บทที่ 538 ข้าเห็นหน้านางแล้ว รู้สึกไม่สบอารมณ์! (ปลาย)
ตูม! ตูม! ตูม!……
บนท้องฟ้าชายชราเสือกกระบี่แทงออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่าขณะเดียวกันตัวของเขาเองก็ต้องถอยร่นออกไปอย่างไม่มีหยุดด้วยเช่นกัน เวลานั้นเต็มไปด้วยพลังกระบี่ชี่กระจายทั่วทั้งแผ่นฟ้า!……
ไม่ไกลกันนัก มีเสียงของชายวัยกลางคนร้องห้ามปราม “ฉางเสวี้ยน เยว่ฉี หยุดเถอะ……”
อย่างไรก็ตามเยว่ฉีไม่มีทีท่าว่าจะรามือ ตรงกันข้ามนางกลับดุดันยิ่งขึ้น!
ทว่าเห็นได้ชัดว่าฉางเสวี้ยนไม่แกร่งกล้าเท่าฝ่ายสตรี เขาจึงผงะถอยห่างอย่างต่อเนื่อง
ส่วนคนที่เป็นฝ่ายผู้ดูอยู่ด้านล่าง เยี่ยฉวนมองด้วยความรู้สึกละลานตาไปกับการประมือของทั้งสอง
การปะทะของสองเซียนกระบี่!
เขาเคยได้เห็นฝีมือการต่อสู้ของสตรีลึกลับมาก่อนหน้านี้ ทว่าในชั่วพริบตานางเกือบสังหารคนทั้งหมดแล้ว.ฉะนั้นจึงเป็นการต่อสู้ที่ออกจะน่าเบื่อพอสมควร
ทว่าเหตุการณ์ต่อสู้ในขณะนี้ เป็นการต่อสู้ของสองเซียนทำให้เขาได้ประจักษ์ว่าวิชาเพลงกระบี่ของเซียนกระบี่นั้นสุดยอดอย่างไร!
วิชาเพลงกระบี่นั้นมิใช่สิ่งฉาบฉวย อย่างน้อยเท่าที่เห็นวิชาเพลงกระบี่ของคนทั้งสองใช้งานได้จริง! สำหรับเยว่ฉีเพลงกระบี่ของนางนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพลงกระบี่ทุกกระบวนท่ามีความเรียบง่าย หากก็ยากที่ฉางเสวี้ยนจะต้านทาน
การต่อสู้ดำเนินอยู่เป็นเวลานาน จากนั้นฉางเสวี้ยนกลับกลายเป็นแสงกระบี่ทะยานหนีและหายวับไปไกลสุดขอบฟ้าทันที
เขาต้องหนี!
บนท้องฟ้ามีเพียงเยว่ฉีลอยตัวอยู่กลางอากาศ นางมองดูครู่หนึ่งจึงหันกลับและตรงไปหาเยี่ยฉวน
เยว่ฉีเดินมาหยุดมองชายหนุ่มตรงหน้าและพูดว่า “กลับไปทำกับข้าวให้ข้ากินได้แล้ว!”
จากนั้นนางได้หมุนตัวหันหลัง จากนั้นจึงเหินกระบี่ทะยานขึ้นไปบนอากาศ เพียงชั่วพริบตาทั้งคนทั้งกระบี่หายวับไปที่เส้นขอบฟ้า
เยี่ยฉวนอ้าปากตอบไม่ทัน จึงได้ยิ้มแหยกับตัวเองพลางพึมพำเสียงอู้อี้ “ข้าเหินกระบี่เป็นเสียที่ไหน!”
ทันใดนั้นชายวัยกลางคนเดินเข้ามาใกล้และถามทันทีว่า “คนที่ชื่อเยี่ยฉวนพูดอะไรบ้าง?”
คนถูกถามนิ่งคิดนิดหนึ่งจึงตอบว่า “เขาพูดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนแน่ขอรับ”
สำนักผู้ตรวจการเขตแดน!
อีกฝ่ายนิ่งเงียบครุ่นคิด หัวคิ้วขมวดกดลึกกว่าเดิม
เห็นได้ชัดว่าสำนักชางเจี้ยนก็รู้สึกหวั่นเกรงต่อสำนักแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
ครู่ต่อมาชายวัยกลางคนหันมาพูดเสียงเบากับเขาว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว เจ้าอย่าได้แพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด”
พูดจบเขาหันหลังและกลับออกจากสถานที่ไปทันที
เยี่ยฉวนไม่ทันจะอ้าปากอีกตามเคย……
เขาเหินกระบี่ไม่เป็น!
ภายหลังจากสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์ก็ได้ทักษะเหินกระบี่ในช่วงระยะทางสั้นๆ ทว่าที่นี่อยู่ไกลออกขนาดนี้ มีหวังเหนื่อยตายกันพอดี
ทว่าขณะนั้น เมื่อไม่มีหนทางอื่น……
ในยามปกติอาจใช้เวลาเดินทางราวสองชั่วยามกว่าจะถึงสำนักชางเจี้ยน ทว่าเยี่ยฉวนใช้เวลาไปสี่ชั่วยามทีเดียว!
เมื่อเยี่ยฉวนกลับถึงยอดเขาอวิ่นเจี้ยน เยว่ฉีก็พาตัวเขาไปที่ยอดเขาชางเจี้ยนทันที
ยอดเขาชางเจี้ยนเป็นยอดเขาหลักของทั้งเจ็ดยอดเขา เป็นสถานที่หลักของสำนักชางเจี้ยน
ผู้ที่พำนักประจำอยู่บนยอดเขาชางเจี้ยนคือเฉินเป่ยฮั่น เจ้าสำนักชางเจี้ยนนั่นเอง
เมื่อเยี่ยฉวนตามการนำของเยว่ฉีเดินเข้าไปภายในคฤหาสน์บนยอดเขา ซึ่งขณะนั้นคนหลายคนมารวมตัวกัน รวมทั้งฉางเสวี้ยนและชายวัยกลางคน นอกจากนั้นก็มีไป๋หลี่อวิ๋น กู่เยว่และหลานอวี้ในสภาพดวงวิญญาณก็มาอยู่ที่นั่นด้วย
เมื่อเห็นเยี่ยฉวนโผล่เข้ามา สีหน้าและแววตาของหลานอวี้แสดงความโกรธขึ้งอย่างชัดเจน อีกทั้งฉางเสวี้ยนเหลือบมองชายหนุ่มอย่างไม่พอใจด้วยเช่นกัน
เสียงเยว่ฉีขณะเดินนำอยู่ข้างหน้าพูดให้ได้ยินว่า “ไม่ต้องกลัว อาจารย์ของนางทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
ชายหนุ่มได้แต่หุบปากด้วยไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน
อีกด้านหนึ่งไป๋หลี่อวิ๋นส่งรอยยิ้มมาทักทาย
ด้านกู่เยว่พยักหน้าทักทายเยี่ยฉวนมาด้วย
ชายหนุ่มตั้งท่าจะทักคนทั้งสองนั้นเอง เป็นจังหวะที่ชายวัยกลางคนทะยานออกมาจากระยะไกล คนที่เพิ่งมาสวมผ้าคลุมสีขาวและคาดเข็มขัดที่หัวเป็นรูปสิงโตทำด้วยหยกขาว ในมือข้างขวาถือขลุ่ย
ชายคนนี้มีนามว่าเฉินเป่ยฮั่น!
เจ้าสำนักชางเจี้ยน
เมื่อเห็นคนที่ว่า พลันสีหน้าเยี่ยฉวนกลับเคร่งขรึมขึ้นทันควัน
ด้วยประจักษ์ชัดว่าชายคนนี้พลังแข็งแกร่งเทียบเท่าผู้ทรงเกียรติลู่
นับว่าเป็นหนึ่งในคนที่มีพลังกล้าแกร่งที่สุดในโลกชิงฉาง!
เฉินเป่ยฮั่นก้าวตรงขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดก่อนหันมาพูดยิ้มๆ “เชิญนั่ง”
ทุกคนในที่นั้นแสดงคารวะ แม้แต่เยว่ฉีก็ค้อมกายแสดงคารวะต่อคนผู้นี้เช่นกัน
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เฉินเป่ยฮั่นเหลือบตามองมาทางเยี่ยฉวนซึ่งอยู่ด้านล่าง “เจ้าชื่ออานเยี่ย ใช่ไหม?”
ชายหนุ่มตอบ “ขอรับ ใต้เท้า”
เจ้าสำนักนิ่งมองเยี่ยฉวนด้วยสายตาพินิจพิจารณาอยู่ชั่วขณะ จึงเอ่ยยิ้มๆ “เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ที่ดูมีอนาคต”
จากนั้นจึงละสายตาหันไปกวาดตามองคนอื่นที่อยู่ในนั้น “ข้าได้รับรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว หลานอวี้เป็นศิษย์อาวุโส แต่ดื้อรั้น โง่เขลาและเห็นแก่ตัวดังนั้นจึงสมควรรับผลจากการกระทำของตนเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลานอวี้สีหน้าหมองคล้ำ ทว่าไม่กล้าโต้แย้งแต่อย่างใด พลันทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นและพูดว่า “ศิษย์ผิดเองเจ้าค่ะ”
เจ้าสำนักเฉิยเป่ยฮั่นหันไปมองฉางเสวี้ยน “เจ้าเป็นอาจารย์มีหน้าที่สั่งสอนศิษย์ ไม่เพียงสอนแต่วิชาความรู้ ทว่าควรสอนแนวทางประพฤติตัวให้ดีอย่าให้เกิดข้อครหา คนหนุ่มสาวเมื่อออกสู่โลกภายนอกและไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร พลาดพลั้งอาจเกิดความสูญเสียและอาจถึงแก่เสียชีวิต”
ฉางเสวี้ยนก้มหน้าคำนับน้อยๆ “ข้ารับทราบและเข้าใจชัดเจนแล้วว่าหลานอวี้ศิษย์ข้าทำไม่ถูก ทว่าที่ข้าขอให้ท่านมาในวันนี้ด้วยต้องการให้ช่วยชำระความให้ด้วยขอรับ”
ว่าแล้วก็ชำเลืองสายตาไปทางเยี่ยฉวน ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ชายคนนั้นที่จริงแล้วสามารถยับยั้งคนผมสีแดงก็ได้ ทว่ามันจงใจที่จะไม่ช่วยชีวิตหลานอวี้ คนเช่นนี้ไม่สมควรเป็นศิษย์ของสำนักชางเจี้ยน!”
เฉินเป่นฮั่นหันไปถามเยี่ยฉวนว่า “เจ้ามีความสามารถยับยั้งคนผู้นั้นแต่ไม่ทำ เพราะเหตุใด?”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ข้าเห็นหน้านางแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ขอรับ!”
ทุกคนในหอโถงนั้น……บัดนี้ราวกับเป็นใบ้



