บทที่ 655 เล่นลูกไม้! (ปลาย)
หลังจากนั้นหัวหน้าผู้อาวุโสจึงหันไปบอกกับชายหนุ่มว่า “สองคนนั้นเป็นอาจารย์ของสถานศึกษาและต้องให้อาจารย์ใหญ่กลับมาชำระความ เจ้ามั่นใจได้เลยว่าสถานศึกษาเต๋าอี้จะไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกอย่างเด็ดขาด”
เยี่ยฉวนเหยียดมุมปากยิ้มเจื่อน “ข้าเข้าใจขอรับ… แต่ของล้ำค่า……”
ชายชราจึงตอบกลับไปว่า “อย่าห่วงเลย ถ้าพวกเขาเป็นคนเอาไปจริงข้าจะนำกลับมาคืนให้เจ้าเอง”
อีกฝ่ายออกอาการลังเล หากต่อมาจึงพยักหน้า “ตกลงขอรับ!”
ต่อมาหัวหน้าผู้อาวุโสหันหลังและกลับออกไป
หลังจากที่หัวหน้าผู้อาวุโสและผู้ติดตามกลับไปแล้ว ที่นั่นจึงมีเพียงเฟิงจิ้งและเยี่ยฉวนพลันฝ่ายแรกพูดทำนองสำทับมาว่า “เจ้าต้องเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นไว้เป็นความลับ มิเช่นนั้นอาจเกิดผลลัพธ์ที่ร้ายแรงตามมา”
เยี่ยฉวนจึงเอ่ยกับอีกฝ่ายว่า “รองอาจารย์ใหญ่ขอรับ ข้าอยากเข้าสาขาใน!”
เฟิงจิ้งลังเลนิดหนึ่งก่อนจะบอกว่า “ข้าจะจัดการให้ ได้เรื่องเมื่อไรจะรีบบอกก็แล้วกัน! เอาละกลับได้แล้วและไปพักผ่อนเสีย!”
หลังจากนั้นคนพูดหันหลังและกลับออกไปพร้อมผู้ติดตามอีกสองคน
ชายหนุ่มมองตามคนที่ออกไป สีหน้าของเขาค่อยแปรเปลี่ยนเป็นภาคภูมิใจอยู่ในที
ทำเนียบขุมทรัพย์จักรดารา!
จวบจนถึงตอนนี้ตัวเขาซึ่งไม่ค่อยกระจ่างในความหมายของทำเนียบขุมทรัพย์จักรดาราเท่าใดนัก ทว่ามาบัดนี้เริ่มรู้สึกขึ้นทีละน้อย!
แม้แต่คนอย่างหวังเชี่ยนหยายังไม่อาจต้านทานต่อความเย้ายวนจากสิ่งนั้น……บางทีหัวหน้าผู้อาวุโสก็เช่นกัน!
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ พักใหญ่ก่อนมีเสียงรำพึงกับตัวเองว่า “แม้แต่สถานศึกษาเต๋าอี้ก็ไม่ปลอดภัย!”
สถานะของเขาตอนนี้ก็เหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาแขวนทองคำก้อนใหญ่เดินคอตั้งเข้าไปในตลาดที่มีผู้คนมากมาย และคนที่มาห้อมล้อมก็ล้วนแต่ถูกเย้ายวนด้วยสิ่งนี้ทั้งนั้น!
นอกจากนั้น ภายนอกมีคนยอดฝีมือกำลังควานหาตัวเขาอยู่ทุกที่……
ในหอคอยยังมีตัวอันตรายอีกเต็มไปหมด!
“อนิจจา!”
เยี่ยฉวนถอนใจเฮือกรู้สึกสิ้นเรี่ยวแรงจนต้องล้มตัวลงนอนแผ่ไปบนพื้น พร้อมกับยกมือขึ้นก่ายหน้าผากสีหน้าส่อเค้าวุ่นวายใจเล็กน้อย
ต่อไปจะมีศัตรูเพิ่มขึ้นอีกมาก!
ศัตรู!
เขาฉุกใจคิดบางอย่างขึ้นได้จึงลุกพรวดขึ้นนั่ง ในเมื่อมีศัตรูได้ก็ย่อมมีมิตรได้ เหตุใดจึงไม่หามิตรให้มากขึ้นเล่า?
เยี่ยฉวนสังเกตได้ว่าทั่วบริเวณเงียบสงบดีแล้วจึงเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำทันที
ชายหนุ่มโผล่ไปยังชั้นที่สอง ทว่าดูเหมือนเป็นช่วงเวลาปิดตายของยอดยุทธ์ที่ชั้นสอง เมื่อไม่มีทางเลี่ยงเขาจำต้องผ่านชั้นที่สามซึ่งตรงขึ้นไปยังที่สี่
เยี่ยฉวนเดินเข้าไปในชั้นที่สี่ มุมปากยกยิ้มขณะให้เสียงออกไปว่า “ผู้อาวุโส ออกมาสนทนากันสักครู่เถอะขอรับ!”
เงียบกริบ!
เขาไม่หมดกำลังใจแค่นั้นจึงร้องถามออกไปอีกว่า “ผู้อาวุโสขอรับ สะดวกออกมาหรือไม่?”
บรรยากาศยังเงียบ!
ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเลย!
เยี่ยฉวนได้แต่ส่ายหน้าและทำท่าจะหันกลับ ขณะนั้นมีเสียงของใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “คนอย่างเจ้ามันไม่คู่ควรที่ข้าจะเสวนาด้วย เอาไว้เมื่อไรที่เจ้าบรรลุพลังปราณถึงขั้นสูงสุดค่อยมาหาข้า!”
ชายหนุ่มชะงักงันหยุดนิ่ง ต่อมาเขาจึงตอบโต้กลับน้ำเสียงฮึดฮัด “ตอนนี้ท่านไม่สนใจข้า ต่อไปข้าจะทำให้ท่านกลายเป็นคนไม่คู่ควรที่ข้าจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย คอยดู!”
จากนั้นคนพูดหันขวับและวิ่งกลับลงไป
ที่ชั้นหนึ่ง
เยี่ยฉวนได้พบอาหลิง ขณะนั้นเด็กหญิงกำลังง่วนอยู่กับการปลูกต้นผลไม้วิเศษ ซึ่งเมื่อได้พลังชี่โกลาหล ก็ทำให้ผลไม้วิเศษเจริญเติบโตได้อย่างน่ามหัศจรรย์
ชายหนุ่มมีทีท่าลังเลอะไรบางอย่าง เขาควรบอกอาหลิงดีหรือไม่ถึงพลังการต่อสู้ที่แท้จริงของนาง
อาหลิงสามารถต่อสู้ได้อย่างแท้จริง!
และถ้าเขาปล่อยให้นางรู้ว่าตนเองมีพลังการต่อสู้ เยี่ยฉวนเกรงว่าต่อไปเขาจะไม่สามารถควบคุมเด็กน้อยได้เลย!
ต่อมาไม่นานชายหนุ่มจึงละออกจากหอคอยแห่งเรือนจำก่อนจะตรงกลับไปที่ลานไป้กั๋ว ขณะที่ก้าวเข้าไปยังบริเวณลานไป้กั๋ว พลันเฟิงจิ้งปรากฏกายขึ้นต่อหน้า
เฟิงจิ้งเขม้นมองชายหนุ่มครู่หนึ่ง จากนั้นจึงบอกว่า “รองอาจารย์ใหญ่หวังและมู่เหลี่ยนตายแล้ว!”
คำบอกกล่าวนั้น ทำให้เยี่ยฉวนหยุดชะงักด้วยความตกตะลึง
ตายแล้ว?
คนตรงข้ามเอ่ยถามเสียงขรึม “ฝีมือเจ้าหรือไม่?”
ชายหนุ่มฝืนยิ้มขณะตอบกลับ “ผู้อาวุโสเฟิง ข้าจะสามารถทำอย่างนั้นได้อย่างไรขอรับ?”
เฟิงจิ้งนิ่งงันไป ชั่วขณะต่อมาจึงพูดว่า “น่าแปลก รองอาจารย์ใหญ่หวังและมู่เหลี่ยนเพิ่งถูกนำตัวไปขังที่คุกมืด จากนั้นเพียงไม่นานก็ถูกฆ่าตายอย่างเงียบๆ……”
เยี่ยฉวนเงียบงัน พลันต่อมาชายหนุ่มทำท่าตกอกตกใจ “ของล้ำค่าของข้าล่ะ?”
ของล้ำค่า!
อีกฝ่ายส่ายหน้า “วงแหวนสัมภาระของพวกเขาก็หายไปด้วย……”
เสียงเยี่ยฉวนพึมพำแผ่วเบา “หรือจะเป็นฝีมือของคนในสถานศึกษา?”
เฟิงจิ้งไม่ตอบ
เมื่อเห็นเช่นนั้นเยี่ยฉวนฉุกคิดขึ้นมาในใจทันที ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของคนในสถานศึกษาเป็นแน่!
เขามั่นใจว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่รู้สถานภาพที่แท้จริงในปัจจุบันของหอคอยแห่งเรือนจำ ถ้างั้นเหตุใดคนพวกนี้จึงกระเหี้ยนกระหือรือที่จะได้ไว้ในครอบครองนัก?
เพียงเพราะสิ่งนั้นเป็นของล้ำค่าอันดับแรกในทำเนียบขุมทรัพย์จักรดารางั้นหรือ?
คิดได้ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงหันไปเอ่ยถามคนอีกฝ่ายว่า “ผู้อาวุโสเฟิงขอรับ ทำเนียบขุมทรัพย์จักรดาราทั้งสิบนั้นมีอะไรบ้างหรือ?”
เฟิงจิ้งหันมามองคนถามนิดหนึ่ง “ของล้ำค่าอันดับที่สิบเป็นสมบัติล้ำค่าชั้นยอดมีชื่อว่าตรีศูลสมุทรดารา ซึ่งตรีศูลนี้เปี่ยมด้วยกระแสพลังแห่งดวงดาว ถ้าพลังได้รับการกระตุ้นออกมาเมื่อใด ต่อให้ยอดคนที่มีขั้นพลังสูงสุดก็สามารถถูกฆ่าตายได้เพียงเสี้ยวพริบตา และถ้าของชิ้นนี้ตกอยู่ในมือของคนยอดฝีมือขั้นสูงสุด ก็สามารถทำลายดินแดนจักรวาลดาราได้โดยไม่ยากเย็น!”
ได้ฟังเช่นนั้น ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง!
เวลานี้เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้คนมากมายจึงบ้าคลั่งถึงเพียงนี้!
ขนาดอันดับที่สิบยังน่ากลัวเพียงนี้ อันดับที่หนึ่งเล่าจะยิ่งกว่าสักเพียงใด?
ไม่น่าแปลกใจที่ใครต่อใครจึงพากันหัวเสียและไล่ล่าเขาอย่างกับสุนัขบ้า!
พลันนั้นเองความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของเยี่ยฉวนอย่างฉับพลัน เมื่อคิดแล้วสีหน้าของเขาจึงแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง สมบัติล้ำค่านี้ไม่เพียงหวังเชี่ยนหยาและคนอื่นที่ไม่อาจทนต่อความเย้ายวน ดูเหมือนว่าทั้งสถานศึกษาเต๋าอี้ก็ไม่อาจทนต่อความเย้ายวนเฉกเช่นเดียวกัน!
หนี!
รีบหนีไป!
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังหาทางหลบหลีกนั้นเอง ครู่ต่อมามีชายชราผู้หนึ่งปรากฏกายออกเบื้องหน้าเยี่ยฉวนและเฟิงจิ้ง คนที่เข้ามาหันไปบอกกับชายหนุ่มโดยตรงว่า “หัวหน้าผู้อาวุโสให้มาตามไปพบ!”
เยี่ยฉวนเบิกตาโพลงแสดงความแปลกใจระคนตื่นเต้น พร้อมด้วยท่าทางดีอกดีใจ “เขาหาของล้ำค่าพบแล้วใช่ไหม? หาพบแล้วใช่ไหม? ไป……พาข้าไปเอาคืนมาเร็วเข้า……”
ชายสวมชุดดำ “……”



