเข้มจริงจัง “โด่งดังมาก คนเขารู้กันทั่วว่าเจ้าเป็นความหวังของสำนักชางเจี้ยนเราเลยทีเดียว!”

ไป๋หลี่อวิ๋นพูดเร็ว “เอาเถอะ……ถึงจะฟังสมเหตุสมผลก็ตามที ข้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ก็ควรอยู่เงียบๆ และอ่อนน้อมถ่อมตัวไว้ดีกว่า”

ชายหนุ่มถึงกับอึ้งไป

ตอนนั้นเองพลันไป๋หลี่อวิ๋นสาวเท้าขยับเข้ามาใกล้เยี่ยฉวนและถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “เออนี่ ว่าแต่คนข้างนอกเขาพูดถึงข้าว่าอย่างไรบ้าง?”

ขณะที่เยี่ยฉวนทำท่าจะพูดนั้นเอง พลันเสียงแห่งกระบี่ดังสนั่นขึ้นบนท้องฟ้ามาแต่ไกล ทันใดนั้นร่างสตรีผู้หนึ่งกำลังเหินกระบี่ปรากฏออกให้เห็นในระยะไกล

กระบี่ทะยานฝ่าอากาศตรงเข้ามาในบริเวณ ก่อนที่สตรีผู้เหินกระบี่จะลดระดับมาตรงด้านข้างลานหินเฉิ่งเจี้ยนอย่างพอเหมาะพอเจาะด้วยท่วงท่าสง่างาม

ภายหลังจากลงมาถึงพื้นอย่างงดงามแล้ว สตรีจึงได้กระโดดลงมาจากกระบี่และงอนิ้วมือทำท่าเกี่ยวออกไป พลันกระบี่สีเขียวกลับกลายเป็นแสงกระบี่พุ่งหายวับเข้าสู่กึ่งกลางหว่างคิ้วของหญิงสาวทันที

ผู้ที่เพิ่งมาเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยสะคราญคนหนึ่ง โดยเฉพาะรูปร่างอ้อนแอ้นอรชร ทำให้ผู้พบเห็นปรารถนาจะตระกองกอดไว้ในวงแขนสักครั้ง

“นางคือศิษย์พี่หลานอวี้”

เสียงไป๋หลี่อวิ๋นพูดจากด้านข้างดังมาเข้าหู “ศิษย์พี่หลานอวี้เป็นคนมีฝีมือฉกาจมากทีเดียว ว่ากันว่าอย่างมากนางใช้เวลาไม่เกินหนึ่งปีก็สำเร็จเป็นราชันย์กระบี่”

เยี่ยฉวนจึงรีบถามทันควัน “ไป๋หลี่ เจ้ากับนางพลังของใครเหนือกว่า?”

คนถูกถามมีสีหน้าลังเลนิดหน่อยก่อนตอบว่า “ถ้านางไม่ใช้อาวุธกระบี่ ฝีมือเราก็สูสีกัน”

เยี่ยฉวนนึกชังน้ำหน้าเจ้าหมอนี่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ มันสามารถแสดงความไร้ยางอายได้อย่างหน้าตาเฉย! ในตอนนั้นเองชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในบริเวณลานหินเฉิ่งเจี้ยน สายตาแลมองมาทางเยี่ยฉวนและคนอื่นๆ “พวกเจ้าทุกคนจงออกไปทำภารกิจ และต้องฟังคำสั่งของหลานอวี้ให้ความร่วมมือกับนางเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ ถ้าภารกิจลุล่วงไปด้วยดีจะมีรางวัลอย่างงาม ถ้าล้มเหลวเจ้าต้องถูกลงโทษ! เมื่อพร้อมแล้ว ไปได้!

หลังจากสิ้นเสียงประกาศ หลานอวี้ทะยานด้วยกระบี่เหินขึ้นสู่ท้องฟ้าและทะลุผ่านก้อนเมฆไปในพริบตา

สตรีอีกคนที่ยืนใกล้เยี่ยฉวนทะยานตามหลานอวี้ไปติดๆ ด้วยการเหินกระบี่ไปอีกคน เช่นเดียวกับไป๋หลี่อวิ๋น

ไม่นานนักทั้งสามก็หายเข้าก้อนเมฆไปหมดทุกคน

ถึงกระนั้น เยี่ยฉวนไม่ได้ขยับออกจากที่แต่อย่างใด

ชายชราหันมามองด้วยแววตาสงสัย “มีปัญหาอะไร?”

เยี่ยฉวนทำท่าอึกอักพลางคิดในใจว่า ‘ข้าก็มีปัญหาใหญ่จริงๆ นั่นแหละ……ก็ข้ายังไม่รู้เลยว่าเขาเหินกระบี่กันยังไงน่ะสิ!’

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!