บทที่ 667 ความเหนือชั้นแห่งความสามัญและธรณีแห่งความ
ศักดิ์สิทธิ์
จองหอง!
นี่คือความรู้สึกแรกที่เยี่ยฉวนรับรู้!
กระบี่อันชางนั้นจองหองยิ่งนัก!
บัดนั้นกระบี่อันชางยังไม่ได้อยู่ในขั้นสวรรค์ ทว่าชายหนุ่มไม่รู้ว่ามันอยู่ระดับใดกันแน่ แน่นอนว่าเขารับรู้ได้ว่ากระบี่นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
กระนั้นแม้ว่ามันจะเปลี่ยนไปมาก มันก็คงไม่แกร่งกล้ามากไปกว่ากระบี่ทั้งสามบนยอดหอคอย!
ยามที่กระบี้เล่มนั้นพุ่งตรงไปที่กระบี่ทั้งสาม-
ครืด!
กระบี่เล่มที่อยู่ตรงกลางบนยอดหอคอยพลันสั่นไหวเบาๆ
ตู้ม!
กระบี่อันชางร่วงลงไปจากยอดหอคอยอย่างรวดเร็วและท้ายที่สุดมันก็ตกลงบนพื้น……
บนผืนดินนั้น กระบี่อันชางสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงคร่ำครวญดังขึ้น ซึ่งเป็นเสียงของจิตวิญญาณพิเศษนั่นเอง
ไม่ไกลออกไปนั้นอาหลิงจ้องมองไปที่กระบี่อันชางอย่างเย็นชา “ยังดีที่ได้มีชีวิตใช่หรือไม่?”
พร้อมกันนั้นนางมองไปที่ยอดหอคอยและไปเก็บผลจิตวิญญาณของนาง
เด็กหญิงไม่เกรงกลัวกระบี่ทั้งสาม ทว่านางมีไหวพริบพอที่จะไม่จงใจท้าทายพวกมัน
เยี่ยฉวนเดินไปที่กระบี่อันชางก่อนจะส่ายหัว “มิใช่ว่าเป็นการดีที่จะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมหรือ?”
กระบี่อันชางสั่นเทิ้ม จากนั้นก็ลอยไปที่เยี่ยฉวน ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม “บัดนี้เจ้าอ่อนแอ ทว่ามันไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะยังคงอ่อนแอต่อไปในภายภาคหน้า จงสำนึกถึงความอับอายนี่และก้าวต่อไป เข้าใจหรือไม่?”
กระบี่อันชางสั่นราวกับมันกำลังตอบรับอยู่
เยี่ยฉวนยิ้ม เขาลูบไล้กระบี่อันชางอย่างเบามือและจากนั้นกล่าวอย่างนุ่มนวล “ผู้เยี่ยมยุทธชั้นสอง ระดับของกระบี่นี่ในตอนนี้คืออะไรหรือ?”
หลังจากที่เงียบงันไปครู่หนึ่ง ผู้เยี่ยมยุทธชั้นสองเอ่ยขึ้น “เหนือกว่าขั้นสวรรค์ มันคือความเหนือชั้นแห่งความสามัญและธรณีแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ขั้นศักดิ์สิทธิ์ พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ มีเพียงเวลาที่สมบัตินั้นมีจิตวิญญาณเป็นของตนเอง มันจะสามารถถูกเรียกได้เป็นขั้นศักดิ์สิทธิ์ เหตุเพราะจิตวิญญาณของมันนั้นวิเศษเหนือชั้น มันคือจิตวิญญาณพิเศษ และขั้นศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปนั้นไม่สามารถเทียบชั้นได้แม้แต่น้อย”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับแล้วจ้องมองไปที่กระบี่ในมือของตน เขาต้องยอมรับว่ากระบี่เล่มนี้แตกต่างจากกระบี่อันชางจากเมื่อเก่าก่อน
มันเปลี่ยนแปลงไป ทรงพลัง และแข็งแกร่งขึ้น!
บัดนี้ผู้ที่อยู่ในขั้นทลายสุญตาทั่วๆ ไป ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเยี่ยฉวนอีกต่อไป!
ด้วยกระบี่เล่มนี้ เขาสามารถสังหารยอดฝีมือในขั้นทลายสุญตาได้ในเสี้ยวพริบตา
เหตุเพราะเพียงแค่ตัวจิตวิญญาณพิเศษเองนั้นก็สามารถสังหารยอดฝีมือในขั้นทลายสุญตาได้ ในตอนนี้เขาและมันได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง แม้เขาจะเผชิญกับคนอย่างหัวหน้าผู้อาวุโส เขาก็มีกำลังพอจะประมือด้วย!
ไม่นานนัก เยี่ยฉวนก็ออกจากหอคอยแห่งเรือนจำไป
ยามที่เขาออกจากเรือนไม้ไผ่ เสี่ยวเก้อก็ส่งมอบสารท้าดวลมาให้
เยี่ยฉวนนิ่งงันไปเล็กน้อย “นี่คืออะไรกัน?”
เสี่ยวเก้อกล่าว “จดหมายท้าดวลที่หนานซานมอบให้ท่าน เขาขอให้ท่านไปที่แท่นชี้ชะตาเพื่อประลองยุทธ์”
สารท้าดวล!
เยี่ยฉวนพยักหน้าให้ก่อนจะรับมันมา “เจ้ามีข้อมูลของคนสองคนที่ข้าขอให้ไปสืบเสาะก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่?”
เสี่ยวเก้อผงกศีรษะ “หลังจากที่อันหลานซิ่วและเยี่ยหลิงเข้ามาในสาขาภายใน พวกเขาหายลับไปจากสายตาของฝูงชน ทว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในชั้นสาม ข้าคาดเดาว่าหากพวกเขาไม่ได้อยู่ในชั้นสอง พวกเขาอาจไปจากสถานศึกษาและออกไปเพื่อฝึกฝน”
“ชั้นสองหรือ?” เยี่ยฉวนเอ่ยถาม
เสี่ยวเก้อผงกศีรษะ “ชั้นสองนั้นดีกว่าชั้นสาม ทว่าศิษย์สาขาภายในไม่สามารถไปที่นั่นได้ แม้แต่สี่ผู้มีพรสวรรค์อันปราดเปรื่องก็ไม่สามารถทำได้ มีเพียงเหล่าศิษย์พิเศษและผู้ที่มีความดีความชอบสามารถไปได้”
เยี่ยฉวนฉงนใจเล็กน้อย “ศิษย์พิเศษหรือ? คืออะไรล่ะนั่น?”
เสี่ยวเก้อกดเสียต่ำ “เยี่ยหลิงคือศิษย์พิเศษ! นางมาที่นี่ นางอายุน้อยกว่าสิบสี่ปี ทว่านางได้บรรลุขั้นทลายสุญตา นางคือศิษย์พิเศษเพราะนางเป็นผู้มีพรสวรรค์จำเพาะ”
เยี่ยฉวนถาม “ผู้คนอย่างเยี่ยหลิงนั้นมีพรสวรรค์ยิ่งเสียกว่าสี่ผู้มีพรสวรรค์อันปราดเปรื่องเช่นนั้นหรือ?”
เสี่ยวเก้อยิ้มอย่างขบขันแกมเหน็บแนม “ไม่เป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว โดยพื้นฐานแล้วพวกเขามีความแตกต่างกัน……อย่างไรเสีย ข้าคิดว่าเยี่ยหลิงนั้นไม่ธรรมดา เหตุเพราะนี่มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะกระทำได้เลย ฉะนั้นในช่วงแรกเริ่ม ท่านอาจารย์ใหญ่ออกไปรับนางด้วยตนเอง ยอมรับนางเป็นศิษย์ของเขา และอบรมสั่งสอนให้เป็นคนส่วนตัว”
เยี่ยฉวนยิ้มและตกตะลึงกับพรสวรรค์ของน้องสาวเขา เคราะห์ที่เป็นไปตามสตรีลึกลับกล่าวว่า เยี่ยหลิงนั้นเหนือธรรมดา ซึ่งทำให้ไม่มีภัยอันตรายใหญ่หลวงใดๆ
เสี่ยวเก้อจ้องมองเยี่ยฉวน “ท่านมั่นใจว่าจะเอาชนะหนานซานในการประลองครั้งนี้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าจะทำให้ดีที่สุด!”
เสี่ยวเก้อพยักหน้าน้อยๆ “หนานซานอาจเป็นหนึ่งในสี่ผู้มีพรสวรรค์อันปราดเปรื่อง เป็นปกติที่ความแข็งแกร่งของเขานั้นเกินกว่าที่หยั่งถึง อย่าได้ประมาท”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “รับทราบ!”
เสี่ยวเก้อผงกศีรษะน้อยๆ ก่อนจะจากไป
หลังจากที่เสี่ยวเก้อจากไป เยี่ยฉวนเงยหน้าขึ้นฟ้า เขามีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำ นั่นคือการสร้างกายเนื้อให้เยว่ฉีใหม่!
โดยปกติเขาคงไม่ลืมเลือนเรื่องนี้ ทว่าเพราะหอคอยแห่งเรือนจำ เขาไม่กล้าดีพอที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้กำกับดูแลระดับสูงแห่งสถานศึกษาเต๋าอี้
ทว่าเขารู้ว่าเรื่องนี้ไม่สามารถยืดเยื้อไปได้นานกว่านี้!
โดยที่ไม่ต้องครุ่นคิดให้มาก เยี่ยฉวนหันกลับไปในเรือนไม้ และเข้าไปในหอคอยแห่งเรือนจำ
เพื่อที่จะคุ้นชินกับกระบี่อันชางเล่มใหม่!
เวลาผ่านพ้นไปและวันที่สามก็มาถึง
ณ แท่นชี้ชะตา!
สถานที่ใดที่มีผู้คน ที่นั่นก็จะมีการต่อสู้ ในสถานศึกษาเต๋าอี้ หากมีการต่อสู้ที่ไม่อาจประนีประนอม เหล่าศิษย์นั้นสามารถไปที่แท่นชี้ชะตา ได้
ทว่าโดยทั่วไปแล้วเรื่องจะไม่มาไกลถึงเพียงนี้ เหตุเพราะสถานศึกษาจะเข้าแทรกแซง!
ทว่าครั้งนี้ สถานศึกษาไม่สามารถเข้าแทรกแซงเรื่องระหว่างเยี่ยฉวนและหนานซานได้ แม้จะดันทุรังแทรกแซง ก็จะรังแต่ทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ
ฉะนั้นสถานศึกษาจึงเลือกที่จะปล่อยไปตามนั้นแทนที่จะยับยั้งพวกเขา!
รอบๆ แท่นชี้ชะตา ผู้คนหลายคนได้รวมตัวอยู่ ณ พื้นที่นั้นแล้ว เป็นเรื่องแน่นอนว่าพวกเขามาเพื่อชมการประลองของเยี่ยฉวนกับหนานซาน!
ณ แท่นชี้ชะตา หนานซานยืนอยู่อย่างสงบเงียบ ดวงตาของเขาปิดลงน้อยๆ และสีหน้าดูสงบนิ่ง
ไม่ไกลออกไปเบื้องล่างนั้นมีพวกไป๋หลิงและคนอื่นๆ อยู่
อีกด้านหนึ่งในที่ที่ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้ มีคนกลุ่มหนึ่งจ้องมองไปยังที่ตรงนั้น พวกเขาคือหัวหน้าผู้อาวุโสและคนอื่นๆ
พวกเขากำลังเฝ้ารออยู่!
พวกเขาเฝ้ารอการปรากฏกายของเยี่ยฉวน!
ซึ่งเจ้าตัวนั้นไม่ได้ใช้กลโกงใดๆ และไม่ช้านานก็มาปรากฏกายที่แท่นชี้ชะตา!
ยามที่เยี่ยฉวนปรากฏกาย หนานซานลืมตาขึ้น เขาจับจ้องไปที่อีกฝ่ายหัวจรดเท้าแล้วกล่าว “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนของพวกข้าถูกทำลายได้อย่างไร?”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “จงเดาดูสิ!”
หนานซานจ้องเยี่ยฉวนเขม็ง “เซียนกระบี่แห่งโลกชิงฉางยังคงมีชีวิตอยู่หรือ?”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ก็ลองเดาอีกครั้งสิ!”
ได้ยินเช่นนั้น มุมปากหนานซานก็กระตุกนิดๆ “ข่าวกรองไม่ได้บอกข้าว่าเจ้ามันมากเล่ห์เหลี่ยมนัก!”
เยี่ยฉวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “หนานซาน สำนักผู้ตรวจการเขตแดนถูกทำลายล้างไปแล้ว และความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสำนักและข้าก็จบสิ้นลงแล้ว……”
“เป็นเช่นนั้นแน่หรือ?”
หนานซานพลันยิ้มและเอ่ย “ข้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าจะกับไปที่โลกชิงฉางและสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะไม่มลายหายไปเช่นนี้ แต่ก่อนที่จะเป็นเช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้าและทำลายสำนักชางเจี้ยนของเจ้า!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะ “เยี่ยมยอด เจ้าช่างทะเยอะทะยานยิ่ง เช่นนั้นก็เข้ามา!”
หนานซานยกมุมปากน้อยๆ ในเวลาต่อมาเขาก้าวมาด้านหน้าก้าวหนึ่ง ทั่วทั้งแท่นชี้ชะตา ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และร่างรางๆ ก็พุ่งตรงไปหาอีกฝ่าย
ร่างนั้นแน่นอนว่าเป็นหนานซาน!
ความเร็วของเขานั้นว่องไวจนคนทั่วทั้งพื้นที่ไม่สามารถติดตามได้
ขณะที่หนานซานหายไป กระบี่แห่งแสงพลันฟาดฟันลงบนแท่นชี้ชะตา
ตู้ม!
ก่อนที่ผู้คนจะรับรู้ได้ พวกเขาก็เห็นคนสองคนบนแท่นชี้ชะตาล่าถอยไปอย่างรุนแรง ไม่ช้าพวกเขาก็หยุดลงในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
หนานซานจ้องมองเยี่ยฉวนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เจ้าคือเซียนกระบี่อย่างแท้จริง จงเข้ามา!”
พร้อมกันนั้นคนพูดก็ยกมือขวาขึ้น ในเวลาต่อมาในพื้นที่รอบๆ ตัวเขานั้นพลันแตกแยก จากนั้นพลังสสารมืดจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้าสู่ฝ่ามือราวกับกระแสน้ำ แท่นชี้ชะตาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เมือเห็นภาพนี้ สีหน้าของผู้คนที่อยู่ตรงนั้นก็เคร่งเครียดขึ้นมา
หนานซานยกมุมปากขึ้นน้อยๆ “จงเข้ามารับการโจมตีของข้า!”
หลังจากนั้นก็ก้าวไปเบื้องหน้าและใช้มือขวาดันออกไป
เปรี้ยง!
ท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งหมด สุญญากาศเบื้องหน้าหนานซานและเยี่ยฉวนพลันปริแตก รอยแยกขนาดใหญ่บังเกิดขึ้น ไม่ช้าพลังสสารมืดอันกล้าแกร่งก็พุ่งออกมาจากรอยแตกนั่นและจู่โจมเยี่ยฉวนในทันที
อีกด้านหนึ่ง ยามที่หัวหน้าผู้อาวุโสเห็นภาพนี้ แววตาของพวกเขาก็แฝงด้วยความตื่นตระหนก
หัวหน้าผู้อาวุโสกล่าวอย่างนุ่มนวล “มันช่างพบได้น้อยนักในการที่จะใช้ความสามารถในขั้นทลายสุญตาได้ถึงระดับนี้……ดี……ดียิ่งนัก!”
ระหว่างที่พูดไปดวงตาก็จับจ้องไปที่เยี่ยฉวน เขาค่อนข้างฉงนใจ เยี่ยฉวนจะรับการโจมตีนี้อย่างไรกัน?
ภายใต้สายตาของคนนับไม่ถ้วน อยู่ๆ เยี่ยฉวนก็ก้าวไปด้านหน้าและจากนั้นก็แทงออกไป ที่ปลายกระบี่นั้นมีลำแสงอันทรงพลังพุ่งออกมา
ตู้ม!
เสียงดังสนั่นพลันสะท้อนไปทั่วทั้งพื้นที่ บนแท่นชี้ชะตานั้น สุญญากาศสั่นเทิ้มและกระบี่แห่งแสงละลานตาร่วมกับพลังแห่งสสารมืดก็แตกกระจายออกเป็นวงกว้างไปทั่ว
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ใบหน้าของทุกผู้นามก็เปลี่ยนสีไป พวกเขาล่าถอยไปตามๆ กัน
บัดนั้นกระบี่กรีดร้องออกมาในฉับพลันบนแท่นชี้ชะตา ไม่ช้าไม่นานร่างรางๆ ร่างหนึ่งก็ถดถอยไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งตรงไปถึงสุดขอบของแท่น!
คนผู้นั้นคือเยี่ยฉวน!
ที่สุดขอบของแท่นชี้ชะตานั้น เยี่ยฉวนจ้องมองไปที่กระบี่ขั้นสวรรค์ในมือของตน บัดนี้มันได้แตกหักไปเป็นที่เรียบร้อย และมันกลายเป็นเศษซากมากชิ้นแล้วล่วงลงสู้ผืนดิน
กระบี่ถูกทำลาย!
เมื่อเห็นเหตุการณ์ สีหน้าของเสี่ยวเก้อและคนอื่นๆ เบื้องล่างพลันหมองหม่นไป
ทว่าบนแท่นชี้ชะตานั้น เยี่ยฉวนกลับหัวเราะ
กระบี่ถูกทำลาย ทว่าแก่นกระบี่มิได้ถูกทำลาย!
เขามาจากโลกชิงฉาง ในหมู่รุ่นเยาว์ด้วยกันนั้นเขาแทบจะสามารถสังหารทุกคนได้ในชั่วพริบตา บัดนี้หนานซานที่อยู่เบื้องหน้าเยี่ยฉวนทำให้เขารับรู้ว่าเขาหาได้ไร้เทียมทานในหมู่คนรุ่นเดียวกัน!
ในโลกนี้นอกไปจากเขาแล้วยังมีผู้มีพรสวรรค์อีกมาก!
บนแท่นชี้ชะตานั้น หนานซานจ้องมองเยี่ยฉวนพร้อมกำมือข้างขวาของตนแน่นขึ้นเรื่อยๆ ในแววตาของเขานั้นมีความเอาจริงเอาจังฉายอยู่
เขาไม่ได้ประมาทเยี่ยฉวนมาตั้งแต่ต้น ทว่าพลังของเยี่ยฉวนนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดคิด
หลังจากความเงียบสงัดพักหนึ่ง หนานซานเดินไปหาเยี่ยฉวน แต่ละก้าวที่เขาก้าวเดินไป ลมปราณของเขายิ่งกล้าแกร่งขึ้น ยามที่เขาอยู่ห่างจากเยี่ยฉวนสองสามจั้ง ลมปราณของหนานซานนั้นเหลือล้นยิ่งกว่าขั้นทลายสุญตา เมื่อเขาเดินไปก้าวสุดท้าย ลมปราณก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
ตู้ม!
ทั่วทั้งแท่นชี้ชะตานั้นแตกแยกในบัดดล และลมปราณอันกล้าแกร่งราวกับภูเขาไฟระเบิดนั้นก็กระจายไปโดยรอบอย่างสั่นเทิ้ม สุญญากาศรอบด้านนั้นเริ่มวูบไหวอย่างรุนแรงราวกับน้ำเดือด ซึ่งมันน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก
ขั้นพลังจุดกำเนิด!
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ผู้คนจำนวนมากบนพื้นที่ต่างตะลึงงันไปพร้อมๆ กัน บนแท่นชี้ชะตานั้น หนานซานจับจ้องไปที่เยี่ยฉวนและกล่าวออกมาอย่างเยือกเย็น “เจ้าจะสู้กับข้าอย่างไรหรือ?”



