บทที่ 661 มันเป็นเขา เขาทำ!
รายนามบัญชีแดง?
เยี่ยฉวนนิ่งงันไปแล้วเอ่ยถาม “มันคือสิ่งใดหรือ?”
เสี่ยวเก้อตอบเสียงต่ำ “เป็นรายนามที่อยู่ในสาขาภายในที่สืบทอดส่งต่อกันมาเป็นเวลานาน หากนามของผู้ใดอยู่ในรายนามนั่น หมายความว่าผู้ที่สามารถสังหารคนผู้นั้นได้จะได้รับรางวัล”
เมื่อเอ่ยถึงสิ่งนี้เขาปรายมองไปที่เยี่ยฉวน “ค่าหัวของท่านคือเพชรน้ำค้างสีม่วงหนึ่งแสนก้อน!”
หนึ่งแสนก้อน!
ได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็เดือดดาลขึ้นมา “บัดซบ ข้ามีค่าเพียงเพชรน้ำค้างสีม่วงหนึ่งแสนก้อนหรือ? เจ้าล้อข้าเล่นหรือ?”
เสี่ยวเก้อและคนอื่นๆ “……”
บัดนั้นเยี่ยฉวนพลันกล่าว “เหล่าอาจารย์เข้าถึงรายนามบัญชีแดงนี้ได้หรือไม่?”
เสี่ยวเก้อส่ายศีรษะของเขา “รายนามนี้มีอยู่เพียงในหมู่ศิษย์ และเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ รวมถึงไม่มีการบริหารจัดการใดๆ ตราบที่ผู้คนที่อยู่ในรายนามสิ้นชีพ ค่าหัวจะตกไปอยู่ในมือของผู้สังหารด้วยตัวมันเอง”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วน้อยๆ “เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า?”
เสี่ยวเก้อหัวเราะ “เหตุเพราะศิษย์ทุกคนในสาขาภายในนั้นในทุกๆ ภาคการศึกษาต้องการจดทะเบียนลงในรายนามบัญชีแดง หากท่านปรารถนาให้ผู้ใดอยู่ในรายนามนั้น ก็ไปหาผู้จดทะเบียน……ฉะนั้นหากผู้ที่ท่านอยากให้สังหารตายลง ผู้จดทะเบียนจะมอบค่าตอบแทนให้ผู้สังหารโดยตัวเขาเอง”
เยี่ยฉวนเอ่ยถาม “ผู้ใดคือผู้จดทะเบียนหรือ?”
เสี่ยวเก้อพูดด้วยเสียงต่ำ “ข้าหารู้ไม่! เป็นผู้ที่ลึกลับยิ่งนัก ไม่มีใครรู้ได้!”
ได้ยินเช่นนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนหมองหม่นไปในทันที
ผู้ใดกันที่ต้องการให้เขาตาย?
หนานซานเป็นคนแรกที่ปรากฏขึ้นในใจเขา!
กระนั้นชายหนุ่มกลับรับรู้ได้ว่ามันไม่น่าเป็นไปได้อย่างมาก หนานซานเป็นอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องและหากชายผู้นี้ปรารถนาที่จะสังหารเขา เขาคงไม่กลายเป็นคนที่เก่งกาจเช่นนี้
ทว่าหากมิใช่หนานซาน จะเป็นผู้ใดกันเล่า?
เยี่ยฉวนครุ่นคิด
เสี่ยวเก้อจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “ท่านควรระวังตัว”
เยี่ยฉวนละความคิดไปและเอ่ยเสียงต่ำ “จะมีผู้ใดมาสังหารข้าจริงหรือ?”
เสี่ยวเก้อฝืนยิ้ม “เพรชน้ำค้างสีม่วงหนึ่งแสนก้อนสามารถฝึกฝนบำเพ็ญเพียรในหอคอยเพลิงอินทนิลได้เดือนหนึ่ง หลายๆ คนคงรู้สึกว่ามันล่อตาล่อใจเป็นแน่!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับน้อยๆ “ข้าเข้าใจ”
จากนั้นเขาก็เบือนหน้าไปมองด้านนอก และในเวลานั้นท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเบา “น้องเสี่ยว ข้าจะบอกความจริงแก่เจ้า ข้าอาจจะมีปัญหามากมายในสาขาภายในนี้ กล่าวคืออาจจะมีการต่อสู้แทบทุกเมื่อเชื่อวัน”
เสี่ยวเก้อเงียบงันไป
จากที่ได้รู้จักเยี่ยฉวนมาจนถึงบัดนี้ เขารับรู้ถึงบางสิ่งที่คลุมเครือ เขาตระหนักว่าการติดตามเยี่ยฉวนทำให้เขาได้รับค่าตอบแทน ทว่าคงจะมีปัญหาอีกมากมายเช่นที่ผ่านมาเกิดขึ้น
บัดนั้นเองชายที่อยู่ข้างเสี่ยวเก้อพลันยืนขึ้น เขามองตรงไปที่เยี่ยฉวน “ข้าร่วมด้วย! แน่นอนว่าเพชรน้ำค้างสีม่วง 10,000 ก้อนต่อการต่อสู้ครั้งหนึ่ง ข้อตกลงมีเพียงแค่อย่าได้โจมตีเหล่าอาจารย์!”
แน่นอนว่าเขารู้เกี่ยวกับการประมือของเยี่ยฉวนกับอาจารย์หยวน
พวกเขากล้าดีพอที่จะประมือกับศิษย์ผู้อื่นในสาขาภายใน ทว่าไม่อาจหาญพอจะต่อสู้กับเหล่าอาจารย์ เหตุเพราะมันเป็นไปได้ว่าจะถูกขับไล่ออกจากสถานศึกษา!
เยี่ยฉวนเผชิญหน้ากับชายผู้นั้นและหัวเราะออกมา “นามของเจ้าคือ?”
เขากุมกำปั้นทั้งสองต่อหน้าเยี่ยฉวน “หลี่เชวียน”
เยี่ยฉวนยิ้ม “ดี!”
จากนั้นเขาก็ชี้นิ้วออกไป แหวนสัมภาระก็ลอยไปอยู่เบื้องหน้าหลี่เชวียน ภายในแหวนนั้นมีเพชรน้ำค้างม่วง 10,000 ก้อนถ้วน!
บัดนั้นชายอีกคนหนึ่งลุกขึ้น “ท่านพี่เยี่ย ข้าเก้อชิ่ว ข้าปรารถนาที่จะเข้าร่วมกับท่านเช่นกัน”
เยี่ยฉวนก็มอบเพชรน้ำค้างสีม่วง 10,000 ก้อนให้เก้อชิ่วเช่นกัน และจากนั้นเขาก็หันไปหาเสี่ยวเก้อ “น้องเสี่ยว แล้วเจ้าเล่า?”
เสี่ยวเก้อจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนและฝืนยิ้มออกมา “ข้ารับค่าตอบแทนจากท่านมาแล้ว จะมีตัวเลือกอื่นอีกหรือ?”
กล่าวถึงสิ่งนี้เขาก็หยุดพูดไปชั่วขณะและถามออกมา “ข้าใคร่รู้เกี่ยวกับแผนการของท่านในภายภาคหน้า!”
เยี่ยฉวนหัวเราะ “เพื่อหาสถานที่ในการบำเพ็ญเพียรในหอคอยเพลิงอินทนิล”
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เสี่ยวเก้อและคนอีกสองคนรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา ไม่ช้าเสี่ยวเก้อก็เอ่ยอย่างเอาจริงเอาจัง “ข้าก็จะร่วมด้วย!”
เพื่อที่จะแย่งชิงสถานที่ดีๆ ในการบำเพ็ญเพียร เขาต้องมีพลังที่กล้าแกร่งหรือไม่ก็มีผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งเป็นผู้นำ!
และเยี่ยฉวนคือผู้ที่เหมาะสม!
กล่าวอย่างตรงไปตรงมาคือพวกเขาไม่ได้สู้เพื่อเยี่ยฉวนเท่านั้นแต่พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันเช่นกัน!
เป็นกำไรแล้ว!
ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้นเสี่ยวเก้อและคนอื่นๆ ได้จากไปเหลือเพียงเยี่ยฉวนในจวน
เยี่ยฉวนนั่งอยู่บนที่นอนเงียบๆ ทั้งคืน
วันต่อมา
ในจวนนั้นเสี่ยวเชียนยืนอยู่ รอบด้านเขามีคนทั้งหมดหกคน รวมถึงไป๋หลิง
ด้านหลังเสี่ยวเชียน ชายผู้หนึ่งชำเลืองมองท้องฟ้าและยิ้มเยาะ “ตอนนี้เป็นเวลารุ่งสาง เยี่ยฉวนจะไม่มาประลองหรือ? เหตุใดถึงยังไม่มาเสียที? หัวหดไปแล้วหรืออย่างไร?”
อีกด้านหนึ่งไป๋หลิงส่ายศีรษะ “เขาไม่ใช่ผู้ขี้ขลาดตาขาว รออยู่ที่นี่เถิด!”
ชายผู้นั้นเอ่ยอย่างเฉยเมย “ความคิดเห็นของข้าคือ ไปหาเขาเองเสียเลยและรอดูว่าเขาจะทำเช่นไรได้!”
ไป๋หลิงปรายตามองชายที่กำลังพูดอยู่ “ชินเฟิงเชียน เจ้าไม่ควรดูแคลนคนผู้นี้ เขาเป็นถึงเซียนกระบี่ด้วยอายุเท่านี้ ฉะนั้นเขาหาใช่คนระดับปกติทั่วไป”
ชินเฟิงเชียนยิ้มเยาะ “เซียนกระบี่หรือ? แล้วอย่างไรเล่า? เขาจะเก่งกาจไปกว่าศิษย์พี่หนานซานหรือ?”
ไป๋หลิง ส่ายศีรษะของนางน้อยๆ “อย่างไรเสียก่อนที่หนานซานจะออกไป พวกเราควรรอและเฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไป”
นางครั่นคร้ามในความแข็งแกร่งของเยี่ยฉวนยิ่งนัก!
ก่อนหน้านี้นางและเสี่ยวเชียนไม่สามารถเอาชนะเยี่ยฉวนด้วยกันได้ เพราะนางประมาทเยี่ยฉวนในทีแรก ตอนนี้นางกลัวเกรงเยี่ยฉวนเป็นอย่างมาก
ชินเฟิงเชียนมองไป๋หลิงด้วยความเฉยเมย “หากเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ต้องถึงกับให้ศิษย์พี่หนานซานเป็นคนจัดการด้วยตนเอง มิใช่ว่าพวกเราจะดูไร้ประโยชน์ไปหรือ? และยามที่เยี่ยฉวนเพิ่งเข้ามาในสาขาภายในนี้ เขาได้ตัดแขนของเสี่ยวเชียนไป นี่มันราวกับว่าพวกเราถูกตบเข้าที่หน้าทุกคน! ฉะนั้นข้าคิดว่าพวกเราควรชิงลงมือก่อนโดยการไปหาเขาและชำระล้างความอับอายนี่!”
ไป๋หลิงรีบเร่งไปหาเสี่ยวเชียนที่อยู่เบื้องหน้าของนาง นางกำลังจะกล่าวบางสิ่ง ทันใดนั้นศีรษะของเสี่ยวเชียนก็หลุดออกจากบ่าของเขาไป
โลหิตพวยพุ่งออกมาราวกับเสาโลหิต!
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ทั้งพื้นที่ก็เงียบงันไป!
ตายหรือ?
เสี่ยวเชียนตายแล้วหรือ?
จิตใจของไป๋หลิงและคนอื่นๆ วูบโหวงไป
ขณะนั้นเองที่ไป๋หลิงกล่าวขึ้นมาอย่างแข็งขันในทันใด “มันเป็นเขา เขาทำ!”
เยี่ยฉวน!
ไม่ช้าทุกคนก็รำลึกถึงเยี่ยฉวนได้
“เป็นไปไม่ได้!”
ชินเฟิงเชียนที่อยูอีกด้านเอ่ยขึ้นมาอย่างกราดเกรี้ยว “เขาสังหารเสี่ยวเชียนอย่างเงียบเชียบต่อหน้าพวกเราได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!”
ไป๋หลิงจ้องไปที่ศีรษะของเสี่ยวเชียนที่พื้นดินอย่างไม่วางตา คิดฉงนใจถึงสิ่งที่ผู้คนอาจยังไม่รับรู้
บัดนั้นชายวัยกลางคนพลันปรากฏกายเบื้องหน้าทุกคน
เขาคือท่านอาจารย์หยวน!
เมื่อเห็นร่างของเสี่ยวเชียนบนพื้น ใบหน้าของอาจารย์หยวนก็ถมึนทึงขึ้นมาทันที “เขาทำหรือ?”
โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครให้คำตอบ เขาหันกลับและหายวับไปในบัดดล
ไป๋หลิงและคนอื่นๆ เร่งรุดตามไป
สักพักหนึ่งอาจารย์หยวนและคนอื่นๆ ก็มาถึงเรือนไม้ของเยี่ยฉวน อาจารย์หยวนโบกมือขวา พลันประตูเรือนไม้ของเยี่ยฉวนก็เปิดออกในทันที บัดนั้นเยี่ยฉวนออกมาจากด้านใน
เมื่อเขาเห็นอาจารย์หยวนและคนอื่นๆ เยี่ยฉวนดูงุนงงและจากนั้นเขาก็หัวเราะออกมา “โอ้ เหตุใดพวกท่านถึงมาเยือนจวนของข้าในวันนี้กันเล่า?”
อาจารย์หยวนจ้องเขม็งไปที่เยี่ยฉวน “เจ้าเป็นคนทำหรือ!”
เยี่ยฉวนคิ้วขมวดและท่าทางงงงวย “ท่านหมายความว่าอันใดกัน?”
อาจารย์หยวนกล่าวอย่างเย็นเยือก “เสี่ยวเชียนตาย!”
“ตาย?”
เยี่ยฉวนชะงักงันไปชั่วขณะก่อนจะกล่าว “เขาปลิดชีพตนเองหรือ?”
“เยี่ยฉวน!”
บัดนั้นไป๋หลิงที่อยู่ไม่ไกลพลันชี้มาที่เยี่ยฉวน “เจ้าเป็นคนทำ!”
เยี่ยฉวนตอบเสียเบา “เจ้าไม่ควรใช้คำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นนี้!”
ไป๋หลิงกล่าวอย่างกราดเกรี้ยว “หากมิใช่เจ้า จะเป็นผู้ใดได้เล่า? เจ้าเป็นคนทำ!”
เยี่ยฉวนเฉยเมย “เจ้าบอกว่าข้าทำ เจ้ามีหลักฐานหรือ? หากเจ้าไม่มีหลักฐานใดๆ ช่วยหุบปากของเจ้าเสีย หากเจ้าไม่หุบปาก จงเข้ามาประมือกับข้าตัวต่อตัว!”
“เจ้า!”
ไป๋หลิงเดือดดาลเป็นอย่างมาก
เยี่ยฉวนเมินไป๋หลิงและเผชิญหน้ากับอาจารย์หยวน “ท่านอาจารย์หยวน ท่านมีหลักฐานในการพิสูจน์ว่าข้าทำหรือไม่?”
อาจารย์หยวนจ้องมองเยี่ยฉวนโดยไม่พูดอะไร
เยี่ยฉวนหัวเราะ “อาจารย์หยวน ความเป็นจริงแล้วนี่เป็นเรื่องระหว่างข้าและพวกเขา ข้าคิดว่าท่านไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวจะเป็นการดีกว่า!”
อาจารย์หยวนยิ้มเยาะ “ข้าคือผู้ฝึกสอนวรยุทธ์ในสาขาภายใน เรื่องนั้นคือความรับผิดชอบของข้า เจ้าให้ข้า……”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะและขัดคนอาจารย์ “ในเมื่อท่านต้องการจะเข้ามาจัดการเรื่องนี้ เช่นนั้นย่อมได้!”
มือของอาจารย์หยวนกำแน่นขึ้นช้าๆ ใบหน้าเริ่มมืดหม่น “เยี่ยฉวน เจ้ามองสถานศึกษาเต๋าอี้เป็นสิ่งใดกัน? เจ้าสังหารผู้คนยามที่เจ้าอยากจะสังหารหรือ? เจ้า……”
เยี่ยฉวนขัดคำพูดของอาจารย์หยวนอีกครั้ง “อาจารย์หยวน ท่านว่าข้าสังหารผู้คน ท่านมีหลักฐานหรือไม่?”
อาจารย์หยวนค่อนข้างอับอาย เหตุเพราะเขาไร้ซึ่งหลักฐาน!
ด้วยเหตุนี้ เยี่ยฉวนจึงจ้องไปที่ไป๋หลิงและคนอื่นๆ “พวกเจ้ากล่าวหาว่าข้าสังหารคน ทว่าเจ้าเห็นข้าตอนสังหารหรือคาดเดาว่าข้าเป็นผู้สังหารกันแน่หรือ?”
ไป๋หลิงและคนอื่นๆ รู้สึกอับอายเหตุเพราะเขาไม่รู้ว่าเสี่ยวเชียนนั้นตายอย่างไร
มันช่างแปลกประหลาด!
เว้นแต่ไป๋หลิง ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเยี่ยฉวนเป็นผู้กระทำ เสี่ยวเชียนนั้นแน่นอนว่าอ่อนด้อยกว่าเยี่ยฉวน ทว่าเขายังสามารถโต้กลับได้ และเขายังคงถูกสังหารต่อหน้าคนเหล่านี้
อาจารย์หยวนถามขึ้นทันควัน “เยี่ยฉวน เจ้าทำสิ่งใดอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงบัดนี้หรือ?”
เยี่ยฉวนหัวเราะ “บำเพ็ญเพียรอยู่ในจวน!”
อาจารย์หยวนถามอีกครั้ง “มีผู้ใดเป็นพยานได้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ “เสี่ยวเก้อและผู้อื่นสามารถเป็นพยานได้”
อาจารย์หยวนจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน เวลาผ่านไปครู่เขาก็หันไปและกล่าว “จงเรียกเสี่ยวเก้อมา!”
จากนั้นพักหนึ่งเสี่ยวเก้อก็มาถึงกลุ่มคนที่มุงกันอยู่ เขาคำนับอาจารย์หยวนน้อยๆ “เคารพท่านอาจารย์หยวน!”
อาจารย์หยวนปราดมองเสี่ยวเก้อ “เยี่ยฉวนอยู่ในจวนตั้งแต่เมื่อคืนวานจนบัดนี้หรือ?”
เสี่ยวเก้อพยักหน้ารับ “ตามที่ท่านว่า ข้า หลี่เชวียน และคนอื่นๆ อยู่ในห้องของศิษย์พี่เยี่ยด้วยกันทั้งหมดเมื่อคืน”
อาจารย์หยวนหรี่ตาน้อยๆ “เหตุใดเจ้าจึงอยู่ในห้องของเขา!”
เสี่ยวเก้อหัวเราะ “เยี่ยฉวนเป็นถึงเซียนกระบี่ด้วยอายุเพียงนี้ พวกข้าจึงอยากผูกมิตรกับเขาไว้!”
อาจจารย์หยวนจ้องมองเสี่ยวเก้ออย่างไม่วางตา “เจ้าแน่ใจหรือ?”
เสี่ยวเก้อผงกศีรษะ “ขอรับ!”
อาจารย์หยวนยังคงต้องการจะถามบางสิ่งอีก ทว่าเยี่ยฉวนกล่าวขึ้นในฉับพลัน “แท้จริงแล้วข้าคิดว่าเสี่ยวเชียนคงรู้สึกละอายใจจึงปลิดชีพตนเอง!”
เมื่อพูดถึงสิ่งนี้เขาหันไปเผชิญหน้ากับไป๋หลิง “เจ้าละอายใจหรือไม่?”
ได้ยินเช่นนี้ไป๋หลิงก็ถึงกับตกตะลึง “เจ้า เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
เยี่ยฉวนฉีกยิ้ม “แท้จริงแล้วหากเจ้าได้ปฏิสัมพันธ์กับข้า เจ้าจะพบว่าข้านั้นเป็นคนดีมากถึงมากที่สุด แน่นอนว่าหากมีผู้ใดที่ต้องการกลั่นแกล้งข้า ข้าจำต้องปล่อยให้เขาตาย โอ้… กล่าวให้ชัดเจนคือข้าหาได้สังหารเสี่ยวเชียน ข้าคงตัวตนของข้า……ข้ารับรองกับความยึดถือในศีลธรรมของศิษย์พี่โม่อวิ๋นฉีที่ดีของข้าว่าข้าหาได้สังหารเขา!”
……



