บทที่ 579 ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว!
หลังจากครึ่งชั่วยามผ่านไป เยี่ยฉวนก็ไปจากยอดเขาจูชี
ในหอคอยแห่งเรือนจำนั้นเองก็มีกระบี่บินอยู่ เมื่อรวมกับกระบี่จิ่งหงที่จ้านเถี่ยเคยสร้างให้ก่อนหน้านี้ รวมแล้วชายหนุ่มมีกระบี่บินทั้งหมดสองเล่ม!
พวกมันล้วนเป็นขั้นสวรรค์ทั้งสิ้น!
ตอนนี้เขาไม่เกรงกลัวเหล่าผู้แกร่งกล้าในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงแล้ว!
ยอดเยี่ยม!
ด้วยเหตุนี้ เยี่ยฉวนจึงไปจากสำนักชางเจี้ยนได้อย่างพึงพอใจ แต่เขาไม่ได้ตามหาลู่ป้านจวง หลิงฮั่น และคนอื่นๆ ตอนนี้ชายหนุ่มคงทำให้ใครต่อใครที่ตนกำลังจะไปพบลำบากทั้งกายและใจ
กระนั้นแทนที่จะกลับไปแผ่นดินชิงในทันที เขาไปที่เมืองโบราณแทน ซึ่งนามว่าเมืองอัปสรเมรัย
สำนักงานใหญ่ของสำนักอัปสรเมรัยอยู่ที่นี่!
สำนักอัปสรเมรัยไม่ได้ถูกลงเป็นกองกำลังพิเศษในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง แต่ไม่มีผู้ใดอาจหาญพอจะประเมินค่าพวกเขาต่ำ
เหตุเพราะพวกเขามีเงิน!
ร่ำรวยอย่างมาก!
เมื่อมีเงินมากพอ มันก็จะมีประโยชน์อย่างมาก ตัวอย่างเช่น สามารถขอผู้ช่ำชองจากนอกพื้นที่ได้ และสถานศึกษาฉางมู่ก็เคยทำสิ่งนี้มาแล้ว
แต่สินบนก็มากโข กองกำลังธรรมดาคงไม่มีกำลังจ่ายเลยด้วยซ้ำ!
เยี่ยฉวนมาเยือนสำนักอัปสรเมรัยและแสดงแผ่นป้ายแขกสำคัญในทันที ไม่นานนักชายชราก็มาหาเยี่ยฉวน
เยี่ยฉวนเคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน เขาคือจ้าวหอชั้นสาม!
เมื่อเห็นเยี่ยฉวนจ้าวหอชั้นสามก็ยิ้ม “ไม่ได้พบกันนาน เจ้าเป็นราชันย์กระบี่ไปเสียแล้ว”
แล้วเขาก็หยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อาจารย์ของเจ้าสบายดีหรือไม่?”
เยี่ยฉวนหัวเราะ “ขอรับ!”
สตรีลึกลับคงสบายดี ใครจะอาจหาญไปยุ่งกับนาง
จ้าวหอชั้นสามผายมือของเขา “เชิญนั่ง”
เยี่ยฉวนทำตัวสบายๆ เมื่อนั่งลงแล้ว เขาก็จิบชาและกล่าวออกมา “ท่านจ้าวหอชั้นสาม ข้ามาที่นี่เพื่อขายบางอย่างให้ท่าน”
จ้าวหอชั้นสามยิ้ม “ย่อมได้ ไม่มีปัญหา!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะแล้วเอาทุกอย่างออกมา
มหาศาลยิ่งนัก!
สิ่งเหล่านี้คือของรางวัลของเขาที่ได้มาในช่วงนี้ ยกเว้นสมบัติขั้นสวรรค์ สิ่งอื่นนั้นไร้ประโยชน์ทั้งยังกินเนื้อที่ในวงแหวนสัมภาระอย่างมาก ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงตัดสินใจที่จะขายทั้งหมด
จ้าวหอชั้นสามจ้องมองไปที่สิ่งต่างๆ ด้านหน้าตน สลับกับมองไปที่เยี่ยฉวน ดวงตาเขาดูแปลกใจชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้ถูกแย่งชิงมาด้วยน้ำมือชายที่อยู่ตรงหน้า
มีอาวุธเวทย์มากมายนัก!
เยี่ยฉวนหัวเราะ “ทั้งหมดนี้ได้ราคาเท่าไหร่หรือ?”
คนถูกถามมองไปที่สิ่งเหล่านั้น “สิ่งเหล่านี้ไม่มีค่ามากนัก ราวหนึ่งพันล้านสุดยอดศิลาจิตวิญญาณ เจ้ามีของดีอะไรหรือไม่?”
เยี่ยฉวนฉีกยิ้ม “ไม่ขอรับ ข้ายากจนข้นแค้นยิ่งนัก!”
จ้าวหอชั้นสามส่ายศีรษะแล้วยิ้ม “หากเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้ราคาดีแก่เจ้า ข้าให้สองพันล้าน และของทั้งหมดนี่เป็นของข้าทั้งหมด!”
เยี่ยฉวนลังเลแล้วกล่าว “ไม่ใช่ว่านี่เป็นการเสียเปรียบกับท่านหรือ?”
อีกฝ่ายหัวเราะ “หนึ่งพันห้าร้อยล้าน! เพียงเท่านั้นพอ”
มันเป็นการดีกว่าที่จะไม่ตักตวงผลประโยชน์ และหลังจากรับประโยชน์มามากมาย คงไม่มีผู้ใดต้องการจะเป็นมิตรกับเขา
เจ้าหอชั้นสามไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเบนนิ้วและชี้ไป และแหวนสัมภาระก็ลอยไปตรงหน้าของเยี่ยฉวน
เยี่ยฉวนแทบไม่ได้มอง เขาเก็บแหวนสัมภาระไป จากนั้นก็ลุกยืนและคำนับ “จ้าวหอชั้นสาม ข้าขอลา!”
จ้าวหอชั้นสามหัวเราะ “ดูแลตัวเองด้วย!”
เยี่ยฉวนหันหลังและจากไป
หลังจากที่เยี่ยฉวนไปแล้ว จ้าวหอชั้นสามยังคงเงียบไปเป็นเวลานาน จากนั้นเขาก็หันกลับและเดินกลับไปส่วนในของหอ ส่วนในของหอมีกระจกสีดำอยู่
จ้าวหอชั้นสามเดินไปที่กระจกสีดำนั่นและคำนับน้อยๆ “ท่านจ้าวหอ ข้าหารู้ไม่ว่าท่านได้ทำการตัดสินใจแล้วหรือไม่?”
สักพักหนึ่งก็มีเสียงออกมาจากมัน “เจ้าตื่นเต้นกับรางวัลที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนเสนอหรือ?”
จ้าวหอชั้นสามยิ้มอย่างขมขื่น “ขอรับ! รางวัลที่พวกเขาเสนอมันล่อตาล่อใจอย่างมาก กระนั้นข้าก็ยังสองจิตสองใจ!”
“เหตุใดจึงลังเล?” ชายในกระจกเอ่ยถาม
จ้าวหอชั้นสามครุ่นคิดแล้วตอบกลับ “คนหนุ่มผู้นั้นไม่ธรรมดา หากบุคคลผู้นี้ยังคงพัฒนาต่อไป มันคงเป็นการยาก ที่จะรับรองได้ว่าเขาจะไม่กลายเป็นจ้าวแห่งกระบี่คนที่สองแห่งโลกชิงฉาง นอกจากนี้สำนักอัปสรเมรัยของพวกเราก็มีความสัมพันธ์อันดีกับเขา หากตอนนี้เราร่วมมือกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาจะเสียเปล่า!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงจากกระจกดังขึ้นอีกครั้ง “พวกเราจะไม่ให้การช่วยเหลือฝั่งใดทั้งสิ้น สำหรับเรื่องธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสำนักผู้ตรวจการเขตแดนหรือคนหนุ่มนั่น ตราบเท่าที่พวกเขามาหาเรา พวกเราจะทำธุรกิจกับพวกเขา ส่วนที่เหลือ พวกเราอย่าได้ไปแส่! หากผู้ทรงเกียรติลู่มาเยือนอีกครั้ง บอกกับเขาว่านี่เป็นคำสั่งของข้า เขาจะต้องเข้าใจ!”
จ้าวหอชั้นสามคำนับน้อยๆ “ขอรับ!”
หลังจากนั้น เขากำลังจะหันและเดินจากไป ฉับพลันเสียงจากกระจกก็ดังขึ้นมาอีก “สำหรับเจ้าหนุ่มนั่น หากเจ้าทำได้จงช่วยเหลือเขาอย่างลับๆ หากแต่ห้ามเผยตนเอง”
จ้าวหอชั้นสามนิ่งเงียบไปครู่แล้วพยักหน้ารับ “ขอรับ!”
จากนั้นเขาก็หันกลับและจากไป
หลังออกมาจากสำนักอัปสรเมรัย เยี่ยฉวนก็ไม่อยู่เฉยและตรงกลับไปที่แผ่นดินชิงทันที!
ครั้งนี้เขาไม่ได้นั่งยานเมฆา หากแต่ท่องกระบี่ไป!
เหตุเพราะเขามีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณเพียงพอ!
ตอนนี้เจ้าตัวมีราวๆ หนึ่งหมื่นล้านสุดยอดศิลาจิตวิญญาณในหอคอยแห่งเรือนจำ!
หนึ่งหมื่นล้าน!
จำนวนนี้มากมายถึงเพียงไหน!
มากไปกว่านั้นยังมีสมบัติขั้นสวรรค์อีกบานตะไท!
ครั้งนี้ที่กลับไปยังแผ่นดินชิง เขาได้นำความมั่งคั่งกลับบ้านอย่างมากมายจริงๆ!
แผ่นดินชิง
ณ ปัจจุบัน แผ่นดินชิงอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พลังชี่แห่งจิตวิญญาณในหลายๆ ที่เหือดแห้งลง แผ่นดินดูแห้งแล้งอย่างถึงที่สุด
ความวุ่นวายในแผ่นดินชิงจริงๆ แล้วไม่ได้เกิดขึ้นจากการเหือดแห้งของพลังชี่แห่งจิตวิญญาณและการรุกรานของศัตรูต่างถิ่น แต่มีการก่อความไม่สงบในเมืองอีกด้วย!
เมื่อหายนะมาถึง ผู้คนทั้งหลายล้วนคิดถึงตนเองก่อน ตราบเท่าที่พวกเขาไม่ประสบปัญหา ก็จะไม่มีผู้ใดใส่ใจชีวิตของผู้อื่น!
สถาบันศึกษาฉางหลานที่เคยต่อสู้เพื่อแผ่นดินชิงได้สาบสูญไป ผู้คนเริ่มคะนึงหาสถาบันศึกษาฉางหลาน!
เหตุเพราะครั้นสถาบันศึกษาฉางหลานยังดำรงอยู่และเยี่ยฉวนก็ยังอยู่ที่นั่น แผ่นดินชิงนั้นอยู่ในกฎระเบียบ หากแต่ในเวลานี้ ขอเพียงมีพลังอำนาจ จะทำสิ่งใดก็ได้ตามที่ต้องการในแผ่นดินชิง
พลังชี่แห่งจิตวิญญาณในแผ่นดินชิงเริ่มลดน้อยลงไปทุกที เหล่าชนที่มีความแข็งแกร่งและมีความสามารถเริ่มลี้หนี้จากแผ่นดินชิงไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง
ไม่มีศิษย์คนใดของสถาบันศึกษาฉางหลานหลงเหลือ
พวกเขาเพียงกำลังเฝ้าคอยอย่างลับๆ
เฝ้ารอให้เยี่ยฉวนปรากฏกาย!
แคว้นหนิง
เหตุเพราะเยี่ยฉวน จึงไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ผู้ใดจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลางรุกรานแคว้นหนิง เหตุผลหลักๆ คือพวกเขาไม่อาจหาญพอ แต่ก็ยังคงมีข้อยกเว้น…
…ยังมีกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลางใจกล้า มารุกล้ำป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณวังหลวงของแคว้นหนิงอยู่
ผู้นำกลุ่มในครั้งนี้คือชายผู้มีแผลเป็น บนใบหน้าด้านซ้ายนั้นมีรอยแผลที่ดูคล้ายรูปร่างตะขาบพาดยาวอยู่ ดูน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
ด้านหลังของเขามีผู้คนอีกกว่ายี่สิบคน
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอยู่ขั้นผสานเทพ
ในเวลานั้นเอง ชายชราที่อยู่ด้านข้างชายมีแผลเป็นกล่าว “แคว้นหนิงเป็นอาณาเขตเยี่ยฉวน!”
คนเจ้าของแผลเป็นยิ้มเยาะ “เยี่ยฉวน? ข้าได้ข่าวว่าเยี่ยฉวนได้ลี้หนีไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลางแล้ว นอกจากนี้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนยังคงไล่ล่ามันอยู่ มันไม่อาจหาญพอจะเผยกาย”
ชายชราทำหน้านิ่ว “ท่านพี่หลี ข้าคิดว่าพวกเราไม่สมควรจะยั่วยุเยี่ยฉวน โดยเฉพาะตอนที่เขายังคงมีชีวิตอยู่”
ชายมีแผลเป็นกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ในแผ่นดินชิง สถานที่ส่วนใหญ่ถูกยึดครองโดยสำนักมารอสูรและสำนักมารโลหิต พวกมันได้พื้นที่ส่วนใหญ่มาไว้ในมือแล้ว …แคว้นหนิงและอาณาจักรต้าอวิ๋นนั้นรุ่งเรือง สำหรับเหลียนว่านลี่แห่งอาณาจักรต้าอวิ๋น นางนั้นแข็งแกร่งยิ่งนักจนจะเป็นการสูญเสียมากไปที่จะปล้นพวกนั้น ตอนนี้มีเพียงแคว้นหนิงที่เหลืออยู่!”
จากนั้นเขาจ้องมองไปที่เหล่าผู้คนด้านหลัง “เมื่อเราสำเร็จภารกิจครั้งนี้ ทุกคนจะไปพบกันที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังคงเกรงกลัวเยี่ยฉวน เหตุเพราะเยี่ยฉวนเคยสังหารเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ไปนับไม่ถ้วนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง นอกเมืองหลวงของแคว้นเจียง
จากที่เห็นว่าทุกคนดูสองจิตสองใจ ใบหน้าของชายมีแผลเป็นพลันถมึงทึง “คนขี้ขลาดจะอดอยากหิวโหย คนห้าวหาญจะได้รับเกินพอ! แคว้นหนิงร่ำรวยยิ่งนัก ตราบที่เราประสบความสำเร็จ พวกเราจะไม่ต้องเป็นกังวลกับชีวิตของพวกเราไปในอีกหลายสิบปี!”
ชายชราที่อยู่ด้านข้างชายมีแผลเป็นส่ายศีรษะเบาๆ “ท่านพี่หลี สำนักมารอสูรและสำนักมารโลหิตไม่ได้โจมตีแคว้นหนิง ข้าคิดว่าพวกเขาคงเกรงกลัวเยี่ยฉวนเช่นกัน พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องรับความเสี่ยงเช่นนี้!”
ด้านหลังของชายมีแผลเป็น บางคนพยักหน้ารับ แม้ทุกคนต้องการจะร่ำรวยแต่ชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด!
ได้เห็นภาพนี้ ใบหน้าของชายผู้มีแผลเป็นก็อึมครึมยิ่งกว่าเดิม เขามองไปที่ฝูงชนอย่างเย็นชา “เช่นนั้น ข้าจะไม่พูดเรื่องเหลวไหลอีก! หากเจ้าต้องการที่จะอยู่ ให้ยืนอยู่ด้านหลังข้า และหากไม่ก็ออกไปตอนนี้ซะ! กระนั้นอย่าได้โทษข้าที่ข้าไม่ได้เอ่ยเตือนพวกเจ้าว่าแคว้นหนิงนั้นร่ำรวยมากนัก และจักรพรรดินีทั่วปาอยู่ในขั้นผนึกยุทธ์ ในเมืองไม่มีแม้แต่คนผู้แข็งแกร่งในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ! หากเจ้าปล่อยให้โอกาสผ่านไป จะเสียใจในภายภาคหน้า!”
ได้ยินคำของชายมีแผลเป็น ปณิธานของผู้คนด้านหลังเขาก็เริ่มโอนเอน
ชายชราก็ถอนหายใจด้วยเสียงต่ำ “ทุกอย่างได้กล่าวไปหมดแล้ว ท่านพี่หลี ในเมื่อท่านต้องการลงมือ ข้าย่อมไม่ต้องการกล่าวอื่นใดอีก กระนั้นข้าไม่ปรารถนาจะรับความเสี่ยงนี้ ข้าลา!”
หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังจากไป
เคยมีคนอยู่มากกว่ายี่สิบคน ทว่าห้าถึงหกคนก็ได้ออกไปพร้อมกับชายชรา
ในตอนนี้มากกว่าสิบคนลังเลใจ สุดท้ายพวกเขาก็เลือกที่จะอยู่!
ชัดแจ้งว่าพวกเขาถูกดึงดูดโดยความมั่งคั่งของแคว้นหนิง!
ชายผู้มีแผลเป็นจ้องมองไปที่เหล่าคนสิบกว่าชีวิตด้านหลังแล้วหัวเราะ “คนขี้ขลาดจะอดอยากหิวโหย คนห้าวหาญจะได้รับเกินพอ! ตราบที่เราประสบความสำเร็จในครั้งนี้ พวกเราจะออกจากแผ่นดินชิงในทันทีและจากนั้นจะหลบซ่อนกัน ถึงแม้ว่าเยี่ยฉวนจะยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้ ตามข้ามา!”
จากนั้นทั้งคณะก็เคลื่อนพลตรงไปที่วังหลวงของแคว้นหนิง
ระหว่างที่พวกเขาผ่านประตูเมือง ยามรักษาการณ์หลายคนพลันหยุดชายมีแผลเป็นและคนอื่นๆ ไว้ หัวหน้ายามรักษาการณ์จ้องเขม็งไปที่พวกเขาแล้วเอ่ยถาม “พวกเจ้ากำลังจะทำอะไร?”
ชายมีแผลเป็นแสยะยิ้มเหี้ยมโหด “พวกข้ากำลังจะทำอะไรอย่างนั้นหรือ?”
จากนั้นก็เดินหน้าอย่างรุกล้ำ ก่อนที่ยามรักษาการณ์จะทันได้ตอบกลับ เขาก็ฟาดอาวุธลงที่อกของอีกฝ่าย
ตูม!!!
ร่างของยามรักษาการณ์แตกกระจายและกลายเป็นละอองเลือด!
เห็นภาพนี้ใบหน้าของเหล่ายามรักษาการณ์ก็แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก พวกเขาไม่ได้เดินหน้าออกมาเหตุเพราะประเดี๋ยวจะได้เผชิญหน้ากับความตาย
เมื่อเห็นว่าเหล่ายามรักษาการณ์ล่าถอยไป รอยยิ้มของชายมีแผลเป็นก็ดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก “พี่น้อง! มันถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของพวกเราแล้ว! มากับข้า!”
จากนั้นเขาก็รีบเร่งออกไปก่อน แต่อยู่ๆ เขาก็หยุดลง เหตุเพราะมีชายผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ห่างออกไปนัก
ยามที่เขาเห็นชายผู้นั้น สีหน้าของชายมีแผลเป็นก็เปลี่ยนไปในบัดดล “เจ้านั่นเอง ไม่ใช่ว่าเจ้าอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลางหรอกหรือ?”
พูดเสร็จก็หันหลังวิ่งหนี
ชายผู้อยู่ตรงหน้าเขาคือเยี่ยฉวน
ชายมีแผลเป็นยังไม่ทันได้วิ่งออกไปหลายก้าวดี เยี่ยฉวนก็ปรากฏกายเบื้องหน้าเขาฉับพลัน
ใบหน้าของชายผู้มีแผลเป็นซีดเผือดไปทันใด ไม่ทันไรเขาก็ย่อลงคุกเข่าต่อเยี่ยฉวน “ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว!”
“……”



