บทที่ 619 เจ้าดีแต่หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว! (ปลาย)
ทุกคนกลัวว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกันคนที่นางกำลังตามหา นางจะต้องทำลายปราการสุญญดาราด้วยพลังออกปะทะเพียงครั้งเดียว……
จากนั้นมีเสียงถามจากคนที่ยืนข้างหลินสวี่ เป็นชินเจิ้นที่เอ่ยถามเสียงแห้ง “ประมุขท่านพอจะรู้ไหมว่านางเป็นใคร?”
คนถูกถามสั่นศีรษะ “ไม่รู้ แต่ถ้าจะให้เดานางคงมาจากที่แห่งนั้น……”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้สีหน้าของชินเจิ้นเผือดลงเล็กน้อย “ท่านหมายถึงมิติที่ห้างั้นหรือ?”
หลินสวี่ตอบเสียงแผ่ว “เห็นทีจะเป็นไปได้มากที่สุด!”
อีกฝ่ายถึงกับยกมือขึ้นลูบเหงื่อเย็นชื้นซึ่งผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก เสียงพึมพำว่า “ถ้าเป็นจริง……”
หลินสวี่สั่นศีรษะพลางถอนใจเฮือก “ครั้งนี้เป็นการเตือนแม้ว่าปราการสุญญดาราจะไม่อ่อนด้อยก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถยืนหยัดต้านทานผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงได้ ถึงยังไงเราก็ต้องเดินหน้าทำภารกิจต่อไป! ยังมีที่ว่างสำหรับผู้กล้าเสมอ!”
พลันคนพูดราวกับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันไปมองหน้าและพูดกับอีกฝ่ายว่า “ส่งคนกลุ่มหนึ่งไปยังดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง สำนักผู้ตรวจการเขตแดนมันสบประมาทปราการสุญญดาราของเราไว้มาก แม้ว่าผู้อาวุโสจะปล่อยมันไปแต่พวกเรายอมไม่ได้”
ชินเจิ้นพยักหน้ารับคำรวดเร็ว “ข้าก็คิดเหมือนกัน”
จากนั้นคนพูดหมุนตัวกลับออกจากสถานที่ไป
ขณะนั้นมีเสียงของประมุขหลินสวี่กล่าวว่า “พยายามผูกมิตรกับเจ้าหนุ่มคนนั้นให้ได้ เข้าใจไหม?”
ชินเจิ้นตอบรับ “ขอรับ!”
หลังจากที่ทุกคนกลับไปหมดแล้ว หลินสวี่จึงหลับตาลงอย่างช้าๆ เสียงรำพึงกับตัวเองว่า “สำนักผู้ตรวจการเขตแดน พวกเจ้าดีแต่หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวแท้ๆ……”
…
ในความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขต ร่างของสตรีคนสวมชุดเรียบพุ่งผ่านไปในความว่างเปล่าด้วยความรวดเร็วที่ไม่อาจบรรยายได้ ยามที่เคลื่อนผ่านหมู่ดาว มองเห็นแค่เพียงแสงสว่างเจิดจ้าเท่านั้น
การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเช่นนี้ ยังผลให้บริเวณจักรวาลดาราที่สตรีเคลื่อนผ่านเกิดความสั่นไหวครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งดวงดาวน้อยใหญ่ต่างต้องผันแปรแกว่งไกวขึ้นลงตามสภาวการณ์
กระทั่งเนิ่นนาน ที่เบื้องหน้าของสตรีพลันเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นในจักรวาลดารา “กล้าดียังไงจึงบังอาจฉีกจักรวาลดารา ทำให้รวนไปหมดเช่นนี้!”
สิ้นคำพูดประโยคนั้น ฉับพลันพลังแข็งแกร่งพุ่งตรงไปยังสตรีสวมชุดเรียบ พลังแรงที่แผ่ปกคลุมประหนึ่งสามารถทำลายล้างโลกได้ในพริบตา!
สตรีสีหน้าสงบนิ่ง ดวงตาเหลือบมองไปในส่วนลึกไกลโพ้นของจักรวาลดารา พลันต่อมานางหรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะนั้นเองรัศมีแห่งลำแสงกระบี่พุ่งวาบออกจากดวงตาทั้งสอง จังหวะที่ลำแสงพุ่งออกไปกระทบกับพลังที่อยู่เบื้องหน้า พลังที่ว่าแหลกกระจัดกระจายในทันที ต่อมาบังเกิดเสียงกรีดร้องดังออกมาจากส่วนลึกล้ำของจักรวาลดาราอันแสนไกลโพ้น
ทันใดนั้นน้ำเสียงเจือความประหลาดใจถามขึ้นว่า “เจ้า……เจ้าเป็นใคร?”
สตรีคนสวมชุดเรียบหยุดนิ่งพลางเอามือไขว้หลัง แววตามองตรงเยือกเย็น “หลีกไปให้พ้น!”
เสียงเกรี้ยวกราดออกมาจากส่วนที่ลึกล้ำที่สุดแห่งจักรวาลดารา “เจ้าไม่รู้หรือว่าเราคือผู้คุมวินัยแห่งจักรวาลดารา ต้องธำรงไว้ซึ่งวินัยแห่ง……”
สตรีสวมชุดเรียบขัดจังหวะทันควัน “พอเสียที!”
จากนั้นนางได้หายวับไปจากสถานที่ทันที พริบตาถัดมาลำแสงแห่งกระบี่สว่างวาบทะลุผ่านจักรวาลดาราไปอย่างรวดเร็ว
ฉัวะ!
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ปรากฏศีรษะชุ่มโชกด้วยโลหิตแดงฉานร่วงลงมาจากจักรวาลดาราเบื้องบนอย่างช้าๆ
ตลอดระยะทางทุกครั้งที่สตรีสวมชุดเรียบผ่านเข้าไปในดินแดนจักรวาลดวงดาว จะมีคนแสดงตัวออกมาเพื่อหยุดนาง……ดังนั้นตลอดทางสตรีจะทำการสังหารคนที่แสดงตัวออกมาคนแล้วคนเล่า……
…
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวมชุดขาวยืนอยู่เพียงลำพัง
นางคืออันหลานซิ่ว!
พักใหญ่ต่อมามีชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมายืนข้างอันหลานซิ่ว คนที่เพิ่งมาแสดงคารวะต่ออีกฝ่าย “คารวะนายหญิง……”
อันหลานซิ่วถามเบาๆ “มีอะไร!”
คนถูกถามมีสีหน้าลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “อีกไม่เกินวันสองวันนี้ องค์เหนือหัวแห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะมาที่โลกชิงฉางด้วยตัวเอง ถึงตอนนั้นสำนักชางเจี้ยนคงต้องถึงกาลพินาศอย่างสิ้นเชิง หรือไม่ก็เซียนกระบี่แห่งโลกชิงฉางอาจปรากฏขึ้นอีกครั้ง!”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าน้อยๆ “เข้าใจแล้ว”
จากนั้นจึงหมุนตัวกลับออกไปทันที
ทันใดนั้นชายชราทะยานเข้าไปขวางหน้าอันหลานซิ่ว ขณะบิดมุมปากยกยิ้มเฝื่อน “นายหญิง ท่านประมุขสั่งไม่ให้ท่านไปที่สำนักชางเจี้ยนขอรับ!”
หญิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในอันตรายจริงๆ!”
ชายชราหน้าหมองลงรอยยิ้มจืดเจื่อนหนักกว่าเดิม “นายหญิง ถ้าองค์เหนือหัวของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนมาที่โลกชิงฉางด้วยตัวเองจริง ถึงไปท่านก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดีนะขอรับ!”
อันหลานซิ่วตอบทันควัน “ถ้าอย่างนั้นข้าก็สมควรต้องไป”
ว่าแล้วนางทำท่าจะลงจากเขา ชายชราสีหน้าลังเลก่อนจะพูดขึ้นโดยเร็วว่า “นายหญิง ท่านประมุขมีคำสั่งมาว่าถ้าท่านคิดจะไปช่วยทางนั้น ข้าสามารถขัดขวางได้เต็มที่ขอรับ!”
พลันร่างของอันหลานซิ่วหายวับไปทันที อีกฝ่ายเมื่อเห็นเช่นนั้นสีหน้าเปลี่ยนวูบและผลักฝ่ามือขวาออกไปข้างหน้าอย่างแรง
ตูม!!!
สิ้นเสียงระเบิดดังสนั่น จากนั้นเป็นร่างของชายชราที่กระเด็นไปไกลกว่า 300 ชุ่น!
สายตาที่เขม้นมองอันหลานซิ่วเต็มไปด้วยแววตาหวาดกลัว “นายหญิง ท่าน……”
คนที่อยู่ตรงข้ามส่ายหน้า “คนในตระกูลอันใครก็ขวางข้าไม่ได้ เข้าใจแล้วใช่หรือไม่?”
ว่าแล้วจึงหันกลับอย่างรวดเร็วก่อนจะลงจากเขาไป
บนเนินเขา ชายชราตบต้นขาของตนฉาดใหญ่ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาสดๆ ร้อนๆ “เป็นสตรีที่ทรงพลังอะไรเช่นนี้ แม้แต่เซียนกระบี่แห่งโลกชิงฉางกลับชาติมาเกิดก็ยังไม่คู่ควรเป็นศัตรูกับนาง! ไม่สิ นางจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ ข้าต้องรีบแจ้งท่านประมุข……”
จากนั้นคนหันหลังให้ก่อนจะหายวับไปไกลสุดเส้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
…
ณ โลกชิงฉาง
ภายในสำนักชางเจี้ยน ขณะนั้นเยี่ยฉวนยังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ริมฝั่งน้ำ
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปเขาก็ยังทำสมาธิอยู่เช่นเดิม
เซียนกระบี่!
เมื่อผู้ปฏิบัติกรรมฐานสงบจิตใจใคร่ครวญและเข้าถึงสมาธิ เขาจะค้นพบปัญหาหลายอย่างที่เคยมองข้ามรวมทั้งสิ่งใหม่ก็เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
เต๋าแห่งกระบี่!
การเดินทางครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการแล่นเรือทวนน้ำ ถ้าผู้แล่นเรือไม่ออกแรงพายอย่างเต็มที่ ทุกวันไม่มีความคืบหน้า ก็มีแต่จะถอยหลังอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
บริเวณริมตลิ่ง เขานั่งทำสมาธิอยู่ตรงนี้มานานราวครึ่งเดือนเห็นจะได้
เวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาเฝ้าไถ่ถามลึกลงไปถึงก้นบึ้งของจิตใจโดยไม่ปฏิเสธสิ่งที่อยู่ข้างใน และทำความเข้าใจจิตใจของตนเอง……
ความถ่องแท้ในตัวเอง!
รับรู้ข้อได้เปรียบและข้อบกพร่องของตนเอง รวมทั้งรับรู้ด้านดีและด้านเลวของตนเอง
เช้าวันใหม่เยี่ยฉวนเผยอเปลือกตาเปิดทันควัน พลันลำแสงกระบี่พุ่งวาบออกจากลูกนัยน์ตา
ชายหนุ่มค่อยผุดลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ จากนั้นก็ไม่มีเคลื่อนไหวอีกตลอดทั้งเช้าของวันนั้น!



