บทที่ 615 กระบี่นิรมิต! (ปลาย)
วันหนึ่งหากนางเกิดรู้เรื่องนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาก็เป็นได้!
ในเวลานั้น เด็กน้อยเดินถือแสงสว่างขาวนวลและเดินมาหาเยี่ยฉวน ก่อนจะพูดกับคนตรงหน้ายิ้มๆ ว่า “สิ่งนี้ข้าขอนะ!”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ได้ เจ้านำกลับไปและคอยเล่นเป็นเพื่อนกับสิ่งนี้ด้วยล่ะ!”
เปลือกตาของอาหลิงกะพริบถี่ แววตาดีใจเต็มเปี่ยม “ถ้างั้นข้าเอาไปเลยนะ!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะและทำสีหน้าเคร่งขรึม “ได้!”
ด้วยเหตุนี้ อาหลิงพร้อมด้วยกฎแห่งเต๋าที่ถือไว้แน่น ได้ย้อนกลับเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำ……
เสียงถามขึ้นในใจจากเยี่ยฉวน อดที่จะแปลกใจไม่ได้ “เหตุใดกฎแห่งเต๋าที่สองจึงเป็นฝ่ายแพ้ขอรับ?”
ยอดยุทธ์ที่ชั้นสองตอบให้ว่า “จริงอยู่ว่ากฎแห่งเต๋าที่สองมีศักยภาพพิเศษในตัวของมันเอง บางคนเชื่อว่านี่เป็นชีพแห่งการอยู่ยงคงกระพัน ทว่าสำหรับบางชีพใช่ว่าจะทำอะไรได้ทุกอย่าง เด็กอาหลิงเป็นแหล่งวัตถุพื้นฐานแห่งสวรรค์และโลก เป็นกายจิตวิญญาณซึ่งมีความละเอียดอ่อน ศักยภาพที่พิเศษของนางจึงไม่มีผู้ใดสามารถล้มล้างได้ เข้าใจหรือยัง?”
เสียงอธิบายยืดยาวทำให้เยี่ยฉวนเกิดความเข้าใจมากขึ้น!
หากจะพูดตรงๆ อาหลิงสามารถเอาชนะกฎแห่งเต๋าที่สองได้ ทว่าอาจไม่สามารถเอาชนะกฎเต๋าแห่งปฐพีและกฎเต๋าแห่งสุญญากาศได้ก็ได้!
อย่างไรก็ตามเวลานี้เยียฉวนได้กฎแห่งเต๋าที่สองไว้ในครอบครองแล้ว!
ขณะชายหนุ่มหันหลังกลับและทำท่าจะออกไปนั่นเอง ทันใดนั้นชายชราซึ่งสังเกตการณ์อยู่แถวนั้นส่งเสียงถามขึ้นมาว่า “เจ้าได้ไปแล้วงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนหันไปทางที่มาของเสียงพลางหัวเราะน้อยๆ “ข้าเพียงแค่ส่งคืนให้เจ้าของเดิมเท่านั้น!”
จากนั้นก็เดินออกจากสถานที่ไป
เสียงชายชราเรียกไว้อีกครั้ง “โปรดรอสักประเดี๋ยว!”
อีกฝ่ายหันขวับ “มีอะไร?”
ชายชราทีท่าลังเลก่อนจะเอ่ยออกไปว่า “ข้าทำทุกอย่างเพื่อแลกกับสิ่งนั้น……”
สีหน้าของเขาขณะพูดออกไปบ่งบอกความรู้สึกลึกล้ำ “ข้าอยากถามว่าสิ่งนั้นที่แท้คืออะไรกันแน่”
คนตรงข้ามหัวเราะหึ “สิ่งนี้ถูกส่งมาจากสวรรค์อะไรทำนองนั้น ที่จริงข้าไม่ค่อยรู้แน่ชัดนัก”
คนฟังพยักหน้า “อย่างนี้นี่เอง!”
เยี่ยฉวนยิ้มและบอกว่า “ข้าไปล่ะ!”
เมื่อเขาหันกลับตั้งท่ากำลังจะไปนั้น จู่ๆ ชายชราทางด้านหลังพูดขึ้นว่า “สถานที่แห่งนี้เป็นแดนสนธยาของสำนักพลังสันโดษ ด้านหลังนี้เคยเป็นที่ตั้งของสำนักพลังสันโดษ ถึงแม้สำนักจะถูกทำลายไปแล้ว หากค่ายกลซึ่งตั้งไว้เพื่อป้องกันยังปรากฏอยู่โดยอัตโนมัติ ถ้าเจ้าสามารถทำลายค่ายกลได้สมบัติของล้ำค่าของสำนักพลังสันโดษก็จะตกเป็นของเจ้าทั้งหมด!”
“สำนักพลังสันโดษงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนนิ่วหน้าเล็กน้อย “ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน!”
ชายชราเปล่งหัวเราะ “เป็นสำนักแห่งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว!”
เยี่ยฉวนลังเลนิดหนึ่งก่อนจะย้อนถามว่า “สถานะพลังของสำนักพลังสันโดษแข็งแกร่งระดับใด?”
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญด้วยฐานะของเขาในตอนนี้แทบไม่ต่างกับกองกำลังโดยทั่วไป ถ้าเห็นว่าที่นี่เป็นเพียงสำนักเล็กๆ เขาก็ไม่อยากเสียเวลา
อีกฝ่ายส่งเสียงในลำคอ “นานมาแล้วสำนักพลังสันโดษจัดว่าเป็นกองกำลังแห่งหนึ่ง ในช่วงนั้นสำนักจะเป็นรองก็เพียงสำนักผู้ตรวจการเขตแดน สำนักชางเจี้ยนและชุมนุมพลังเร้นลับเท่านั้น เรียกว่าช่วงที่กำลังเฟื่องฟูอาจเทียบเคียงได้กับกองกำลังเหล่านี้!”
เมื่อฟังมาถึงตอนนี้ เยี่ยฉวนขยับตัวนิดหนึ่งด้วยความสนใจ
เขาไม่รู้ว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนนั้นร่ำรวยขนาดไหน ทว่าที่พอจะรู้ก็คือความร่ำรวยสำนักชางเจี้ยน! เท่าที่เห็นในสุสานกระบี่ก็ว่ามากแล้ว มากจนน่ากลัว
และสำนักพลังสันโดษเทียบเคียงได้กับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน แสดงว่าที่นี่ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่!
ชายหนุ่มเหยียดมุมปากยกยิ้ม “ช่วยพาข้าไปดูให้เห็นเป็นขวัญตาหน่อยเถอะ!”
คนตรงข้ามเหลือบมองผู้พูดนิดหนึ่ง จากนั้นจึงเดินนำออกไปด้านนอกหอโถง ชายชรามองดูซากศพที่บริเวณด้านหน้าหอโถงอยู่ชั่วครู่พลางส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ เขาไม่ได้พูดอะไรและเดินนำเยี่ยฉวนอ้อมไปทางด้านหลัง
หลังจากเดินกันไปได้สักพักใหญ่ ทั้งคู่จึงไปหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูที่ติดกับผนังหุบเขาซึ่งมีขนาดมหึมา ขนาดของมันใหญ่โตกว่าประตูของสำนักชางเจี้ยนด้วยซ้ำ!
ด้านหลังประตูเป็นหอโถงขนาดใหญ่หลายหอ
โอ่อ่า!
เยี่ยฉวนรู้สึกประทับใจตั้งแต่เมื่อแรกเห็น!
พลันต่อมาจึงรู้สึกคล้อยตามคำพูดของชายชรา!
สำนักพลังสันโดษไม่ธรรมดาจริงๆ!
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปนั้นเอง ชายชราสั่นศีรษะเป็นเชิงห้ามไว้ “ที่นี่มีค่ายกลใหญ่!”
ทันทีที่พูดจบชายชรากระทืบเท้าข้างขวาลงบนแผ่นดินกระทั่งมันปลิวกระเด็นขึ้นมา ทว่าเมื่อมันเข้าใกล้บานประตูกลับหายวับไปอย่างฉับพลัน!
เมื่อเห็นเช่นนั้นสีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเคร่งขรึม
คนชราไม่พูดอะไรทว่าหันมามองเยี่ยฉวน จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าถ้าเยี่ยฉวนไม่มีหนทางก็จะหมดสิ้นหนทาง!
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วอึดใจจากนั้นจึงเดินไปหยุดเบื้องหน้าประตูผนังหุบเขา เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจะใช้กระบี่ ชายชราพลันรีบส่งเสียงห้ามรวดเร็ว “อย่า! ถ้าเจ้าทำลายมันค่ายกลจะเริ่มต้นใหม่ทันที จากนั้นพวกเราทุกคนก็ต้องตายอยู่ที่นี่!”
เยี่ยฉวนบิดมุมปาก “ถ้าข้าไม่ทำอย่างนี้ ข้าก็ไม่มีวิธีอื่นอยู่ดี!”
“เจ้าโง่!”
ทันใดนั้นเสียงยอดยุทธ์ชั้นที่สองตวาดแหวดังขึ้นในหัว “กฎเต๋าแห่งสุญญากาศนั่นไง ใช้มันลอบเข้าไปอย่างไรล่ะ!”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วก่อนถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจว่า “ทำได้ด้วยหรือ?”
หลังจากนั้นโดยไม่รอคำตอบจากอีกฝ่ายเขาจึงจัดการใช้กฎเต๋าแห่งสุญญากาศทันที พลันต่อมาร่างคนก็หายวับไป
ชายชราซึ่งมองดูอยู่ถึงกับตาเหลือก
และเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวอีกครั้ง เยี่ยฉวนได้เข้ามาอยู่อีกด้านของประตูหุบเขาแล้ว
ชายชรานั้นไร้ซึ่งคำพูด
ในขณะที่เยี่ยฉวนแสดงความดีอกดีใจจนออกนอกหน้าที่พบว่าตนเองทำสำเร็จ!
พลันดูเหมือนจะฉุกคิดขึ้นมาได้จึงหันไปบอกกับชายชราซึ่งยืนอยู่อีกด้านหนึ่งว่า “ขอโทษที พอดีร่างกายข้ามีความพิเศษจึงเคลื่อนย้ายเข้ามาได้! ไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากนี้ข้าจะหาทางทำลายค่ายกลเสียก่อน จากนั้นเจ้าค่อยตามมาก็แล้วกัน”
ถ้าเขาให้ชายชราใช้กฎเต๋าแห่งสุญญากาศ ฝ่ายนั้นก็คงเข้าไปด้านในได้เหมือนกัน แต่เขาจะไม่ยอมมอบให้กับคนแปลกหน้าเป็นอันขาด
อีกฝ่ายจึงพยักหน้าพลางพูดว่า “ข้ารู้ ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะ จากนั้นจึงหันหลังออกเดินไป
ที่ไม่ไกลจากเบื้องหน้านัก สิ่งที่เห็นทำให้สีหน้าของชายหนุ่มยิ่งเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ ด้วยปรากฏซากศพตลอดทางเดิน ศพเหล่านั้นไม่มีร่องรอยบาดแผลอีกทั้งสีหน้าดูสุขสงบราวกับก่อนตายพวกมันนอนหลับไปเฉยๆ อย่างนั้น!
ชายหนุ่มหยุดชะงักและส่งเสียงถามเข้าไปในใจว่า “ผู้อาวุโส นี่มันสมรรถนะพิเศษอะไรของกฎแห่งเต๋าที่สองกันแน่ขอรับ?”
ยอดยุทธ์ที่ชั้นสองเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะมีเสียงตอบออกมาว่า “เขาเรียกว่าพลังนิรมิต… มันสามารถแทรกซึมเข้าไปในความฝันของเจ้าแล้วค่อยสังหารอย่างเงียบเชียบ!”
เยี่ยฉวนนิ่งงันพลันก็เสียงมาจากในใจ “ถ้าข้าใช้สิ่งนี้กลั่นกระบี่ ก็ต้องกลายเป็นกระบี่นิรมิตสินะ?”



