บทที่ 662 ข้าไม่เชื่อเจ้า!
เบื้องหน้าเรือนไม้นั้น ไป๋หลิงจ้องมองเยี่ยฉวนไม่วางตา นางรู้ว่าเยี่ยฉวนเป็นผู้กระทำเป็นแน่ ทว่านางไม่สามารถรู้ได้ว่าเยี่ยฉวนสังหารเสี่ยวเชียนอย่างเงียบเชียบได้อย่างไร
วิธีนี้มันแปลกประหลาดเกินไป!
ในเวลานี้อาจารย์หยวนงุนงงเป็นอย่างมากเช่นกัน เยี่ยฉวนสังหารเสี่ยวเชียนต่อหน้าต่อตาทุกคนได้อย่างไร?
แม้แขนของเสี่ยวเชียนจะถูกตัดไป เขายังคงเป็นยอดฝีมือในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ไป๋หลิงและคนอื่นๆ ยังอยู่รอบๆ เช่นกัน
น่าพิศวง!
อาจารย์หยวนชำเลืองมองเยี่ยฉวน “ข้าจะขอให้สถานศึกษาจัดการเรื่องนี้”
จากนั้นเขาก็เบือนหน้าและออกไป
ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้
เหตุผลที่เขาเข้าไปข้องเกี่ยวก่อนหน้านี้เพราะเยี่ยฉวนนั้นยโสโอหังตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน เขาจึงต้องการจะกำราบความยโสโอหังของเยี่ยฉวนเสีย
ทว่าบัดนี้ เขาพบว่าเยี่ยฉวนนั้นน่าพิศวงเกินไป หากเขาทำสิ่งใดลงไป เขาคงนำตนเองไปสู้ความยุ่งยาก
ศิษย์ที่มาที่สถานศึกษาเต๋าอี้นั้นมักมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาเสมอ
เมื่อเห็นว่าอาจารย์หยวนไปแล้ว สีหน้าของไป๋หลิงก็แปรเปลี่ยนไป “ท่านอาจารย์หยวน?”
อาจารย์หยวนเมินเฉยและหายไปในที่ที่ไม่ห่างออกไปนัก
เบื้องหน้าเรือนไม้ไผ่ ชินเฟิงที่อยู่ข้างๆ ไป๋หลิงพลันจ้องมองเยี่ยฉวนด้วยความเย็นชา “เยี่ยฉวน คนยโสโอหังเช่นเจ้าจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน เจ้า……”
เยี่ยฉวนชี้ไปที่ชินเฟิง “จงเข้ามาและฟันข้าเสีย!”
ได้ยินเช่นนั้น ชินเฟิงก็ไม่พอใจนัก เขากำลังจะเริ่มการต่อสู้ ทว่าไป๋หลิงที่อยู่อีกด้านห้ามเขาไว้
ไป๋หลิงเอ่ยเสียงต่ำ “จงรอหนานซานออกมาก่อน!”
ณ ตอนนั้น เยี่ยฉวนกล่าวขึ้นทันควัน “นี่ เหตุใดเจ้าจึงห้ามเขาไว้เล่า? อย่าได้ห้ามเขา ปล่อยให้เขาเข้ามา!”
“เยี่ยฉวน!”
ชินเฟิงจ้องเขม็งไปที่เยี่ยฉวนอย่างโมโหฉุนเฉียวและดูดุร้ายยิ่ง ปราณอันแข็งแกร่งปลดปล่อยออกมาจากตัวคนและส่งแรงกระทบไปทางเยี่ยฉวน ขณะเดียวกันเยี่ยฉวนพลันมุ่งไปด้านหน้า จากนั้นกระบี่แห่งแสงก็สะบั้นลงที่ศีรษะของชินเฟิงอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
ลมปราณที่ปลดปล่อยออกมาจากชินเฟิงนั้นถูกฟันด้วยกระบี่ของเยี่ยฉวนในทันที และจากนั้นชินเฟิงก็ร่นถอยไปอย่างรุนแรง
เยี่ยฉวนกำลังจะสู้ต่อยามที่ไป๋หลิงและคนอื่นๆ เข้ามาโจมตีอย่างรวดเร็ว……
ตู้ม!
เยี่ยฉวนล่าถอยไปกว่าสิบๆ ฉื่อ!
ไป๋หลิงจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “เยี่ยฉวน เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถสู้กับคนสิบคนพร้อมกันได้หรือ?”
เยี่ยฉวนยิ้ม “พวกเจ้าจะสู้กับข้าพร้อมกันหรือนี่!”
ไป๋หลิงกล่าวอย่างเย็นชา “แล้วอย่างไรเล่า?”
สู้ตัวต่อตัว?
นางรู้อย่างชัดแจ้งว่าคนตรงนี้แทบไม่มีใครที่สามารถล้มเยี่ยฉวนได้หากเป็นการสู้ตัวต่อตัว
เยี่ยฉวนยิ้มน้อยๆ “เยี่ยมยอด!”
หลังจากนั้นมีคนสี่คนปรากฏกายที่ด้านหลังของเขา ซึ่งก็คือเสี่ยวเก้อและคนอื่นอีกสามคน
เมื่อเห็นคนเหล่านั้น ใบหน้าของไป๋หลิงก็เปลี่ยนสีไป ขณะที่นางกำลังจะกล่าวอะไรออกไป เยี่ยฉวนก็พลันเร่งรุดไปด้านหน้า กระบี่แห่งแสงก็ฟาดฟันไปที่ไป๋หลิงโดยทันที
เสี่ยวเก้อและคนอื่นๆ ก็เริ่มจู่โจมทันที!
เมื่อเห็นเช่นนี้ ดวงตาของไป๋หลิงหรี่เล็กลง หญิงสาวตั้งท่าเตรียมเปิดฉากต่อสู้ ทว่าอยู่ๆ ลมปราณอันกล้าแกร่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านาง
ตู้ม!
ทั้งสองด้านนั้นถูกแยกออกด้วยลมปราณนี้อย่างฉับพลัน!
เยี่ยฉวนและคนอื่นๆ หยุดลง และด้านหน้าเขาชายชราก็ปรากฏกายขึ้น
นั่นคือหัวหน้าผู้อาวุโส!
ยามที่เห็นชายผู้นี้ ไป๋หลิงและคนอื่นๆ ต่างเร่งรับทำความเคารพ “เคารพท่านหัวหน้าผู้อาวุโส!”
หัวหน้าผู้อาวุโสปรายตามองเยี่ยฉวน “จงตามข้ามา!”
หลังจากนั้นเขาก็หันกลับและจากไป
ข้างๆ เยี่ยฉวนนั้น เสี่ยวเก้อเอ่ยเสียงต่ำ “ศิษย์พี่เยี่ย……”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร!”
จากนั้นเขาก็ออกตามไป
ไม่ช้าเยี่ยฉวนก็ตามหัวหน้าผู้อาวุโสไปที่หอเต๋าอี้ที่ที่มีคนอื่นๆ อยู่ รวมถึงอาจารย์หยวนด้วย
ทุกคนล้วนจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน สีหน้าของพวกเขาดูย่ำแย่ยิ่ง หลังจากที่เยี่ยฉวนมาที่สถานศึกษาเต๋าอี้ เขาได้สร้างเรื่องเอาไว้มากมายนัก
หัวหน้าผู้อาวุโสชำเลืองมองเยี่ยฉวน “เจ้าช่วยละลดสักหน่อยได้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนดูดื้อรั้นอยู่บ้าง “ข้าไม่ต้องการเช่นนั้นเช่นกันขอรับ”
“เจ้าน่ะหรือ?”
ไม่ไกลออกไปนั้น อาจารย์หยวนกล่าวอย่างเย็นชา “หลังจากที่เข้ามาในสาขาภายใน เจ้าก็เข่นฆ่าศิษย์ของที่นี่ เจ้า……”
เยี่ยฉวนพลันขัดคำพูดของอาจารย์หยวน “ท่านอาจารย์หยวน ท่านกล่าวว่าข้าเข่นฆ่าผู้คน ท่านมีหลักฐานหรือไม่?”
อาจารย์หยวนพูดเสียงเบา “ถูกต้อง ข้าหาได้มีหลักฐาน ทว่าเยี่ยฉวน ทุกคนที่นี่ล้วนรู้อย่างชัดแจ้ง เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าตนเป็นผู้กระทำ!”
เยี่ยฉวนกล่าว “ข้าไม่ได้ทำ!”
อาจารย์หยวนเหยียดมุมปากของเขาน้อยๆ และเขารับรู้ได้ว่าสิ่งที่เยี่ยฉวนพูดนั้นช่างไร้แก่นสารโดยแท้
เวลานั้นเองหัวหน้าผู้อาวุโสพลันเอ่ยขึ้น “เยี่ยฉวน ครั้งนี้ที่ข้าขอให้เจ้ามาที่นี่ก็เพื่อถามว่าเจ้าจะช่วยหยุดการกระทำของเจ้าได้หรือไม่!”
เยี่ยฉวนฝืนยิ้ม “ท่านหัวหน้าผู้อาวุโส ช่วยเห็นแก่ฟ้าดินหน่อยเถิด พวกเขาเข้ามาแส่หาเรื่องก่อน”
หัวหน้าผู้อาวุโสท่าทางเฉยเมย “แล้วเจ้าก็สังหารคนผู้นั้นหรือ? ในความขัดแย้งอันเล็กน้อยนี่?”
เยี่ยฉวนตอบ “ขอรับ ข้าทำ!”
หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนอยู่นานแสนนานและท้ายที่สุดเขาก็ส่ายศีรษะแล้วทอดถอนใจ “ช่างมันเถิด ข้าต้องการสอบถามบางสิ่งจากเจ้า เจ้าได้มอบสมบัติขั้นสุดยอดแก่หวังเชี่ยนหยาหรือไม่?”
เยี่ยฉวนใจหล่นวูบอีกครั้ง ก่อนจะผงกศีรษะ “หากท่านไม่เชื่อข้า ก็ค้นตัวข้าเสีย”
ค้นตัว!
หัวหน้าผู้อาวุโสชำเลืองมองเยี่ยฉวนและพยักหน้าน้อยๆ “ย่อมได้ อย่างไรเสียข้าก็ต้องการการยืนยัน!”
หลังจากนั้นพลังจิตตรวจตราก็มุ่งไปที่ตัวของเยี่ยฉวนอย่างรวดเร็ว
เมื่อรับรู้ว่าหัวหน้าผู้อาวุโสกำลังค้นตัวเขาอยู่จริงๆ สีหน้าของเยี่ยฉวนก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาแต่ไม่ช้านานก็กลับไปเป็นเช่นเดิม
ไม่นานนักหัวหน้าผู้อาวุโสก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เหตุเพราะได้ตรวจค้นตัวของเยี่ยฉวนแล้วแต่หาได้พบสิ่งใด
หลังจากที่เงียบงันมาพักหนึ่งหัวหน้าผู้อาวุโสก็จ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “ข้ามีภารกิจให้แก่เจ้า!”
ภารกิจหรือ?
เยี่ยฉวนชะงักงันไปเล็กน้อย จากนั้นจึงถามขึ้นมา “ภารกิจใดหรือ?”
หัวหน้าผู้อาวุโสเอ่ย “จงไปที่ยอดเขา”
“ยอดเขาหยาหรือ?”
เยี่ยฉวนฉงนใจ
หัวหน้าผู้อาวุโสเอ่ยขึ้นมา “สถานศึกษาเต๋าอี้ของพวกเรามีส่วนการทำงานหลายส่วน และยอดเขาหยาเป็นหนึ่งในนั้น พวกข้าได้รับสารว่าในยอดเขานั้น ยามรักษาการณ์สามคนและศิษย์สองคนหายตัวไปอย่างไร้เหตุผล จงไปและตรวจสอบ”
เยี่ยฉวนลังเลใจก่อนจะเอ่ยถามออกไป “มีผลประโยชน์อันใดหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าผู้ฝึกสอนและผู้อาวุโสในหอก็ตะลึงงันไป……
ผู้อาวุโสจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “แน่นอน หากเจ้าค้นพบบางสิ่งและจัดการเรื่องที่ยอดเขาหยาได้ เจ้าสามารถเข้าไปบำเพ็ญเพียรในหอคอยเพลิงอินทนิลได้ครึ่งเดือนโดยที่ไม่ต้องจ่ายสิ่งใด!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าอย่างว่องไว “ย่อมได้ ข้าจะไปที่นั่น!”
หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้ารับและกล่าว “ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว!”
เยี่ยฉวนหันกลับและจากไป
ภายในหอนั้น หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนและกำลังสงสัยในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดอาจล่วงรู้ได้
อาจารย์หยวนที่อยู่ด้านข้างพลันกล่าวออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ “พวกท่านทั้งหลาย มันเป็นการปฏิเสธไม่ได้ที่คนผู้นี้นั้นมากด้วยพรสวรรค์ แม้แต่ในสาขาภายในนี้ เขาคงอยู่ในระดับชั้นแนวหน้า ทว่าพวกท่านก็ได้เห็นตัวตนของเขาแล้วเช่นกัน! เขาจะกลายเป็นหอกข้างแคร่เป็นแน่ หากเขายังอยู่ในสาขาภายในนี่ คงจะไร้ซึ่งความสงบสุข ยิ่งกว่านี้เขาดูจะมีความขัดแย้งกับหนานซาน หลังหนานซานออกมา ข้าเกรงว่าพวกเขาอาจจะต่อสู้กันจนตายกันไปข้าง!”
หัวหน้าผู้อาวุโสพยักหน้ารับน้อยๆ “นั่นเป็นเหตุที่ข้าส่งเขาไปยังยอดเขาหยาและบรรเทาความขัดแย้งของพวกเขาทั้งสองชั่วคราว!”
ด้านข้างนั้นชายชราผงกศีรษะน้อยๆ “คนผู้นี้หาใช่คนชั่วช้า เขาเพียงฉุนเฉียวง่ายและต้องได้รับการขัดเกลา”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้เขาก็มองไปที่หัวหน้าผู้อาวุโส “อีกประการหนึ่ง เมื่อไม่นานนี้พวกเราได้ค้นพบยอดฝีมือที่ปรากฏกายอยู่รอบๆ สถานศึกษาเต๋าอี้ ทว่าพวกเขานั้นเร้นกายอยู่ หากให้ข้าเดา พวกเขาอาจมาเพื่อตามหาเยี่ยฉวน!”
หัวหน้าผู้อาวุโสเอ่ยเสียงต่ำ “ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเขามาจากกองกำลังใด?”
ชายชราเงียบงันไปชั่วขณะและจากนั้นจึงกล่าวออกมา “จงระแวดระวังไว้ในช่วงเวลานี้”
อาจารย์หยวนเอ่ยขึ้นทันควัน “บัดนี้ทุกคนในโลกแห่งนี้คิดว่าสมบัติขั้นสุดยอดนั้นอยู่ในสถานศึกษาของพวกเรา..ส่วนตัวข้าคิดว่าเยี่ยฉวนควรออกไปจากที่นี่”
หัวหน้าผู้อาวุโสส่ายศีรษะ “แม้เขาจะออกไปจากที่นี่ ผู้อื่นจะยังคงคิดว่าสมบัตินั้นอยู่ในมือของสถานศึกษาเต๋าอี้ของพวกเรา ปัญหาคือสมบัตินั่นไม่ได้อยู่ในมือของพวกเรา”
อาจารย์หยวนเอ่ยเสียงต่ำ “ยังอยู่ในมือของเยี่ยฉวนเช่นนั้นหรือ? ทว่าเจ้า ก่อนหน้านี้……”
หัวหน้าผู้อาวุโสทอดมองออกไปด้านนอกและกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้
…
หลังจากที่เยี่ยฉวนออกไปจากหอ เขาจ้องมองขึ้นฟ้าไป จนถึงบัดนี้เขาไม่ได้ติดต่ออาหลิงและอันหลานซิ่วเลย เหตุเพราะเขาพบว่าสถานศึกษานี้ต้องการตัวเขาหรือกล่าวอย่างเจาะจงคือหอคอยแห่งเรือนจำ
ผ่านไปครู่หนึ่งเยี่ยฉวนก็ส่ายศีรษะ เขาทำได้เพียงทีละเรื่องเท่านั้น
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเยี่ยฉวนก็ออกไปจากสถานศึกษาเต๋าอี้และมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาหยา
ทันทีที่เยี่ยฉวนออกจากสถานศึกษาเต๋าอี้ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นในศีรษะของเขา “จงกลับไปเสีย!”
เสียงของผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นสอง
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วน้อยๆ “เหตุใดเล่า?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบเสียงเบา “จับสัมผัสรอบด้านสิ!”
เยี่ยฉวนหยุดลงและเขาลองจับสัมผัสโดยรอบอยู่ครู่หนึ่ง ทว่ากลับสัมผัสสิ่งใดไม่ได้
เยี่ยฉวนฉงนใจ “ไร้ผู้คน!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกล่าว “การที่เจ้าจับสัมผัสผู้คนไม่ได้ มันหมายความว่าอย่างไรกันเล่า?”
ได้ยินเช่นนี้เยี่ยฉวนก็เคร่งเครียดขึ้นมา เขาไม่สามารถจับสัมผัสของผู้คนได้ นั่นหมายความว่าศัตรูนั้นมีกำลังเหนือชั้นกว่าเขามากนัก!
โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาลังเลใจ เขาเร่งรับกลับไปที่เมืองเต๋าอี้ทันที
ในเมืองนั้นเยี่ยฉวนกดเสียงต่ำพูดออกไป “ท่านผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง มีกี่คนกันที่กำลังสะกดรอยตามข้า?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบเสียงเบา “หกคน หนึ่งในนั้นเจ้ารู้จักดี เขาคือชายชราที่เคยอยู่ในหอก่อนหน้านี้!”
หัวหน้าผู้อาวุโส!
เยี่ยฉวนดูเคร่งเครียดขึ้นมาทีละน้อย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถป้องกันตนเองได้
ณ ที่นั้น เยี่ยฉวนยืนอยู่เป็นเวลานาน หลังจากนั้นพักหนึ่งเขาก็ยิ้มออกมา
หลังจากไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เยี่ยฉวนออกจากเมืองเต๋าอี้ไป ทว่าเขาไปไม่ได้ไกลนัก ไม่ช้าชายชราในชุดคลุมสีเทาพลันปรากฏกายเบื้องหน้า
ชายชราในชุดคลุมสีเทาจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนและกำลังจะกล่าวบางสิ่ง ทว่าเยี่ยฉวนกลับพูดดักขึ้นมาทันควัน
“ท่านคงมาเพื่อสมบัติขั้นสุดยอดใช่หรือไม่?”
ชายชราในชุดคลุมเทาชะงักงันไปน้อยๆ และในเวลานั้น เยี่ยฉวนก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง “ท่านมาช้าไป!”
ชายชราในชุดคลุมเทาขมวดคิ้วน้อยๆ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เยี่ยฉวนเอ่ยเบาๆ “สมบัติขั้นสุดยอดนั้นอยู่ในมือผู้อื่นแล้ว ท่านจึงมาช้าไป”
ชายชราในชุดคลุมเทาหรี่ตาลง “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือ?”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ทำไมถึงไม่เชื่อเล่า?”
ชายชราในชุดคลุมเทายิ้มเยาะ “เจ้าจะมอบสมบัติขั้นสุดยอดนี้แก่ผู้อื่นได้อย่างไร? และหากเจ้าเอามันให้กับผู้อื่น เหตุใดพวกเขาจึงไม่สังหารเจ้าเสีย?”
เยี่ยฉวนทอดถอนใจ “นั่นเป็นเพราะสมบัติขั้นสุดยอดนั้นมีค่ามากเกินไป นั่นเป็นเหตุที่ข้าจำต้องมอบให้ผู้อื่น ตอนนี้ข้ามีกำลังน้อยนิดนัก และการมีสมบัตินี้ในครอบครองก็มิใช่การดีเลยสักนิด เหตุเพราะมันคือหายนะ หากท่านไม่อาจทำใจเชื่อได้ เช่นนั้นก็โจมตีข้าเสีย”
ชายชราในชุดคลุมเทาจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนเป็นเวลานานแล้วกล่าวออกมา “อยู่ในมือของสถานศึกษาเต๋าอี้หรือ?”
เยี่ยฉวนนิ่งงันไป
ชายชราในชุดคลุมเทาดูเคร่งเครียดขึ้นมาทีละน้อย “หรือไม่ใช่?”
เยี่ยฉวนไม่ได้กล่าวอะไร
ชายชราในชุดคลุมเทาจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนเป็นเวลานาน ท้ายที่สุด พลังจิตตรวจตราของเขาก็ส่งไปที่คนอีกฝ่าย และเยี่ยฉวนไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ไม่ช้าชายหนุ่มก็ถูกตรวจดูทั้งด้านในและด้านนอก รวมถึงในแหวนสัมภาระ
ไม่มีเลย!
เมื่อรับรู้เช่นนี้ ชายชราในชุดคลุมเทาก็ทำหน้าถมึงทึง
จากนั้นพักหนึ่งชายชราในชุดคลุมเทาก็จ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “ข้าไม่เชื่อเจ้า!”
เยี่ยฉวนหันกลับและออกวิ่งไปอย่างรวดเร็วอย่างถึงที่สุด และในชั่วพริบตาเขาก็วิ่งกลับไปถึงเมืองเต๋าอี้
ชายชราในชุดคลุมเทานิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว
—



