บทที่ 587 การต่อสู้ชี้ชะตา คนที่อยู่รอดคือผู้ชนะ! (ปลาย)
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพลันสีหน้าของผู้ฟังแปรเปลี่ยน “ถ้าพวกเขาอยากจะได้ใจกลางแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกชุมนุมพลังเร้นลับและตระกูลใหญ่ที่โลกสวรรค์จะยอมหรือขอรับ?”
เฉินเป่ยฮั่นส่ายหน้าพลางบอกกับอีกฝ่ายว่า “เจ้ามักคิดอะไรตื้นๆ! ลองจิตนาการดูว่าถ้าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนปราบปรามบรรดากองกำลังทั้งหลายทั้งปวงได้หมด จะมีใครหน้าไหนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะสามารถยับยั้งพวกมันได้? ตราบใดที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนยังเต็มใจที่จะทุ่มไม่อั้น ก็เป็นการง่ายที่จะตกลงกับกองกำลังพวกนั้น”
ครานี้ใบหน้าฉางเสวี้ยนหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
อย่างที่ชายวัยกลางคนพูด ตราบใดที่ชุมนุมพลังเร้นลับ หรือพวกหุบเขาแดนพิสดาร หรือแม้แต่กลุ่มตระกูลใหญ่ในโลกสวรรค์ไม่ออกมาโต้แย้ง ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็คงไม่มีใครจะสามารถต่อต้านสำนักผู้ตรวจการเขตแดนได้!
เสียงของฉางเสวี้ยนถามด้วยความวิตก “พวกเราจะทำอย่างไร?”
คนตอบกล่าวเสียงแผ่วลง “ปล่อยให้มันเตรียมความพร้อมไปก่อน เมื่อใดที่ใจกลางแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานก่อเกิดขึ้นมาจริง ถึงแม้จะช่วงชิงมาไม่ได้ หากเราก็ทำลายได้ และสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะไม่ได้ครอบครองมันเช่นกัน!”
ชายชราพยักหน้า พลันสายตาเหลือบมองคนตรงข้ามราวกับฉุกคิดได้บางอย่าง สีหน้าลังเลเล็กน้อยในที่สุดจึงเอ่ยกับคนอีกฝ่ายว่า “ศิษย์พี่ ข้าไม่แน่ใจว่าจะถามท่านดีหรือไม่!”
อีกฝ่ายเลิกคิ้วมอง ก่อนตอบเสียงปนหัวเราะ “งั้นก็อย่าถาม!”
ทว่าฉางเสวี้ยนกลับพึมพำเสียงอ่อย “ข้ายังอยากถามท่านอยู่ดี ไม่งั้นข้าคงรู้สึกอึดอัดไปตลอด! ศิษย์พี่ถ้าเดาไม่ผิด นับตั้งแต่เยี่ยฉวนเข้ามาในสำนักชางเจี้ยนของเรา ท่านน่าจะรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร ทว่าไม่เพียงท่านไม่ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง กลับช่วยปกป้องด้วยกำลังทั้งหมดที่มีต้านทานสำนักผู้ตรวจการเขตแดนด้วย……”
เสียงพูดหยุดลง ขณะหันไปมองเฉินเป่ยฮั่นราวกับจะรอฟังคำตอบโดยไม่พูดอะไรอีก
เฉินเป่ยฮั่นหัวเราะหึ “เจ้าอยากถามว่าข้ามีเจตนาอื่นใช่ไหม?”
อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างยอมรับ
ชายวัยกลางคนจึงตอบให้ “ข้ามี!”
ฉางเสวี้ยนหันขวับมองหน้าเฉินเป่ยฮั่น และฝ่ายหลังพูดเสียงเจือหัวเราะ “อย่างแรกสำนักเราไม่ช้าก็เร็วต้องปะทะกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน! เรื่องนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยง! เจ้าน่าจะรู้ดีว่าอาจารย์ตายยังไง!”
อาจารย์!
คำนี้ที่ได้ยิน พลันสีหน้าของฉางเสวี้ยนแปรเปลี่ยนหมองหม่นทันที
ด้วยผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ของเซียนกระบี่ทั้งเจ็ด ถูกสำนักผู้ตรวจการเขตแดนลอบทำร้ายและสังหารโหดเมื่อหลายปีก่อน ทว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็ไม่เคยออกมายอมรับต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น!
ถึงกระนั้นใครต่างก็รู้ว่าเป็นฝีมือของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน!
เสียงของเฉินเป่ยฮั่นกล่าวต่อไปน้ำเสียงแผ่วเบายิ่ง “ในตอนนั้นพี่ใหญ่จะนำคนของสำนักออกไปต่อสู้กับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ข้าเป็นคนยับยั้งเขาไว้……”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ คนส่ายหน้าน้อยๆ มุมปากเหยียดยิ้ม “สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่ปล่อยผ่าน! ขณะที่ศิษย์น้องเล็กทุกวันนี้ นางถึงได้ไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของสำนักอีกเลยและขังตัวเองอยู่ที่ยอดเขาอวิ๋นเจี้ยนตลอดเวลา ส่วนพี่สาวกู่……ก็ปวารณาตัวอยู่เป็นเพื่อนร่างของอาจารย์ตราบทุกวันนี้……”
อีกฝ่ายพึมพำเสียงแหบ “บอกตามตรงตอนนั้นข้าเองก็ต่อว่าท่านเหมือนกัน! แต่หลายปีมานี้ข้าถึงได้รู้ความจริง! ในตอนนั้นพวกเราเป็นเพียงราชันย์กระบี่ ถ้าทำตามศิษย์พี่ใหญ่ สำนักชางเจี้ยนคงลูกลบชื่อออกจากยุทธภพไปแล้ว!”
ฝ่ายที่ได้ชื่อว่าศิษย์พี่ส่ายหน้า “ความจริงบางครั้งข้าก็รู้สึกชิงชังตัวเองเหมือนกัน อาจารย์เป็นผู้ชุบเลี้ยงพวกเรา โดยเฉพาะข้า ข้าน่ะยังจำวันที่เป็นขอทานนั่งอยู่ข้างทางเดิน แล้วอาจารย์เป็นคนเก็บข้ามาและพาไปอยู่ที่สำนักชางเจี้ยนด้วยได้เลย มิหนำซ้ำยังอบรมสั่งสอนวิธีบ่มเพาะพลังทำให้ข้าไม่ต้องอดอยากและหนาวตายอยู่ข้างถนน……ทว่าเวลาที่ท่านต้องตายอย่างอนาถ ข้ากลับทำอะไรเลย ความรู้สึกนี้มันช่าง……”
คนหยุดพูด และยกเหล้าเทลงคอรวดเดียวหมดจอก
ฉางเสวี้ยนยกจอกเหล้าที่วางข้างหน้าขึ้นดื่มบ้างขณะแววตาเย็นเยียบ
พลันต่อมาเฉินเป่ยฮั่นผงกศีรษะและพูดว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความคับข้องใจทั้งหลายก็กลายเป็นอดีต ถึงเวลาที่เราจะมาสะสางเรื่องนี้เสียที”
ว่าแล้วจึงเหลือบตามองชายชราฉางเสวี้ยน ก่อนกล่าวต่อไปว่า “ข้ายังไม่ได้ตอบคำถามของเจ้าสินะ! ข้ารับเยี่ยฉวนเพราะเหตุผลส่วนตัว คนผู้นี้มีเบื้องหลังค่อนข้างลึกลับ โดยเฉพาะสตรีลึกลับอาจารย์ที่คอยหนุนหลัง นางมิใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน!”
“หรือว่านางเป็นมหาเซียนกระบี่?” ฉางเสวี้ยนโพล่งถาม
เฉินเป่ยฮั่นส่ายหน้า “ถ้านางเป็นมหาเซียนกระบี่ สำนักผู้ตรวจการเขตแดนคงจะไม่หวาดผวาปานนี้! บางทีอาจเหนือกว่ามหาเซียนกระบี่……”
คำตอบที่ได้ฟัง ฉางเสวี้ยนหันมามองคนพูดด้วยแววตาฉงนงงงัน!
เหนือกว่ามหาเซียนกระบี่!
ในโลกชิงฉางหาคนเช่นนี้ได้ยาก บางทีอาจมีอยู่แต่ในตำนาน!
เสียงของเฉินเป่ยฮั่นกล่าวสืบไป “เหตุผลของข้าก็คือในเมื่อเขาเป็นศัตรูกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเหมือนกัน พวกเราอาจแฝงตัวเป็นแนวร่วมและหวังว่าเมื่อถึงเวลา สตรีลึกลับจะปรากฏตัว……ทว่าเมื่อได้สัมผัสกับคนผู้นั้นจริงๆ จึงพบว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจดี และเห็นคุณค่าในน้ำมิตรอีกทั้งมีคุณธรรม ผสานกับความเป็นยอดฝีมือ ข้าจึงรับเขาเป็นศิษย์สำนักชางเจี้ยนด้วยความเต็มใจ!”
ฉางเสวี้ยนผงกศีรษะยอมรับ “เขาเป็นชายหนุ่มที่ดีก็จริง ทว่านิสัยขี้ฉุนเฉียวและไม่ยอมอดทนต่อความผิดหวังนี่น่ะสิ!”
เจ้าสำนักหัวเราะออกมา “ถ้าในตอนนั้นผู้ก่อตั้งสำนักอดทนต่อความผิดหวัง เขาก็จะไม่ฟาดผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนตายด้วยหนึ่งกระบี่! หากไม่มีเหตุการณ์หนึ่งกระบี่ในครั้งนั้น พวกเราสำนักชางเจี้ยนและสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็คงไม่ต้องตกที่นั่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นทุกวันนี้ ถึงกระนั้นหากไม่มีเหตุการณ์หนึ่งกระบี่ที่ว่า สำนักชางเจี้ยนก็จะถูกตราหน้าว่าไร้สำนึกแห่งความถูกต้องไปจนชั่วชีวิต”
คนฟังส่ายหน้าพลางยิ้ม “จริงของท่าน! ถ้าเขาจะขี้ฉุนเฉียวบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ตราบใดที่เขาเป็นคนมีความสามารถ!”
เฉินเป่ยฮั่นพยักหน้า “ถ้าใจกลางแหล่งวัตถุดิบพื้นฐานปรากฏขึ้นมาเมื่อไร เจ้าต้องคอยกันเขาออกไปจากเรื่องนี้ ทางที่ดีหาที่ซ่อนตัวให้เขา แน่ล่ะชัยชนะเป็นสิ่งสำคัญ ทว่าหากเราเป็นฝ่ายแพ้ก็ยังมีคนเหลือไว้เป็นตัวตายตัวแทนที่สำนักชางเจี้ยนแล้ว!”
จากนั้นคนทั้งสองหันไปสบตากันพลางยิ้มน้อยๆ และยกจอกเหล้าขึ้นดื่มต่อไป



