บทที่ 556 ไม่ว่าสตรีคนไหน ไม่รอดปลายจวักของข้าได้สักคน! (ต้น)
วิ่งหนี!……
ขณะที่หมั่วซิ่วและพวกยืนตะลึงอยู่ตรงที่เดิม!……
เขาควรรีบหนีไปเสีย!
อันที่จริงไม่มีใครคาดคิดว่าเยี่ยฉวนจะหนีไปดื้อๆ เพราะเขามักทำทีว่าข้านี่แหละยอดฝีมือไร้เทียมทาน!
ยอดฝีมือหนีไปอย่างนี้ได้อย่างไร?
ทว่าปัญหาในเวลานี้คือเขาหนีไปแล้วนี่สิ!
ทั้งหมั่วซิ่วและผู้ติดตามตะลึงงงงันนิ่งขึงอยู่ที่เดินราวสองอึดใจเห็นจะได้ ทันใดนั้นชายชรารู้สึกตัวก่อนสีหน้าแปรเปลี่ยนเคียดขึ้ง “ตามไป!”
จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็หายวับไปจากสถานที่
ช่วงจังหวะนั้นชายชราเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่าง คำที่ว่า ‘ยอดฝีมือไร้เทียมทาน’ ณ ตอนนี้เห็นทีจะไม่ได้เรื่องเสียแล้ว!
ถูกหลอก!
พอคิดแบบนี้ ใบหน้าของหมั่วซิ่วยิ่งบิดเบี้ยวเหยเกหนัก
ในรอบหลายปีที่ผ่านมาครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาถูกคนหลอกจนเปื่อยขนาดนี้! น่าอับอายขายขี้หน้าที่สุดในชีวิต!
ในไม่ช้าพวกของหมั่วซิ่วซึ่งเร่งรีบออกจากคฤหาสน์จวนเจ้าเมืองจึงยังถึงถนนด้านนอก ถึงกระนั้นเมื่อออกที่ถนน สีหน้าของทุกคนกลับเผือดซีดลงทันที
ลมหายใจ!
คนทั้งหมดใช้วิธีไล่ตามรอยลมหายใจ ทว่ากลับไม่พบลมหายใจของเยี่ยฉวนเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นหลังจากที่ออกมาด้านนอกจวนเจ้าเมือง และมาอยู่ท่ามกลางชาวเมืองมากมาย กลายเป็นว่าทั้งกลุ่มพลัดหลงกับร่องรอยของลมหายใจของคนที่พวกตนกำลังติดตามแล้วอย่างสิ้นเชิง
ถ้าคนกลุ่มนี้คิดจะไล่ตามคนอย่างเยี่ยฉวนจริงละก็ พวกเขาคงต้องจับตามองไว้ตลอดอย่าให้คลาดสายตาอย่างเด็ดขาด!
ขณะที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้าประตูคฤหาสน์ หมั่วซิ่วใช้พลังจิตตรวจตราสำรวจไปรอบๆ ถึงกระนั้นก็ไม่พบอะไรเลย สีหน้าของคนเหี้ยมเกรียมลงอย่างเห็นได้ชัด
การที่มันระเห็จหนีไปอย่างนี้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าจริงๆ แล้วมันก็กลัวเหมือนกัน!
ถ้าคนผู้นั้นรู้จักกลัว อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาอาจไม่ใช่เซียนกระบี่แห่งโลกฉาง
ถ้าเขาไม่ใช่เซียนกระบี่แห่งโลกฉางแล้วเป็นใคร?
และซ่อนลมหายใจอย่างมิดเม้นเช่นนี้ได้อย่างไร?
ท่ามกลางกลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์เจ้าเมือง หมั่วซิ่วคิดหนักสีหน้าหมองคล้ำ จากนั้นเขาค่อยหันไปไปสั่งคนที่อยู่รอบๆ “กลับ!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง คนทั้งกลุ่มได้หายวับไปจากที่ในเวลาเดียวกัน
หลังจากที่คนกลุ่มนั้นคล้อยหลังไปได้ราวหนึ่งถ้วยชา ที่ประตูด้านหลังจวนเจ้าเมือง ชายคนหนึ่งกำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ
ที่แท้เป็นเยี่ยฉวน!
ความจริงเขามิได้หลีกลี้หนีไปอย่างที่เข้าใจ
ไม่กล้า!
ด้วยเมื่อใดที่เขาวิ่งหนีออกไปนอกเมือง ถ้าหลบหนี จะเป็นที่ถูกจับตามากกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้หมั่วซิ่วและพวกของมันหาเขาพบอย่างแน่นอน!
เพราะฉะนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่หนีอย่างเด็ดขาด เพียงแต่หาที่ซ่อนตัวหลบอยู่ใต้จมูกของหมั่วซิ่วและพวกของมันเท่านั้นเอง
พลังชี่โกลาหล!
เยี่ยฉวนเพิ่งจะมีโอกาสพิจารณาเกี่ยวกับพลังชี่โกลาหลก็ต่อเมื่อคราวนี้เอง เป็นพลังที่น่าหวาดกลัวไม่น้อยจริงๆ!
อีกทั้งพลังชี่โกลากลน่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้เป็นแน่!
คราวหน้าต้องหาเวลาพัฒนาเสริมสร้างพลังชนิดนี้บ้างแล้ว!
หลังจากพักความคิดทั้งหมดไว้ก่อนชั่วคราว พลันร่างของเยี่ยฉวนสั่นน้อยๆ ก่อนจะหายไปจากบริเวณคฤหาสน์เจ้าเมือง จากนั้นจึงตรงกลับไปยังสำนักชางเจี้ยนแทนการผ่านเข้าไปในเมืองอวิ๋นคง
บนยอดเขาจูชี จ้านเถี่ยกำลังพิจารณาวัตถุที่เรียกว่าหม้อต้มหว่านฉีอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาเหลือบมองเยี่ยฉวนขณะเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าสังหารเขาแล้ว!”
อีกฝ่ายพยักหน้า “ใช่ ขอรับ!”
คนถามผงกศีรษะ “ตามมา!”
ว่าแล้วเขาจึงเดินตามออกไป
เยี่ยฉวนรีบตามหลังไปติดๆ
หีบกระบี่ขั้นสวรรค์!
เพียงคิดถึงของสิ่งนี้ ชายหนุ่มก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้!
หลังจากนั้นไม่นาน จ้านเถี่ยเดินนำเยี่ยฉวนไปถึงบริเวณไหล่เขาของหุบเขาจูชี ที่นั่นเองชายหนุ่มจึงได้รู้ว่าที่แท้หุบเขาจูชีลูกนี้ตรงกลางมีลักษณะเป็นช่องกลวง!
ตรงที่ลาดไหล่เขา เยี่ยฉวนเห็นศิษย์ของยอดเขาจูชีหลายคนกำลังปฏิบัติกรรมวิธีขึ้นรูปอาวุธอย่างขะมักเขม้น
พลันศิษย์หลายคนเหลือบเห็น ต่างพากันหันมาแสดงคารวะจ้านเถี่ยทีละคนและเมื่อเห็นเยี่ยฉวน หลายสายตามองชายหนุ่มแปลกหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความฉงนสนเท่ห์
จ้านเถี่ยเดินนำหน้าชายหนุ่มลึกเข้าไปในไหล่เขา ซึ่งไม่มีศิษย์อยู่แถวนั้นแม้แต่คนเดียว
ที่นั่นจ้านเถี่ยโบกมือขวานิดหนึ่ง พลันหม้อต้มหว่านฉีปรากฏวางอยู่ยนแท่นทรงกลมที่พื้นเบื้องหน้า ชายวัยกลางคนหันมามองเยี่ยฉวน “เอาเลือดมา”
ชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนถามกลับ “เลือดอะไร ขอรับ?”
อีกฝ่ายตอบหน้าเฉย “เลือดเจ้าไงล่ะ ใช้เสริมพลังให้หม้อต้มหว่านฉี!”
เยี่ยฉวนสีหน้าลังเล ก่อนถามเสียงอ่อย “ต้องใช้สักเท่าไร……”
จ้านเถี่ยชำเลืองตามอง มุมปากบิดยกยิ้มน้อยๆ “อย่าห่วงเลย ไม่ถึงกับสูบเลือดเจ้าจนหมดตัวหรอกน่า ใช้แค่หยดเดียวเท่านั้น!”
หยดเดียว!
ชายหนุ่มจึงค่อยหัวเราะแหะๆ ออกมาจากนั้นจึงยื่นนิ้วชี้ออกไป โลหิตสีแดงค่อยซึมออกจากปลายนิ้วก่อนจะรวมตัวเป็นหยาดหยดลงสู่หม้อต้มหว่านฉีเบื้องล่าง
คนตรงข้ามเมื่อเห็นดังนั้น จึงหันมองหน้าและถามออกมาตรงๆ “เจ้าต้องการหีบกระบี่ที่มีพลังน่าสะพรึงกลัวใช่ไหม?”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะหงึก “ขอรับ! ยิ่งน่าสะพรึงกลัวเท่าไร ยิ่งดีเท่านั้น!”
จ้านเถี่ยกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด “หีบกระบี่แบบนั้นต้องประจุด้วยค่ายกลกระบี่จึงจะถือว่าครบเครื่อง ถึงแม้ข้าพอจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง ทว่าไม่เท่าศิษย์พี่กู่แห่งยอดเขาเจิ้นต่าว ถ้าเจ้าสามารถขอร้องให้เขาช่วยเหลือเจ้าเรื่องค่ายกลกระบี่ได้ พลังของอาวุธนี้อาจสูงถึงขั้นสวรรค์ชั้นยอดทีเดียว”
หุบเขาเจิ้นต่าว!
ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นคงนัก “ท่านอาจารย์กู่ผู้นี้เป็นคนใจดีไหมขอรับ?”
คนตอบหน้าตาเฉย “ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนขอร้อง”
ขึ้นอยู่กับใครขอร้อง……
ครานี้ชายหนุ่มถึงกับนิ่งอึ้ง พูดจริงหรือเปล่า! เยี่ยฉวนไม่รู้จักคุ้นเคยกับคนผู้นั้น เขาจะใจดียอมช่วยตนได้อย่างไร!
พลันต่อมาเขานึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบพูดกับอีกฝ่ายว่า “อาจารย์จ้าน ท่านพูดกับอาจารย์กู่ให้ช่วยข้าได้ไหม ขอรับ?”
จ้านเถี่ยแทบไม่คิดพลันปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ได้! ไปขอร้องอาจารย์เจ้าเอง!”
ว่าแล้วเขาหันไปทางหม้อต้มใบใหญ่ “เจ้ามีเวลาอีกสิบวัน ถ้าในสิบวันนี้ คนผู้นั้นไม่ยอมมาจัดการค่ายกลให้เจ้า ข้าจะจัดแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็แล้วกัน”
เยี่ยฉวนมุ่ยหน้า
พักใหญ่เยี่ยฉวนจึงอำลาลงจากหุบเขาจูชี แทนที่จะตรงไปหุบเขาเจิ้นต่าว ชายหนุ่มมุ่งหน้ากลับไปยังหุบเขาอวิ่นเจี้ยน
สองก้านธูปถัดมา เยี่ยฉวนจัดวางอาหารไว้จนเต็มโต๊ะ
ครู่หนึ่งเยว่ฉีจึงเดินออกมาจากด้านใน
หลังจากนั่งกินเงียบๆ ไปได้ครึ่งทาง เยี่ยฉวนซึ่งรอจังหวะอยู่รีบเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์จ้านเถี่ยรับปากว่าจะหล่อขึ้นรูปหีบกระบี่ขั้นสวรรค์ให้ข้าแล้วขอรับ แต่ข้าต้องการให้อาจารย์กู่ที่หุบเขาเจิ้นต่าวช่วยเหลือจัดการค่ายกลลงในหีบกระบี่ อาจารย์เยว่……”
ทันใดนั้นเยว่ฉีกระแทกตะเกียบวางลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนตวัดสายตามองเยี่ยฉวนและพูดว่า “อิ่มแล้ว!”
จากนั้นนางจึงลุกจากที่และกลับเข้าหอโถงชั้นในทันที
เยี่ยฉวนนั่งอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง!
หมายความว่าอย่างไร?
อาจารย์กู่บนหุบเขาเจิ้นต่าวเป็นปีศาจหรือยังไง? น่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ?



