บทที่ 642 แดนแห่งไฟชำระ! (ต้น)
ไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว!
สีหน้าของเยี่ยฉวนเคร่งเครียดไป
ทุกสิ่งรอบตัวเป็นปกติทุกอย่าง ทว่าส่วนลึกของจิตใจของเยี่ยฉวนร้องบอกกับตนว่ารอบตัวในเวลานี้มีความไม่ชอบมาพากล!
ส่วนไม่ชอบมาพากลตรงไหน อันนี้เขาเองยังบอกไม่ได้!
หรือว่าตนยังอยู่ในความฝัน?
เมื่อคิดดังนั้นพลันเยี่ยฉวนถึงกับหน้าถอดสีทันที
ถ้าเขายังอยู่ในความฝันจริง ทำให้ยิ่งน่ากลัวมากขึ้น!
ยอดยุทธ์ที่ชั้นสอง!
ทันใดนั้นเขารีบผลุนผลันกลับขึ้นไปบนชั้นที่สองซึ่งก็ได้พบกับยอดยุทธ์ชั้นสอง นางมองคนที่พรวดพราดเข้ามาเฉยอยู่โดยไม่พูดสักคำเดียว
เยี่ยฉวนถามเสียงขรึม “ข้าอยู่ในความฝันงั้นหรือขอรับ?”
ยอดยุทธ์ชั้นที่สองนิ่วหน้าเล็กน้อย “เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร?”
ชายหนุ่มยืนนิ่งงันเป็นครู่ จากนั้นจึงหันกลับออกไป
ด้านนอกหอคอยแห่งเรือนจำ เยี่ยฉวนยืนมองไปรอบด้านขณะนั้นเขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาตวัดกระบี่ฟาดออกไปตรงหน้าอย่างแรงด้วยความรวดเร็ว
ฉัวะ!
รัศมีแห่งลำแสงกระบี่พุ่งวายพลันพื้นดินตรงหน้าปริแยกเป็นแนวยาวเหยียด รอยแตกลึกลงไปดุจไม่มีที่สิ้นสุด!
และบรรยากาศโดยรอบไม่มีความเปลี่ยนแปลง!
เขาไม่ได้อยู่ในความฝัน?
นิ่งคิดด้วยความสับสนใจยิ่งนัก
ทันใดนั้นเสียงพูดของคนดังขึ้นที่ข้างตัว “ทำอะไร?”
เยี่ยฉวนหันขวับ คนที่ยืนอยู่คือเหอเหลี่ยนเสี้ยน
เมื่อหญิงสาวเดินมาถึงยังบริเวณที่เยี่ยฉวน พลันเหลือบตามองรอยปริแตกบนพื้นดินเบื้องหน้าชายหนุ่มจึงหันไปถามกับอีกฝ่ายทันทีว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบทันทีขณะเบนหน้ามองไปยังเหอเหลี่ยนเสี้ยน นางเป็นคนจริงได้อย่างไร……ถ้าเขายังอยู่ในความฝัน แสดงว่ากฎเต๋าแห่งนิรมิตนั้นน่ากลัวเหลือเกิน! ทว่าถ้านี่มิใช่ความฝัน เขากลับรู้สึกไม่ชอบมาพากลและเจ้าความรู้สึกนี้ไม่เคยจางหาย หนำซ้ำยังเพิ่มทวีคูณมากขึ้นๆ!
หลังจากเอาแต่นิ่งเงียบพลันชายหนุ่มนั่งลงขัดสมาธิกับพื้น ฉับพลันต่อมาพลังปณิธานกระบี่แผ่กระจายออกมาล้อมรอบกาย
เขาพยายามรับรู้พลังสยบฟ้าดินผ่านพลังปณิธานกระบี่!
พลังปณิธานกระบี่จะลอยละล่องเรื่อยไปเรื่อยๆ……
เรื่องจริง!
การมองผ่านพลังปณิธานกระบี่เขาสัมผัสทุกอย่างได้อย่างสมจริงมาก แม้การมองของเขาจะใช้ทักษะดวงตากระบี่เพื่อมองโลกในทุกวันนี้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้พบความผิดปกติแต่อย่างใด!
ทว่าเขาเชื่อสัญชาตญาณของตนที่สุด!
ราวชั่วยามผ่านไปพลังปณิธานกระบี่เริ่มไหลรวมกลับสู่ร่างกายของเยี่ยฉวน
ชายหนุ่มกระพือเปลือกตาเปิดขึ้น พลันรัศมีแห่งลำแสงกระบี่สองลำแสงพุ่งวาบออกไป
งุนงง!
ทันใดนั้นเยี่ยฉวนรู้สึกงุนงงอย่างเฉียบพลัน!
ด้วยการใช้พลังปณิธานกระบี่สัมผัสออกไป เขายังไม่พบสิ่งไม่ชอบมาพากลอยู่ดี! บางทีสัญชาตญาณอาจเพี้ยนไป งั้นหรือ?
ความคิดจุดวาบขึ้นในหัว!
พลันนั้นเองเสียงดังจากรอบด้านประหนึ่งเสียงฟ้ากัมปนาท “ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น เยี่ยฉวนพลันรู้สึกวิงเวียนศีรษะจนมึนงงทำอะไรไม่ถูก ปานแสงสว่างเจิดจ้าจนทำให้งงงวย ผ่านไประยะหนึ่งเขาจึงค่อยหายกลับเป็นปกติ
ในขณะนั้นเขายังอยู่ในหอคอยแห่งเรือนจำ อาหลิงและยอดยุทธ์ชั้นที่สองยืนอยู่เบื้องหน้า
ยอดยุทธ์ชั้นสองมองเขาแน่วนิ่งขณะแววตาเย็นเยียบ!
ส่วนอาหลิงกำลังอุ้มกฎเต๋าแห่งนิรมิตมองตรงมาด้วยสีหน้าแววตาสับสนอย่างยิ่ง
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าอยู่ในความฝันใช่หรือไม่?”
สายตาของยอดยุทธ์ชั้นที่สองจ้องแน่วมาที่เยี่ยฉวน “เจ้านี่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลย!”
ชายหนุ่มหน้าเหลอหลาด้วยความงุนงง ขณะนั้นยอดยุทธ์ชั้นที่สองพูดต่อว่า “พลังของเจ้าหรือก็แค่กระผีกเดียว อยากจะควบคุมกฎเต๋าแห่งนิรมิตซึ่งมีร่องรอยของจิตวิญญาณอย่างนั้นน่ะ ถามหน่อยเถอะ ถูกฟ้าผ่าเสียจนหูอื้อตาลายไปแล้วหรือไง? คิดอย่างไรจึงทำอะไรโง่เขลาเช่นนี้!”
เยี่ยฉวนหน้าเจื่อนได้แต่ยิ้มแหย “ข้าไม่รู้มาก่อนว่าสิ่งนั้นจะน่ากลัวขนาดนี้นี่นา!”
ยอดยุทธ์ชั้นสองชำเลืองมองอีกฝ่ายสายตาเย็นชาขณะย้อนถามว่า “น่ากลัวงั้นหรือ? ถ้ากฎเต๋าแห่งปฐพีและกฎเต๋าแห่งสุญญากาศไม่ได้หลับใหล เจ้าคิดหรือว่าจะสามารถควบคุมทั้งสองได้? คนที่อยู่บนนั้นมีพลังอำนาจเหนือสิ่งใดในโลกหล้า ทว่าทำไมจึงถูกขังอยู่ที่นี่? นอกจากเพราะผนึกยันต์ของหอคอยแล้ว กฎเต๋าเหล่านี้ก็เป็นอีกเหตุผลด้วย”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ!”
ยอดยุทธ์ชั้นที่สองทอดสายตามองคนตรงข้ามนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ไม่หรอก ตอนนี้เจ้ายังไม่อาจเข้าใจในความน่ากลัวที่แท้จริงของกฎแห่งเต๋านี่ เหมือนกฎเต๋าแห่งนิรมิต เมื่อใดที่พลังของสิ่งนี้พุ่งขึ้นสู่จุดที่สูงที่สุด จะทำให้คนในโลกหลับใหลทั้งหมดในเวลาใดก็ได้และจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย”
ความรู้สึกหวาดหวั่นวูบเข้าจับหัวใจของชายหนุ่ม หอคอยแห่งนี้มีถึงเก้าชั้น กล่าวได้ว่ามีกฎแห่งเต๋าอันทรงพลังถึงเก้ากฎอยู่ที่นี่ ซึ่งนี่แหละที่เป็นปัญหา!
ใครกันเป็นคนรวบรวมกฎแห่งเต๋าเหล่านี้?
อีกนัยหนึ่งผู้เป็นเจ้าของหอคอยดั้งเดิมจะกล้าแกร่งสักปานใด?
ยอดยุทธ์ชั้นที่สองไม่พูดอะไรอีก นางหันหลังให้และออกจากชั้นที่หนึ่งไปเงียบๆ หลังจากยอดยุทธ์ชั้นที่สองกลับไปแล้ว อาหลิงหันมายิ้มกับอีกฝ่าย “สม! ถูกเอ็ดเลย!”
เยี่ยฉวนพูดไม่ออกและไม่ใส่ใจกับเด็กหญิงอีก จากนั้นเขาก็ออกจากหอคอยแห่งเรือนจำ เป็นเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว!
ชายหนุ่มลุกขึ้นและไปยังกำแพงเมือง ในระยะไกลออกไปเบื้องเหนือศีรษะปรากฏลมหายใจแข็งแกร่งนับหลายสิบแหล่ง!
พวกมันมากันแล้ว!
หลายคนที่จับตาดูมาจากบนกำแพงต่างมองดูด้วยความรู้สึกทึ่งปนอึ้ง
ทันใดนั้นฝูงสัตว์อสูรหลายสิบตัวพุ่งตรงเข้าไปในเมือง ครู่ต่อมาเสียงปะทะกันดังโครมครามออกมาจากภายในเมือง
และที่เชิงกำแพงเมืองปรากฏร่างของสัตว์อสูรสามตัว ระดับพลังของพวกมันทุกตัวขั้นทลายสุญตาทั้งสิ้น!
สัตว์อสูรทั้งสามจ้องเขม็งมาทางเยี่ยฉวนซึ่งกำลังยืนอยู่บนกำแพง พลันฝ่ายหลังกระโจนพรวดลงมา ขณะเดินตรงมายังพวกมันพลางถามว่า “ใครจะต่อสู้กับข้าก่อนเป็นรายแรก?”
ทันใดนั้นตัวที่ท่าทางเป็นหัวหน้าก้าวออกมาและมองคนตรงหน้าด้วยสายตาแน่วแน่ “ไอ้มนุษย์ ดูเจ้ามั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกิน!”
เยี่ยฉวนเหยียดมุมปากยกยิ้ม “ข้าอยากถามอะไรสักอย่างจะได้ไหม? ข้าสงสัยว่ามู่ฉางเป็นคนสั่งให้พวกเจ้ามาสินะ”
ฝ่ายตรงข้ามตอบ “แล้วแต่จะคิด!”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ช่างเถอะ ลงมือเลย!”
ว่าแล้วคนพูดทะยานออกไปทันที
และในขณะเดียวกันสัตว์อสูรก็หายวับไปจากสถานที่เช่นกัน พลันต่อมานั้นเอง……
ตูม!
ทันใดนั้นเสียงระเบิดดังสะท้อนก้องไปทั้งบริเวณ พลันร่างของชายหนุ่มและสัตว์อสูรผงะถอยกรูดห่างออกจากกันหลายต่อหลายครั้ง



