บทที่ 610 เกิดสิ่งใดขึ้น!
ความสงบ!
หลังจากที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนล่าถอยไป ความสงบอันหาได้ยากยิ่งได้บังเกิดขึ้นในโลกชิงฉางในที่สุด
เป็นแน่แท้ว่าทุกคนล้วนตระหนักว่ามันเป็นเพียงความเงียบสงบก่อนพายุจะบังเกิด
ยอดเขาอวิ่นเจี้ยน
การบำเพ็ญเพียร!
เยี่ยฉวนเริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง เขาได้บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงแล้วในตอนนี้ ทางด้านลำดับขั้นคงไม่มีหนทางใดที่จะพัฒนาได้ในระยะเวลาอันสั้น
และสำหรับเต๋าแห่งกระบี่ก็ต้องพึ่งโอกาสและการตระหนักรู้!
สิ่งที่เขาสามารถฝึกฝนได้ในตอนนี้คือวิชากระบี่!
เขาไม่มีวิชากระบี่มากนักแม้กระทั่งจนบัดนี้ มีเพียงหนึ่งกระบี่ชี้ชะตา หนึ่งกระบี่พิฆาตวิญญาณ เพลงกระบี่บินสามพันพิฆาต และเพลงกระบี่อสนีบาต!
วิชากระบี่เหล่านี้มีความสามารถในการคุกคามเหล่าผู้แข็งแกร่งในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงได้อย่างมาก ทว่าบัดนี้เขาได้บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง นั่นหมายความว่าวิชากระบี่เหล่านี้สามารถนำมาปรับปรุงได้อีก!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งกระบี่ชี้ชะตา!
สำหรับเขา วิชากระบี่นี้ไม่ได้เป็นเพียงวิชากระบี่ แต่เป็นแนวทางเช่นกัน!
แนวทางเต๋าแห่งกระบี่ที่สตรีลึกลับทิ้งเอาไว้!
ทุกครั้งที่เขาระลึกถึงวิชากระบี่นี้ จะมีคำหนึ่งที่ปรากฏขึ้น……ความมาดมั่น!
ไม่ว่าจะเป็นขณะบำเพ็ญเพียรหรือขณะเผชิญหน้ากับผู้อื่น เขาจำต้องมีความมั่นใจในตนเอง แน่นอนว่าเขาจะต้องควบคุมระดับความมาดมั่นนั้น มิเช่นนั้นแล้วจะเผลอไผลทะนงตน!
และหากทะนงตน เขาจะได้รับจุดจบอันขมขื่นเป็นแน่!
ข้างหลังเขาอวิ่นเจี้ยน เยี่ยฉวนนั่งลงกับพื้นและขัดสมาธิ กระบี่บินร่อนอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่ม ปณิธานกระบี่แผ่กระจายไปทั่ว
ณ บัดนั้น มือของเยี่ยฉวนพลันแผ่ออก ในเวลาต่อมาอยู่ๆ ลำแสงจากกระบี่แห่งแสงก็ปรากฏขึ้นรอบๆ ทันใด กระบี่แห่งแสงเหล่านี้ปรากฏขึ้นราวกับมาจากความว่างเปล่าก่อนจะกระจายไปโดยรอบ!
เพลงกระบี่อสนีบาต!
นี่เป็นวิชากระบี่วิชาเดียวที่เขาฝึกฝนในสำนักชางเจี้ยน และเยี่ยฉวนค้นพบว่ายังคงมีส่วนที่สามารถพัฒนาวิชากระบี่นี้ได้อีกมากมาย!
เขาเคยใช้วิชานี้เพื่อสังหารเหล่าผู้แข็งแกร่งในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงในชั่วพริบตาจากก่อนหน้านี้!
เพียงแค่ใช้วิชานี้ ชายหนุ่มก็สามารถสังหารบุคคลผู้มีอำนาจที่บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงได้อย่างเงียบเชียบ!
เขายังค้นพบอีกว่าหลังจากที่ตัวเองบรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงแล้วนั้น เขาสามารถควบคุมกฎเต๋าแห่งสุญญากาศได้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น
เยี่ยฉวนควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎเต๋าแห่งสุญญากาศให้มากกว่านี้ และใช้มันเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้เพลงกระบี่อสนีบาต!
นี่คือเป้าหมายของเขาในตอนนี้!
เยี่ยฉวนวาดมือขวาออก ในฉับพลันกระบี่แห่งแสงรอบๆ เหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป……
ไม่ห่างไกลออกไปนัก มีสตรีสองนางยืนอยู่
พวกนางคืออาจารย์กู่แห่งยอดเขาเจิ้นต่าวและอาจารย์เยว่ฉีนั่นเอง
เยว่ฉีกล่าวอย่างแผ่วเบา “เพลงกระบี่อสนีบาตของเขาต่างจากเคยอย่างเห็นได้ชัด”
จากนั้นจึงมองไปที่อาจารย์กู่ข้างๆ นาง “เสี่ยวเซียน เจ้าบอกได้หรือไม่ว่ามีอะไรต่างออกไป?”
กู่เสี่ยวเซียนจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนที่อยู่ห่างออกและกล่าวเบาๆ “น่ากลัวยิ่งนัก เพลงกระบี่อสนีบาตได้ถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นกระบวนท่าสังหาร!”
เยว่ฉีพยักหน้า “หากข้าคาดไม่ผิด ผู้ที่ลอบโจมตีและสังหารคนของสำนักผู้ตรวจการดินแดนจะต้องเป็นเขา!”
กู่เสี่ยวเซียนพยักหน้าน้อยๆ “คงเป็นเขาไม่ผิดแน่!”
ระหว่างที่นางพูดไป ตาก็ชำเลืองมองเยี่ยฉวนที่อยู่ไม่ไกล “พรสวรรค์ของเขาช่างเยี่ยมยอด และคุณธรรมนั้นพอใช้ หากแต่หน้าของเขานั้นคงจะหนาไปเสียหน่อย”
หน้าด้าน!
เยว่ฉีพยักหน้าเห็นด้วย “หนายิ่งนัก ในหมู่ผู้ฝึกวิชากระบี่ของชนรุ่นเดียวกันแห่งสำนักชางเจี้ยนของพวกเรา ไม่มีผู้ใดสามารถตามเขาได้ทัน!”
กู่เสี่ยวเซียนเอ่ยเสียงอ่อน “มันคงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก อย่างน้อยที่สุดเราก็ไม่สูญเสียสิ่งใด!
ขณะที่นางพูด นางมองไปที่เยว่ฉี “การบำเพ็ญเพียรเป็นการฝึกฝน ทว่าเขายังต้องทำอาหาร จงตักเตือนเขาไม่ให้ได้ลืมจากนี้!”
หลังจากนั้นนางก็หมุนตัวและจากไป
เยว่ฉีผงกศีรษะ “สมควร!”
พูดถึงสิ่งนี้นางก็จ้องมองไปที่เยี่ยฉวนที่อยู่ห่างออกไป “จงระลึกว่าต้องทำอาหารหลังจากนี้!”
จากนั้นนางก็หันกลับและจากไป!
เยี่ยฉวน “……”
หลายวันผ่านไป
เยี่ยฉวนพัฒนาพลังเพลงกระบี่ของตนไปอย่างน้อยหนึ่งขั้น หากเขาเชิญหน้ากับเหล่าผู้แข็งแกร่งที่สวมใส่เสื้อคลุมทองอีกครั้ง แม้เขาไม่อาจเอาชนะได้ เขาคงไม่รู้สึกอับอายนักในตอนนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยเพลงกระบี่อสนีบาต หากเขาซ่อนเร้นกาย เขามั่นใจถึงแปดในสิบส่วนว่าเขาสามารถสังหารพวกนั้นได้!
แปดในสิบ!
เหตุเพราะเพลงกระบี่อสนีบาตของเขาในตอนนี้นั้นแทบไร้ซึ่งร่องรอย
และในการต่อสู้ที่ผ่านมาเขายังได้เรียนรู้มากมาย!
จากการต่อสู้นั้น เขาค้นพบจุดบกพร่องของตัวเองหลายจุด!
หลังผ่านไปพักหนึ่ง ช่วงระหว่างคิ้วของเยี่ยฉวนพลันกฎเต๋าแห่งสุญญากาศอัดแน่น
ขณะนี้สิ่งที่เขาต้องกระทำคือกลั่นตัวกระบี่จากกฎเต๋าแห่งสุญญากาศ!
ตอนนี้หากเขาเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้ายและขวา เขาคงไม่สามารถต่อกรกับพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย แต่หากกระบี่จากกฎเต๋าแห่งสุญญากาศกลั่นตัว เขาจะมีความมาดมั่นในการต่อกรกับคนพวกนั้น!
แม้หลินฉงอวิ่นจะส่งชินเจิ้นกลับไปเพื่อขอการสนับสนุน สำหรับเยี่ยฉวน แต่ไม่ว่าเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นหรือไม่ เขาจำเป็นต้องแข็งแกร่ง!
อย่างไรตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตน!
แต่ก่อนเขาไม่อาจหาจพอจะควบแน่นกฎเต๋าแห่งสุญญากาศก่อนที่เขาจะบรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง แต่บัดนี้เขาได้บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงแล้ว และเขาสามารถควบคุมสุญญากาศได้!
ณ ที่นั้นสุญญากาศรอบกายเยี่ยฉวนเริ่มสั่นเทิ้ม ราวกับลำน้ำที่ไหลผ่านสายลม และบังเกิดระลอกคลื่น
ไม่ช้านานอำนาจแห่งสุญญากาศหลั่งไหลออกมาจากผืนปฐพีอย่างต่อเนื่อง จากนั้นสักพักปลายกระบี่ก็ปรากฏเบื้องหน้าเยี่ยฉวน
ปลายกระบี่นั้นโปร่งใสราวกับน้ำ!
บนหน้าผากของเยี่ยฉวนปรากฏเม็ดเหงื่อซึมให้เห็น
ยากไม่น้อย!
แม้เขาจะบรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง เขากลับพบว่ายามที่อำนาจแห่งสุญญากาศก่อตัว มันยังยากอยู่บ้าง!
กระนั้นเขายังคงอดรนทนต่อได้!
เยี่ยฉวนผสานฝ่ามือเข้าด้วยกันและสงบจิตของเขาให้มั่นคง คนหนุ่มกระตุ้นกฎเต๋าแห่งสุญญากาศอย่างไม่ลดละ ไม่ช้าไม่นาน อำนาจสุญญากาศก็ก่อตัวมากขึ้นและมากขึ้น และในเวลาเดียวกันร่างของกระบี่ก็ค่อยๆ อัดแน่นที่ปลายกระบี่เบื้องหน้า เมื่อเห็นสิ่งนี้ เยี่ยฉวนรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก
และมันเป็นความปลื้มปีติที่ทำให้ใจของเขาหลุดลอยไป ในฉับพลัน-
ตู้ม!
ด้วยเยี่ยฉวนที่เป็นแก่นกลาง พื้นที่รอบด้านนั้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดวงตา จมูก หู และปากของเยี่ยฉวนเริ่มมีเลือดไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่องในทันที ยิ่งไปกว่านั้นเขาหมุนอยู่กับที่ราวกับลูกข่างและท้ายที่สุดก็หยุดลงหลังผ่านไปแล้วหนึ่งถ้วยชา!
หลังหยุดลง เยี่ยฉวนตกลงมาที่ผืนดิน
ในเวลานี้เยว่ฉีอยู่ๆ ก็ปรากฏกายเบื้องหน้าเขา นางจ้องมองไปที่คนที่อยู่บนพื้น คนอาจารย์ขมวดคิ้วน้อยๆ จากนั้นนางถึงพยุงเยี่ยฉวนขึ้นมาและพาเขากลับไปที่หออวิ๋นเจี้ยน
ผ่านไปสองก้านธูป เยี่ยฉวนถึงตื่นขึ้น!
ศีรษะของชายหนุ่มยังคงวิงเวียนอีกทั้งยังรู้สึกไม่สบายกายเป็นอย่างมาก!
คนเพิ่งตื่นส่ายศีรษะ และฝืนยิ้มอย่างชอกช้ำ
ครั้งนี้เขาคงประมาทไปสักหน่อย!
เขาไม่ควรเสียสมาธิเลยยามที่กำลังกลั่นตัวกฎเต๋าแห่งสุญญากาศ!
“เจ้ากำลังทำอะไรหรือ?” ทันใดนั้นเยว่ฉีพลันปรากฏกายอยู่ข้างเตียงเยี่ยฉวน
คนถูกถามเข้าฝืนยิ้ม “กลั่นตัวกระบี่ขอรับ!”
เยว่ฉีถามเสียงต่ำ “เกี่ยวข้องกับอำนาจสุญญากาศหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ
คนอาจารย์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “อำนาจสุญญากาศนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะหยั่งถึงยิ่งนัก แม้แต่เหล่าผู้บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงยังมีความรู้เกี่ยวกับมันเพียงน้อยนิด แต่เจ้ากลับตั้งใจจะดึงพลังมันมาใช้ มันเป็นภัยยิ่งนัก เจ้ารู้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าประมาทไปขอรับ!”
เยว่ฉีส่ายศีรษะ “เหตุไม่ใช่เพราะเจ้าเสียสมาธิ ทว่าเจ้าไม่เข้าใจความน่ากลัวของพลังแห่งสุญญากาศ หากสุญญากาศนั้นสลายและความปั่นป่วนของสุญญากาศบังเกิด ด้วยกำลังของเจ้าในตอนนี้ เจ้าจะสูญเสียชีวิตไปในฉับพลัน เข้าใจหรือไม่?”
“ความปั่นป่วนของสุญญากาศหรือ?” เยี่ยฉวนฉงนใจ
เยว่ฉีพยักหน้าเบาๆ “หากสุญญากาศฉีกขาดโดยการฝืนบังคับ ความปั่นป่วนของสุญญากาศจะบังเกิดภายในรอยแยกของสุญญากาศ! ความปั่นป่วนนี้น่ากลัวยิ่งนัก และแม้แต่ผู้แข็งแกร่งในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงอาจถูกทำลายเป็นชิ้นๆ หากเขาถูกดึงเข้าไปด้านใน!”
กล่าวถึงเหตุนี้ นางก็จ้องมองไปที่เยี่ยฉวนและพูดอย่างจริงจัง “หากเจ้าไม่มีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง จงอย่าได้ฝืนบังคับกลั่นตัวกระบี่อีก เข้าใจหรือไม่?”
เยี่ยฉวนยิ้ม “ไม่เป็นไร ข้ามั่นใจ เหตุเพียงเพราะข้าไขว้เขวไปก่อนหน้านี้!”
เยว่ฉีมองไปที่เยี่ยฉวน “หากเจ้าจะทำการกลั่นอีกในครั้งหน้า จงให้ข้าอยู่ใกล้ๆ เจ้าด้วย เข้าใจหรือไม่?”
เยี่ยฉวนกำลังจะตอบปฏิเสธแต่เยว่ฉีก็กล่าวออกมาอีก “เข้าใจหรือไม่?”
เสียงของนางค่อนข้างหยาบกระด้าง
คนศิษย์จึงฝืนยิ้ม “ขอรับ!”
เยว่ฉีพยักหน้ารับเบาๆ และหันกลับไป
ในวันต่อมาเยี่ยฉวนปฏิบัติการกลั่นตัวต่อ
ทว่าครั้งนี้มีเยว่ฉีอยู่ข้างๆ
นางยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับเยี่ยฉวนอย่างชัดเจน
และเยี่ยฉวนไม่ได้ปิดบังมันต่อเยว่ฉี เขาปลดปล่อยกฎเต๋าแห่งสุญญากาศออกมาอย่างไม่ลังเล ยามที่นางเห็นกฎเต๋าแห่งสุญญากาศระหว่างคิ้วของเยี่ยฉวน ท่าทางของเยว่ฉีดูน่าหวาดเกรงขึ้นมาทันใด “นั่น……”
ไม่ช้าในระยะที่ห่างออกไป รอบด้านเยี่ยฉวนพลันเต็มไปด้วยอำนาจสุญญากาศและและมันกำลังเริ่มหลั่งไหลมาบรรจบรวมกัน
รอบด้านนั้นสุญญากาศไม่ค่อยมั่นคงนัก
เยว่ฉีค่อยๆ กำมือขวาแน่น พร้อมที่จะเคลื่อนไหวทุกเมื่อ
ห่างออกไป ปลายกระบี่ด้านหน้าเยี่ยฉวนกลั่นตัวอย่างเงียบๆ
ครั้งนี้เยี่ยฉวนไม่อาจหาญพอจะเสียสมาธิอีกต่อไป เขามาดมั่นกระตุ้นอำนาจสุญญากาศเหล่านี้ แม้ว่ามันจะลำบากยากเข็ญอย่างไร ตราบเท่าที่เขาไม่ไขว้เขวก็จะไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น!
เป็นเช่นนี้ไปร่วมสองก้านธูป ใบหน้าของเยี่ยฉวนก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ มากไปกว่านั้นใบหน้าของเขายังซีดเซียวลงไปถนัดตาด้วย!
กระนั้นครึ่งหนึ่งของกระบี่สุญญากาศได้กลั่นตัวอยู่ตรงหน้าเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
เหลือเพียงอีกครึ่งหนึ่งของตัวกระบี่และด้ามกระบี่ที่จะต้องกลั่น!
อีกด้านหนึ่ง เยว่ฉีท่าทางกริ่งเกรง นางพร้อมจะเคลื่อนไหวอยู่ทุกเมื่อ!
ไกลออกไปรอบๆ เยี่ยฉวน สุญญากาศเริ่มสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ในเวลาเดียวกันก็มีอำนาจสุญญากาศมากขึ้นและมากขึ้นรอบๆ และอีกครึ่งหนึ่งของตัวกระบี่ก็เริ่มกลั่นตัว
เยว่ฉีลุกขึ้นและเดินเข้าไปราวสามสิบชุ่นข้างๆ เยี่ยฉวน นางจ้องมองไปที่อีกฝ่ายและกำมือขวาของนางแน่น
เป็นแน่ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงสำคัญ!
ภายในหอคอยแห่งเรือนจำ เด็กตัวน้อยอยู่ๆ ก็วิ่งออกมาจากชั้นสอง อาหลิงนั่นเอง
อาหลิงพลันบินออกมาด้านนอกและจากนั้นนางจึงเริ่มไต่ขึ้นไปที่ยอดสุดของหอคอย นางชอบอยู่ที่ตรงนั้นและในไม่ช้านางก็มาถึงจุดยอด
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองหลับใหล!
เด็กน้อยจึงสามารถไปไหนก็ได้ตามที่นางปรารถนา!
นางลอยไปตรงหน้าของกระบี่ทั้งสามและกะพริบตาถี่ ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ ไม่ช้าไม่นานนางพลันเข้าไปโอบส่วนกลางของกระบี่ไว้และกำลังจะดึงมันออกมา เวลานั้นเองนางระลึกถึงคำพูดของเยี่ยฉวนขึ้นมาทันควัน นางปล่อยมือของนางและเอ่ยเสียงเบา “เขาบอกว่าข้าไม่ได้รับอนุญาตให้ดึงมันออกมา……”
จากนั้นนางก็หันกลับและกำลังจะลงไปชั้นล่างของหอคอย แต่ไม่นานนางก็หยุดไปอีก
นางจ้องมองไปที่กระบี่ที่อยู่ตรงกลางและขบกัดนิ้วก้อยตัวเอง ด้วยความฉงนใจที่มี “แต่เขาไม่ได้บอกว่าเล่มไหนที่ข้าไม่ได้รับอนุญาตให้ดึงออกมานี่นา… ไม่สามารถดึงออกมา… นั่นหมายความว่าข้าไม่สามารถดึงกระบี่เล่มหนึ่ง เช่นนั้นข้าสามารถดึงออกมาสองเล่มจากทั้งหมดได้……”
กล่าวสิ่งนี้ไปนางก็ฉีกยิ้มและลอยไปอยู่เบื้องหน้าของกระบี่ทั้งสามอีกครั้ง นางจ้องมองไปที่กระบี่สามเล่มนี้ นางหยุดอยู่ที่เล่มด้านขวาสักพักหนึ่ง กระนั้นสุดท้ายแล้วนางก็ยังคงจับตามองไปที่กระบี่เล่มตรงกลาง
นางจับกระบี่ด้วยสองมือเล็กๆ พร้อมด้วยประกายตื่นเต้นในแววตา “ข้าจะสามารถท่องกระบี่ได้ในไม่ช้า……”
หลังจากนั้นนางจึงใส่พลังเข้าไป
กระบี่สั่นเบาๆ
ด้านนอกนั้นศีรษะของเยี่ยฉวนว่างเปล่าขึ้นมาฉับพลัน ราวกับว่าเขาถูกสายฟ้าฟาดใส่
“เกิดอะไรขึ้น……”
นั่นคือสิ่งสุดท้ายในสมองของเยี่ยฉวน……



