บทที่ 573 คนต่ำช้าอย่างเจ้าน่ะ ตาเฒ่า!
พลันบรรยากาศภายในหอประชุมกลายเป็นเคร่งเครียดทันที
ขณะต่อมาเสียงคนเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลก็บอกกับคนที่โผล่เข้ามาว่า “เชิญเขาเข้ามา!”
ครู่เดียวผู้ที่มาเป็นชายชราคนหนึ่งปรากฏกายขึ้นภายในหอโถง
คนผู้นี้คือหมั่วซิ่ว
ชายชราเดินเข้ามาภายในเรือนพฤกษา สายตากวาดมองไปยังเยี่ยฉวน อีกฝ่ายจึงเหยียดมุมปากยิ้มน้อยๆ พลางทักทายว่า “หัวหน้าผู้อาวุโสหมั่วซิ่ว ไม่ได้เจอกันเสียนาน สบายดีหรือ?”
หมั่วซิ่วตอบเสียงกระด้าง “ข้าสบายดี แค่แปลกใจว่าเจ้ายังอยู่มาถึงบัดนี้ได้อย่างไร!”
เยี่ยฉวนแสร้งหัวเราะหึ “ข้าสบายดี สบายมาก!”
ชายชราสีหน้าเรียบเฉย “เรื่องที่ข้าเคยถาม เจ้ากลับไปคิดมาหรือยัง?”
“เรื่อง?” ชายหนุ่มสีหน้าสับสน ก่อนถามกลับว่า “เรื่องอะไรไม่ทราบ?”
หมั่วซิ่วหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย แววตาไม่สบอารมณ์ฉายวูบ “ดูเหมือนเจ้าไม่ได้ใส่ใจจะเก็บไปคิดเลยสินะ!”
พลันชายหนุ่มอีกฝ่ายแสร้งทำท่าว่านึกออก “อ๋อเรื่องที่เจ้าอยากให้ข้าไปเป็นว่าที่ผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดน งั้นหรือ?”
คนอื่นหันไปสบตากัน “……”
ชายชราไม่ตอบโต้ ได้แต่จ้องหน้าเยี่ยฉวนด้วยสายตาแน่แน่วอย่างเดิม
เยี่ยฉวนส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ “หัวหน้าผู้อาวุโสหมั่ว ข้าจะไม่พูดเยิ่นเย้อกับเจ้าก็แล้วกัน บอกตรงๆ ถึงแม้ข้าจะเข้าร่วมกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน สำนักของเจ้าจะยอมปล่อยข้าไปง่ายๆ งั้นหรือ? ไม่มีทาง พวกเจ้าไม่ปล่อยข้าแน่ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะสบายใจได้ก็ต่อเมื่อ คนเก่งๆ อย่างข้าถูกพวกเจ้าฆ่าตายแล้วเท่านั้น ใช่หรือไม่!”
หมั่วซิ่วจ้องหน้าคนพูดขณะที่นิ่งเงียบไปเป็นเนิ่นนาน ก่อนจะพูดกับอีกฝ่ายว่า “อย่าโง่ไปหน่อยเลย ตราบใดที่เจ้าเข้าร่วมกับเราด้วยความจริงใจ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนย่อมจะดูแลเจ้าอย่างดี!”
ชายหนุ่มปล่อยหัวเราะก๊าก “คงน่าขันพิลึกถ้าเชื่อคนต่ำช้าอย่างเจ้าน่ะ ตาเฒ่า!”
อีกฝ่ายนิ่วหน้าน้ำเสียงที่โต้กลับเย็นชายิ่ง “ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก”
ว่าแล้วเขาหันไปกล่าวกับผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลถัดไปอีกทางหนึ่ง “ผู้อาวุโส ท่านคงจะเข้าใจจุดประสงค์ที่ข้ามาในวันนี้แล้ว ตอนนี้สำนักชางเจี้ยนทำเรื่องชั่วช้าไว้มากมายและบาปที่ต้องสะสางหลายอย่าง พวกเราจะ……”
“เดี๋ยว!”
เยี่ยฉวนร้องขัดจังหวะ ขณะชายชราหมั่วซิ่วกำลังว่าฉอดๆ “หัวหน้าผู้อาวุโสหมั่ว พูดจาอะไรหัดคิดหน้าคิดหลังให้ดี! สำนักชางเจี้ยนมีบาปอะไรที่ต้องสะสาง?”
คนพูดหยุดครู่หนึ่ง ขณะเดินไปหยุดที่เบื้องหน้าหมั่วซิ่ว “พูดถึงบาปที่ต้องสะสาง เท่าที่เห็นในโลกชิงฉางใครจะกล้าเอาตัวเองไปเปรียบกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนของเจ้า? ถามหน่อยซิว่าแผ่นดินฉางหลานมีคนเท่าไร? สิ่งมีชีวิตอื่นอีกล่ะ? คนพวกนั้นกับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นต้องตายยังไง? บอกให้ก็ได้ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนของเจ้าเป็นคนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเขาไงล่ะ! แล้วตอนนี้ถามซิว่าสถานการณ์ของแผ่นดินชิงเป็นยังไงบ้าง? ไม่ใช่ว่าเจ้าเองก็รู้แก่ใจดีอยู่แล้วงั้นหรือ!”
หมั่วซิ่วจ้องเยี่ยฉวนตาไม่กะพริบราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “อยากรนหาที่ตายงั้นสิ?”
จากนั้นชายชราตั้งท่าเตรียมจะออกปะทะทันที
เยี่ยฉวนยามนี้เขาปราศจากสิ้นซึ่งความกลัว เขาเผยฝ่ามือพลันปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งกลางฝ่ามือ
ทันใดนั้นผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลยับยั้งด้วยเสียงตวาดลั่น “เดี๋ยวก่อน!”
ชายชราชะงักหยุด และหันไปมองผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาล ซึ่งนางพูดเสียงแข็งมาอีกว่า “หยุดก่อนเจ้าทั้งสอง ที่นี่ไม่ใช่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนหรือสำนักชางเจี้ยน!”
เยี่ยฉวนหัวเราะออกมาทันที “จริงด้วย!”
ว่าแล้วชายหนุ่มจึงขยับออกไปอยู่อีกด้าน
เวลานั้นหมั่วซิ่วจึงฉวยโอกาสพูดขึ้นทันที “ผู้อาวุโส สำนักผู้ตรวจการเขตแดนอยากขอเชิญสำนักเวทย์บรรพกาลมาเป็นแนวร่วมกับสำนักเราด้วยความจริงใจ! ครั้งนี้เรามาด้วยใจจริงอย่างยิ่ง ไม่เพียงก่อนหน้าที่พวกเราค้นพบดินแดนอันอุดมไปด้วยพลังชี่ซึ่งจะนำมามอบให้ท่านเท่านั้น ทว่าทางเรายังเตรียมการมอบเส้นโลหิตแห่งจิตวิญญาณขั้นหยกให้แก่สำนักท่านด้วย และนับจากนี้ไปเป็นเวลานับสิบปีสำนักเวทย์บรรพกาลจะไม่ต้องกังวลเรื่องพลังชี่จิตวิญญาณขาดแคลนอีกเลย”
เมื่อได้ยินคนตรงหน้ากล่าวเช่นนั้น ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลมีทีท่าว่าสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
สำนักเวทย์บรรพกาลเองกำลังประสบปัญหาใหญ่ยิ่ง ณ เวลานี้ จากการที่พลังชี่จิตวิญญาณในสถานที่ที่เคยเป็นดินแดนของตนเองเริ่มอับเฉาโรยรา จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาจึงหันมาสนใจสำนักชางเจี้ยน โดยหวังว่าจะได้ออกจากหุบเขาแห่งนี้และไปหาสถานที่ที่อุดมไปด้วยทรัพย์สินล้ำค่าแห่งอื่นบ้าง!
และตอนนี้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนกำลังยื่นข้อเสนอในสิ่งที่พวกเขาปรารถนา!
คนที่ยืนฟังอยู่ในที่ถัดไป ใบหน้าของเยี่ยฉวนหมองลงอย่างถนัดตา
ขณะนั้นหมั่วซิ่วรีบกล่าวสำทับมาอีกว่า “พูดตามตรงนอกจากสำนักเวทย์บรรพกาล ยังมีกองกำลังอื่นๆ ไหนจะพวกตระกูลใหญ่ในโลกชิงฉางที่แสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจนว่าเลือกข้างสำนักผู้ตรวจการเขตแดน แม้สำนักเราจะมีความทะเยอทะยาน ข้าก็มั่นใจว่าทัศนคติของพวกเราเปิดกว้างและอดทนพร้อมที่จะยอมรับฟังผู้อื่น โลกชิงฉางใบนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก ยังมีสถานที่อีกเยอะแยะเพียงพอที่จะรองรับผู้คนตั้งมากมาย แน่ล่ะ……”
คนหยุดชะงักขณะชำเลืองมองเยี่ยฉวนอีกด้านหนึ่งด้วยสายตาเป็นประกายเย็นเยียบ “แน่ล่ะ กับคนบางคนเราไม่จำเป็นต้องอดทนด้วย!”
ชายหนุ่มบิดมุมปากยกยิ้มและหันไปเผชิญหน้าพูดกับผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลตรงๆ “ผู้อาวุโส ในเมื่อหัวหน้าผู้อาวุโสหมั่วพูดออกมาชัดเจนแล้วอย่างนี้ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก ผู้อาวุโสและหัวหน้าผู้อาวุโส เชิญพวกท่านหารือกันตามสบาย!”
สตรีผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลมองคนพูดนิ่งนาน ครู่ต่อมานางจึงหันไปตั้งคำถามกับหมั่วซิ่วว่า “หัวหน้าผู้อาวุโส ดินแดนขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ท่านพูดถึงมันอยู่ที่ไหน?”
หมั่วซิ่วตอบเจือเสียงหัวเราะ “ที่หนานซาน เป็นดินแดนในกรรมสิทธิ์ของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนมาตั้งแต่แรก ใต้พื้นดินอุดมไปด้วยเส้นโลหิตแห่งจิตวิญญาณขั้นหยก เมื่อสำนักเวทย์บรรพกาลอพยพออกจากที่นี่แล้ว พวกท่านย้ายไปอยู่ที่นั่นได้ทันที อีกอย่างเรื่องอะไรก็แล้วแต่ของสำนักเวทย์บรรพกาลจะถือเป็นธุระของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนด้วย!”
จากนั้นเหตุการณ์ในเรือนพฤกษา บรรดาหัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลหันหน้าเข้าหารือกันอย่างเคร่งเครียด ผ่านไปครู่หนึ่งผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงขรึม “หัวหน้าผู้อาวุโสหมั่ว ท่านหมายความตามที่พูดจริงใช่ไหม?”
หมั่วซิ่วหัวเราะร่า “แน่นอน! อย่างไรก็ตามข้ามีข้อแลกเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ!”
ว่าแล้วคนพูดหันไปทางเยี่ยฉวน “คนผู้นี้เป็นศัตรูของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนและตอนนี้มันอยู่ที่นี่ ข้าขอให้พวกท่านร่วมมือกับข้ากำจัดมัน หวังว่าคงไม่ขัดข้อง!”
เมื่อได้ยินวาจาของชายชรา เด็กน้อยเว่ยหยางเทียนขยับเข้าไปยืนข้างเยี่ยฉวน แววตาไม่เป็นมิตรจ้องเขม็งไปยังหมั่วซิ่ว!
เห็นดังนั้นแล้ว สตรีผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลหน้าเจื่อนด้วยความละอายใจเป็นอย่างมาก
สังหารเยี่ยฉวน!
ย่อมหมายความว่าฝ่ายนี้ต้องแตกหักกับสำนักชางเจี้ยนด้วย!
ไม่เพียงแตกหักธรรมดา ทว่าเท่ากับทั้งสองฝ่ายได้สาบานเป็นศัตรูกันไปตลอดกาล!
บรรยากาศภายในเรือนพฤษภาเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ฝ่ายเยี่ยฉวนได้แต่ยืนยิ้ม หากยังหุบปากเงียบ
ขณะนั้นเอง หมั่วซิ่วดูท่าจะอดรนทนไม่ไหวถามขึ้น “ทำไม หรือว่าผู้อาวุโสมีทางอื่น?”
สีหน้าของผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลหมองหม่นนัก นางเข้าใจเจตนาของหมั่วซิ่ว ชายชราจงใจจะให้นางแสดงความคิดความเห็นของตนเองออกมาอย่างชัดเจน!
ถ้าอยากได้อย่างหนึ่ง ก็ต้องยอมเสียอย่างหนึ่ง!
ทันใดนั้นท่ามกลางความเงียบนิ่ง หัวหน้าผู้อาวุโสสำนักเวทย์บรรพกาลคนหนึ่งพูดว่า “ผู้อาวุโส รีบตัดสินใจเถอะ!”
จากนั้นหัวหน้าผู้อาวุโสคนอื่นของสำนักเวทย์บรรพกาลพากันพยักหน้าเป็นเชิงเห็นชอบ ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาตัดสินใจแล้วโดยปริยาย!
ต่อมาสตรีผู้อาวุโสแห่งเวทย์บรรพกาลมองไปยังเว่ยหยางเทียนที่ยืนแอบอยู่ข้างเยี่ยฉวน “มาหาข้า!”
เด็กหญิงส่ายหน้า อีกทั้งยังคว้ามือของชายหนุ่มไปจับไว้จนแน่น
ถึงแม้นางจะยังเด็ก ทว่าก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้!
เมื่อเป็นเช่นนั้น พลันต่อมานั้นเองสตรีผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลกล่าวเสียงเฉียบขาดว่า “อย่าให้เด็กเป็นอันตราย นางมีคุณมหาศาลต่อสำนักเวทย์บรรพกาล!”
จากนั้นกลุ่มหัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลได้กระจายกำลังกันเข้าล้อมเยี่ยฉวน!
คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงทั้งสิ้น!
แน่ชัดว่าพวกเขาทำการตัดสินใจแล้ว!
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลประโยคนั้น ชายชราหมั่วซิ่วถึงกับเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น สายตาที่มองเยี่ยฉวนฉายความสะใจ “เยี่ยฉวน เจ้าเห็นหรือยัง? ไม่ว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนอยากทำอยากได้อะไร อำนาจทั้งหลายในโลกชิงฉางพร้อมที่จะเป็นแนวร่วมให้เราเสมอ!”
คนพูดพลางเหลือบมองไปทางด้านผู้อาวุโสแห่งสำนักเวทย์บรรพกาล “ผู้อาวุโส เชิญลงมือ!”
สตรีผู้อาวุโสจ้องมองเยี่ยฉวนแน่วนิ่ง “ข้าต้องการเลือกที่จะอยู่ข้างสำนักผู้ตรวจการเขตแดนมากกว่าเลือกอยู่ข้างสำนักชางเจี้ยน!”
จากนั้นคนทำท่าจะเข้าจู่โจม พลันชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบา “ผู้อาวุโส ท่านคิดใหม่ก็ยังทันขอรับ!”
อีกฝ่ายสีหน้าเย็นเยียบ “ข้าคิดรอบคอบแล้ว! ฆ่ามัน!”
สิ้นคำพูด ฉับพลันนั้นพลังบีบบดหลายสิบพลังพุ่งวาบเข้าโอบล้อมร่างของเยี่ยฉวนไว้ทั้งร่าง
ชายหนุ่มเหยียดมุมปากยิ้ม จากนั้นก็หมุนตัวกลับหันไปทำท่าคารวะออกไปทางด้านนอกเรือนพฤกษา “ผู้อาวุโสข้าบอกท่านแล้ว! คนตายก็เหมือนการดับไฟ แหวนของท่านไม่ได้ผลเสียแล้วขอรับ!”
ขาดคำของเยี่ยฉวน ทางด้านนอกเรือนพฤกษาปรากฏสตรีสวมชุดสีแดงชาดค่อยตรงมาช้าๆ



